วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระเครื่องเหนือเซียน ตำนานสมเด็จวัดระฆัง

โดย ซูม

ทีมงานซอกแซกได้รับหนังสือดีมีคุณค่า พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ตสวยงามมากชื่อ “พระเครื่อง เหนือเซียน” หรือ The legend of siam Amulets จากสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ โดยคุณวิทูรย์ นิรันตราย เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ภาพ “พระสมเด็จ” ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “จักรพรรดิพระเครื่องของแผ่นดินไทย” เอาไว้มากที่สุด โดยเฉพาะภาพของรุ่นแรกๆที่จัดสร้างในยุคสมัยรัชกาลที่ 4 และที่ 5 ซึ่งหาดูได้ยากมากในยุคนี้

สืบเนื่องมาจากความโชคดีอย่างหาที่เปรียบ มิได้ของ อำพล ถาวรโลหะ นักธุรกิจชื่อดัง ที่มี โอกาสได้รู้จักและสนิทสนมกับทายาทของ “พระยาแสน” ที่ดูแลรับใช้สมเด็จโตอย่างใกล้ชิด จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้เก็บรักษาพระเครื่องสมเด็จโตรุ่นแรกๆ

ต่อมาพระเครื่องชุดดังกล่าวก็ตกทอดมาถึงหลานปู่รุ่นปัจจุบัน รวมทั้งชุดที่สร้างขึ้นเมื่อ ร.ศ.24 หรือหลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 24 ปี ที่สมเด็จโตได้จารอักษรไว้หลังพระเครื่ององค์หนึ่งว่า “บิดาโต ร.ศ.24” และอีกองค์หนึ่งว่า “มารดา 24” อันเป็นชุดที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสร้างด้วยจิตกตัญญูต่อบิดาและมารดาอันเป็นจิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ มีพลังจิตอันสูงส่ง

นอกจากนี้ ยังมีภาพพระสมเด็จรุ่นอื่นๆอีกมากมาย จนถึงพระสมเด็จวัดระฆังรุ่นปลาย พร้อมด้วย “ภาพพระเครื่องเบญจภาคี” อันประกอบด้วย 1. พระสมเด็จวัดระฆัง 2. พระนางพญา 3. พระซุ้ม ก 4. พระผงสุพรรณ และ 5. พระรอด ทำให้หนังสือเล่มนี้ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้น

ท่านผู้อ่านที่สนใจโปรดแวะชมหนังสือได้ที่ร้านหนังสือ นายอินทร์, ซีเอ็ด, บีทูเอส และ บุ๊คเฟรนด์ ทุกสาขา ซึ่งจะมีวางจำหน่ายในราคาเล่มละ 1,500 บาท หรือหากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 09-2747-6459 ในนามของคุณ สุดสุด บรรณภพ ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้

อนึ่ง เพื่อให้ท่านผู้อ่าน รุ่นหลัง หรือแม้แต่รุ่นอาวุโสที่อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของสมเด็จโตมาบ้าง แต่อาจจะลืมเลือนไปแล้ว ทีมงานซอกแซก ขออนุญาตทำหน้าที่ในสไตล์ซอกแซกกลับไปค้นคว้า หาข้อมูลเกี่ยวกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี มาประมวลไว้เพื่อทราบโดยสังเขปดังนี้

สมเด็จพระพุฒาจารย์โต เป็นชาวบ้านไก่จ้น (บ้านท่าหลวง) อำเภอท่าหรือ จังหวัดพระนคร- ศรีอยุธยา เกิดในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุประมาณ 11-12 ขวบ และเมื่ออายุครบบวชก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลที่ 1 ให้เป็น นาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) เป็นพระอุปัชฌาย์

เป็นที่ชัดเจนมาตลอดว่า สมเด็จโตไม่ยินดี ในสมณศักดิ์ ไม่ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ แต่ก็ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่างๆ พระราชทานสมณศักดิ์ให้ตามสมควรมาโดยตลอด จนถึง พ.ศ.2394 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่ พระธรรมกิตติ ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด ระฆังโฆสิตาราม เป็นที่มาของสมเด็จโต วัดระฆัง นับแต่นั้น

สมณศักดิ์สูงสุดที่สมเด็จโตได้รับพระราชทานได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อ พ.ศ.2407 และถึงแก่มรณภาพ เมื่อ พ.ศ.2415 ในยุคสมัยของรัชกาลที่ 5 ณ วัดเก่าบางขุนพรหม ขณะดำรงตำแหน่งประธานในการสร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร สิริอายุ 84 ปี

นอกเหนือจากการสร้างพระทั้งพระพุทธรูปและการสร้างพระเครื่องสมเด็จวัดระฆังรุ่นต่างๆแล้ว สมเด็จโตยังเป็นพระภิกษุรูปแรกที่นำพระคาถา “ชินบัญชร” มาสวดและเผยแพร่อีกด้วย

ตามประวัติที่มีการบันทึกไว้ กล่าวว่า สมเด็จ พระพุฒาจารย์ได้มีโอกาสสวดพระคาถาชินบัญชรถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงรับสั่งถามว่าเป็นพระคาถาที่ไพเราะเหลือเกิน “ขรัวโตได้มาจากไหน แต่งเองหรือเปล่า?”
สมเด็จโตกราบบังคมทูลว่า “หามิได้เป็นสำนวนเก่าของภาคเหนือ นำมาแก้ไขดัดแปลงใหม่ตัดตอนให้สั้นเข้าของลังกาจะยาวกว่านี้”

ทำให้เกิดการสันนิษฐานขึ้นว่า ผู้แต่งอาจเป็นพระภิกษุล้านนาที่เคยเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา และเมื่อกลับสู่สยามประเทศในยุคกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ได้มีการแต่งบทสวดบทนี้ขึ้น ซึ่งเป็นภาษาบาลี และมีการถ่ายทอดกันสืบมา จนสมเด็จโตได้นำมาแก้ไขดัดแปลงสวด ถวายรัชกาลที่ 4 และได้กลายเป็นบทสวดมนต์ ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้

เรื่องราวของรัชกาลที่ 4 กับสมเด็จโตนั้น เป็นที่โจษขานและบันทึกอยู่ในที่ต่างๆจำนวนมาก แสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นเหนียวระหว่างพระองค์ท่านกับสมเด็จพระพุฒาจารย์

บางครั้งก็ทรงมีการถกเถียงและทรงพิโรธถึงขั้นลั่นพระวาจาขับไล่สมเด็จโตออกจากพระราชอาณาจักร ซึ่งสมเด็จโตก็มิได้ออกมาบิณฑบาตอีกเลย และจำพรรษาอยู่แต่ในพระอุโบสถวัดระฆังเท่านั้น

เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆัง ทรงทราบว่าสมเด็จโตพำนักอยู่ในพระอุโบสถ จึงรับสั่งถามว่า ทรงไล่ไม่ให้อยู่ในราชอาณาจักรสยามแล้ว ทำไมยังขืนอยู่อีก

สมเด็จโตกราบบังคมทูลว่า อาตมามิได้อยู่ในราชอาณาจักร อาตมาอาศัยอยู่ในพุทธจักร (ในพระอุโบสถ) ตั้งแต่วันมีพระบรมราชโองการ อาตมามิได้ลงเดินดินของมหาบพิตรเลย

เป็นคำกราบบังคมทูลที่เล่าสืบต่อกันมา และหลังจากทรงรับสั่งถามอีกครู่หนึ่ง ก็พระราชทานอนุญาตให้อยู่ต่อในพระราชอาณาจักรสยามได้

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของคำบอกเล่าและตำนานเกี่ยวกับสมเด็จโต พรหมรังสี ที่มีการจดจำและบอกกล่าวเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้.

“ซูม”