วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปีแห่งเคราะห์ร้ายของอังกฤษ

ถกอนาคต–นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ (ซ้าย) เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอียูที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เมื่อ 23 มิ.ย. ประเด็นหลักคือเรื่องการเจรจาอังกฤษถอนตัวจากอียู (เบรกซิต) ปัญหาผู้อพยพและโลกาภิวัตน์ (เอเอฟพี)

ปีนี้จะเป็น “ปีชง” ของสหราชอาณาจักร (ยูเค) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “อังกฤษ” หรือไม่...ไม่ทราบได้...เพราะมีแต่เรื่องร้ายๆในประเทศที่ได้ฉายาว่า “แดนผู้ดี” แห่งนี้!

ไม่ว่าจะเป็นเหตุ “ก่อการร้าย” ถึง 4 ครั้ง ตามด้วยอุบัติเหตุไฟไหม้มหาวินาศ แถมรัฐบาลปัจจุบันที่อยู่ในยุคหน้าสิ่วหน้าขวานก็ดันแพ้การเลือกตั้งหลุดลุ่ย ในช่วงเจรจาถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) อยู่พอดี!

อย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าเป็นปีแห่งความโชคร้าย อภิมหาโกลาหลได้อย่างไร!

ขอย้อนรอยโศกนาฏกรรมในอังกฤษในปีนี้ก่อน...เริ่มตั้งแต่ 22 มี.ค. คนร้าย 1 คนขับรถยนต์เช่าพุ่งชนฝูงชนบนสะพานเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน ก่อนลงจากรถใช้มีดแทงตำรวจไร้อาวุธที่อารักขารัฐสภาที่อยู่ใกล้เคียงกันตาย 1 นาย ก่อนคนร้ายถูก รปภ.อารักขารัฐสภายิงตาย

เหตุร้ายครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 5 คน คนร้ายชื่อคาลิด มาซูด ชาวอังกฤษวัย 52 ปี ที่เปลี่ยนไปนับถืออิสลาม มีประวัติก่อความรุนแรง มีแรงบันดาลใจจากพวกมุสลิมสุดโต่งและก่อเหตุโดยลำพัง นับเป็นการก่อการร้ายครั้งแรกในลอนดอน ตั้งแต่ทหารชื่อลี ริกบี้ ถูกพวกอิสลามหัวรุนแรงขับรถทับและแทงตายในปี 2556

ต่อมาอีก 2 เดือนเป๊ะ...เมื่อ 22 พ.ค. คนร้ายชื่อนายซัลมาน อะเบดี ชาวอังกฤษเชื้อสายลิเบีย วัย 22 ปี จุดระเบิดฆ่าตัวตายที่สนามกีฬาแมน–เชสเตอร์ อารีนา เมืองแมนเชสเตอร์ หลังคอนเสิร์ตของ “อะรีอานา กรานเด” นักร้องสาวอเมริกัน มีผู้เสียชีวิต 22 คน โดย 1 ใน 3 เป็นเด็กๆและกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างความรับผิดชอบ

ถัดมาไม่นานเมื่อ 3 มิ.ย. คนร้าย 3 คนซึ่งสวมระเบิดฆ่าตัวตายปลอม ขับรถตู้พุ่งชนฝูงชนบนสะพานลอนดอน (ลอนดอน บริดจ์) ก่อนลงจากรถใช้มีดไล่ฟันแทงผู้คนในตลาดโบโรห์ที่อยู่ใกล้เคียงกัน ก่อนถูกตำรวจยิงตายภายใน 8 นาทีหลังได้รับแจ้งเหตุ ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 8 คน เป็นชาวฝรั่งเศส 3 คน ออสเตรเลีย 2 คน แคนาดา 1 คน อังกฤษ 1 คน ซึ่งหลังจากนั้น 1 วัน นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แถลงกร้าวว่า จะกวาดล้างพวกหัวรุนแรงในประเทศให้เกลี้ยง แต่เตือนว่าอาจมีการก่อการร้าย “เลียนแบบ” ในลักษณะการใช้รถพุ่งชนผู้คนอีก

จากนั้น 5 วัน เมื่อ 8 มิ.ย. อังกฤษจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด โดยนายกฯเมย์เล็ง

ผลเลิศว่าจะชนะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนฯเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มีอำนาจเจรจาต่อรองเรื่องถอนตัวจากอียูมากขึ้น แต่กลับตาลปัตร พรรคอนุรักษนิยม (ทอรี) ของนางเมย์ได้ที่นั่ง ส.ส.น้อยลงเยอะจนสูญเสีย

เสียงข้างมาก จำต้องไปดึงพรรค “ชาวสหภาพประชาธิปไตย” (ดียูพี) แห่งไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งได้ ส.ส. 10 ที่นั่งมาร่วมตั้งรัฐบาลผสมเพื่อกุมอำนาจต่อไป

แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อ 14 มิ.ย. หลังแพ้เลือกตั้งแค่ 6 วัน ก็มีอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ไม่คาดคิด เกิดไฟไหม้อพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัย “เกรนเฟลล์” สูง 24 ชั้น 120 ห้อง ในเขตนอร์ท เคนซิงตัน ทางตะวันตกกรุงลอนดอน ไฟลุกไหม้รวดเร็วมากจนตึกวอดวายแทบทั้งหลัง มีผู้เสียชีวิตถึง 79 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนพบว่าสาเหตุที่ไฟลุกลามเร็วแรงผิดปกติเป็นเพราะในการบูรณะตึกใช้วัสดุติดไฟง่ายหุ้มตัวตึก อีกทั้งระบบความปลอดภัยหย่อนยาน ไม่มีระบบสปริงเกลอร์ดับไฟ และมีทางออกทางเดียว

โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้สมเด็จพระราชินี นาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงแถลงอย่างสลดหดหู่ ส่วนนายกฯเมย์เผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ลาออก เพราะรับมือภัยพิบัติอย่างล่าช้าไร้ประสิทธิภาพ

เท่านั้นยังซวยไม่พอ เมื่อ 19 มิ.ย. ถัดมาแค่ 5 วัน ก็เกิดเหตุก่อการร้ายซ้ำอีก คราวนี้คนร้ายเป็นคนผิวขาว ขับรถตู้พุ่งชนฝูงชนชาวมุสลิมที่หน้ามัสยิดฟินส์บิวรี พาร์ค ในกรุงลอนดอน

ตอนเหนือ มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บอีก 10 คน คาดว่าคนร้ายโกรธแค้นเกลียดชังชาวมุสลิม ต้องการแก้แค้นที่พวกมุสลิมหัวรุนแรงโจมตีอังกฤษ

การก่อการร้ายล่าสุดทำให้เกิดความหวั่นกลัวว่าจะมีการแก้แค้นกลับไปกลับมาไม่จบสิ้น และพวกชาตินิยม “ขวาสุดโต่ง” จะออกมาอาละวาด โจมตีชาวมุสลิมหรือผู้อพยพชาวต่างชาติที่ทะลักเข้าอังกฤษและยุโรป

ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้ว เมื่อ 16 มิ.ย.2559 หรือ 1 ปีก่อน กรณีนางเฮเลน โจแอน ค็อกซ์ หรือ “โจ ค็อกซ์” ส.ส.หญิงคนดังแห่งพรรคแรงงานฝ่ายค้าน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “เพื่อนซีเรีย” เพื่อช่วยเหลือชาวซีเรียที่ตกอยู่ในสงครามกลางเมือง ถูกคนร้ายฝ่ายขวาจัดที่สนับสนุนกลุ่ม “นาซีใหม่” ใช้ปืนยิงและใช้มีดกระหน่ำแทงตายสยองกลางถนน ขณะไปพบปะประชาชนในเขตเลือกตั้งของตัวเองในเมืองเบอร์สตอลทางภาคเหนือ

การก่อการร้ายครั้งล่าสุดเมื่อ 19 มิ.ย. ยังมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนอังกฤษเริ่มการเจรจาถอนตัวจากอียู หรือ “เบรกซิต” อย่างเป็นทางการที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม หลังการลงประชามติเมื่อ 24 มิ.ย.2559 ฝ่ายเบรกซิตชนะไปฉิวเฉียด สร้างความแตกแยกไปทั่วประเทศ และปั่นป่วนไปทั่วโลก

ดูท่าทีการเจรจาเบรกซิตจะยุ่งยากลำบากมาก เพราะมีรายละเอียดสลับซับซ้อนสุดๆ ดีไม่ดีอาจไม่ทันเส้นตายที่กำหนดไว้ภายใน 2 ปี ตามสนธิสัญญาลิสบอน ที่สำคัญ รัฐบาลนายกฯเมย์ ก็อยู่ในสภาพไม่มั่นคงจนอาจไปไม่รอด อาจต้องมีการเปลี่ยน “แม่ทัพ” กลางคัน

นี่ยังไม่นับ “การก่อการร้าย” ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ...ขอเป็นกำลังใจให้ชาวอังกฤษผ่านพ้นเรื่องร้ายๆไปให้ได้!

บวร โทศรีแก้ว