วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใช้หัวใจหรือความคิด ในการเลือกคู่

โดย เมอร์ลิน

วันก่อนเดินตามผู้ชายกลุ่มหนึ่งเพื่อจะไปขึ้นรถไฟฟ้า ได้ยินพวก ผู้ชายเม้าท์มอยกันเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง ที่พวกเขาทั้งรู้จักและไม่รู้จัก ในทำนองว่า หนุ่มคนหนึ่งชี้ชวนให้เพื่อนดูว่า ผู้หญิงคนนั้นทำไมบั้นท้าย (สะโพก) ถึงได้ใหญ่จัง สงสัยผ่านการมีลูกแล้วมั้ง แล้วก็หัวเราะขำขันกันไป

ส่วนหนุ่มอีกคนเล่าให้เพื่อนฟังว่า วันก่อนผมชวนน้องน้ำไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง บังเอิญเราสองคนเดินผ่านผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่หน้าตาดีหน่อย ไอ้ผมก็เผลอเหลียวไปมองสาวกลุ่มนั้นจนทำให้น้องน้ำไม่พอใจ “โถ......ไอ้เราก็คิดแค่ได้แต่มอง จะไปทำอะไรได้ นึกรึว่าผมจะจีบติด แต่น้ำกลับคิดว่าผมไปชอบ 1 ในสาวกลุ่มนั้นซะได้” “โอ้ย.....ถ้าชอบได้ผมก็แค่ชอบมองเท่านั้นแหละ เรื่องนี้ทำให้ผมกับน้องน้ำทะเลาะกันอยู่ตั้งนาน กะอีแค่เรื่องไม่เป็นเรื่องแค่นี้ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผู้หญิงต้องเก็บมาเป็นอารมณ์ด้วย” อ้าว......ก็ผู้หญิงบางคนเธอคิดมาก แถมยังเซนซิทีฟกับความเจ้าชู้ของฝ่ายชาย

หนุ่มคนเดิมเล่าต่อไปว่า ที่จริงควรมองกลับกันนะว่า ถ้าผมไม่เหลียวหันไปมองสาวๆ แสดงว่า ผมอาจเป็นเกย์ก็ได้ ทำไมถึงไม่คิดแบบนี้มั่ง อู้ยจะให้ผู้หญิงคิดว่า หนุ่มที่เธอคบด้วยไม่ใช่เกย์ ด้วยการเหล่มองสาวอื่นจริงๆเหรอฮ้า เข้าใจคิดเนอะ แต่เหตุผลมันใช่หรือเปล่าเนี่ย?

พูดถึงผู้หญิงกับผู้ชาย บุคคล 2 เพศนี้ย่อมมีความคิดอ่านและพฤติกรรมที่แตกต่างกันบ้าง และเหมือนกันบ้างในบางกรณี เป็นธรรมดา บางคู่หนุ่มสาวพอรู้จักกันแล้ว เมื่อเริ่มพูดคุยจึงรู้ว่ามีทัศนคติและการมองโลกในด้านต่างๆใกล้เคียงกัน ก็ดีไปค่ะ เพราะจะได้ไม่ตบตีและขัดแย้งกันเท่าไหร่

สมมติ คนนึงชอบไปเที่ยวสวนสัตว์ เพราะรักสัตว์เป็นทุนเดิม ส่วนอีกคนก็ไม่มีปัญหาที่จะไปเที่ยวสวนสัตว์เช่นกัน เพราะปกติอยู่บ้านก็ชอบเปิดช่องโทรทัศน์ดูรายการชีวิตสิงสาราสัตว์อยู่แล้ว อย่างนี้ถ้าเป็นคู่กันก็น่าจะไปด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คู่เลิฟทั้งสองฝ่ายจะมีความแตกต่างกันทางความคิดและพฤติกรรมแค่ไหน แต่ไม่ใช่ว่าทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะเคยเห็นมาแล้ว คู่ที่ไม่ชอบอะไรเหมือนกันเลยก็ยังอยู่ร่วมชายคาเดียวกันได้ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปรับตัวเข้าหากัน นั่นเอง

การอยู่ด้วยกันของคู่เลิฟ ถึงอย่างไรก็ต้องอาศัยการปรับสภาพเข้าหากันให้ได้ ไม่งั้นแล้วจะกลายเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ หากไม่ยอมเปลี่ยน ตัวเองเพื่อให้เข้ากับคนที่คุณคบเลย ก็ยากจะคบกันต่อไปน้อ

ปกติเวลาคนเราจะรักกันย่อมต้องใช้ความคิด, ใช้สมอง บางทีอาจมีอารมณ์ร่วมด้วยนั่นแหละ แล้วเมื่อชะตาต้องกันซะอย่าง ก็ย่อมไม่แคล้วคลาดจากกันแน่นอน ขอเป็นกำลังใจให้ละกัน

ทีนี้ ถ้าถามว่าใครที่ไม่ได้ใช้สมองหรือความคิดในการไตร่ตรองก่อนเลยว่าจะเลือกคบกับใคร แบบว่า ใช้อารมณ์ความรู้สึก (หรือที่เรียกว่าใช้หัวใจ) เป็นตัวตัดสินใจอย่างเดียวนั้นมีไหม? คำตอบคือ มีอยู่แล้ว 1. ลองคิดดูนะ สมัยที่เป็นเด็กหรือเป็นวัยรุ่นน่ะ เวลาไปชอบใครบางคนอย่างมากๆ หรือไปหลงรักใครเข้า สมัยนั้นคุณใช้สมองสักแค่ไหนเชียว ส่วนใหญ่ก็ใช้อารมณ์ หรือหัวใจในการตัดสินทั้งนั้น

บวกกับการมองด้วยสายตา ยิ่งคนที่ตัวไปชอบเค้า มีหน้าตาดีด้วย ซึ่งโดยมากเด็กวัยรุ่นก็มักจะให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกเป็นสำคัญอยู่แล้ว จึงไม่แปลกใจถ้าวัยรุ่นวัยวุ่นจะชอบเพราะรูปร่างหน้าตา

เอ้า ดูตัวอย่างกรณีดารา-นักร้องเกาหลีที่มีแฟนคลับตามคลั่งไคล้ทั่วบ้านทั่วเมืองละกัน ถ้าดารา-นักร้องเหล่านี้หน้าตาไม่เอาไหน ก็ไม่แน่ว่าจะดัง และมีแฟนคลับยกโขยงตามไปกรี๊ดสนั่นที่นั่นที่นี่หรอก

2. ถ้าเป็นรักแรกพบล่ะ ใช้สมองหรืออารมณ์?

บางกรณีก็ใช้อารมณ์อย่างเดียว ได้แก่อารมณ์รัก เพราะเห็นปุ๊บก็นึกรักเลย บางทีสมองยังไม่ได้คิดอะไรมากด้วยซ้ำ แต่พอสายตาไปประสบพบเจอกับ “ใครคนนั้นที่คุณชอบ” ศรรักจึงปักอกทันทีทันใด บางทีก็เป็นเรื่องของโชคชะตาเหมือนกันนะ ที่ทำให้คุณได้เจอคนที่ใช่แล้วก็ชอบ

ที่สำคัญขอให้คนนั้นที่คุณพบรักกับเค้า มีใจให้คุณตอบแทนด้วยละกัน จะได้ประสบความสำเร็จในรักสักที

3. พอเป็นผู้ใหญ่มีงานมีการทำแล้ว ทีนี้ล่ะ อารมณ์หรือหัวใจจะเป็นเรื่องรองลงไปแล้ว แต่หลักใหญ่ใจความหนุ่มสาวที่ทำงานแล้วมักใช้ความคิดในการเลือกคู่มากขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าไม่ใช้อารมณ์ซะเลยนะ

ยังไงซะ อารมณ์ความรู้สึก (และหัวใจ) ยังมีอิทธิพลและความสำคัญอยู่ดี แต่พออายุมากขึ้นแล้วความคิดจะเริ่มมาแล้วว่า สมควรเลือกใครเป็นคู่ ดูจากหน้าที่การงาน, การศึกษา ดูพื้นฐานจากครอบครัวบ้าง

สำหรับบางคนอาจมีไปชอบพ่อม่ายหรือแม่ม่าย ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า ครอบครัวเราจะรับพ่อม่ายหรือแม่ม่ายคนนี้ได้ไหม? แล้วพ่อม่าย, แม่ม่ายมีลูกติดรึป่าว? คุณจะเข้ากับลูกเลี้ยงได้มากน้อยแค่ไหนด้วย.

@ @ @