วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คำตอบก็คือต้องไปต่อ

ไม่ต้องถามไม่ต้องรอคำตอบว่าเดินต่อหรือไม่ เห็นร่องรอยแล้วก็ไม่ต้องสงสัย ยิ่งเตรียมเข้า หาใกล้ชิดประชาชนก็ยิ่งชัดเจนเร่งสร้างผลงานให้เข้าตาก็ยิ่งเป็นปรากฏการณ์สนับสนุน

ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้85ปี เปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

มีคำถามว่า แล้ววันนี้ประชาธิปไตยของไทยจะไปทางไหน

เอาเข้าจริงคงไม่มีใครตอบได้ เพราะเวลา 85 ปี ถือว่านานพอสมควร แต่ทุกอย่างยังอยู่ในวังวนเดิมสลับกันไปมาระหว่าง “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย”

ที่นึกคิดกันว่าในห้วงที่ประชาธิปไตย จากการเลือกตั้งได้เข้ามาปกครองประเทศยาวนานต่างก็คิดกันว่าหลุดพ้นจากอำนาจทหารเสียที

สุดท้ายก็ไปไม่รอดมันวนกลับมาที่เดิม

คำพูดคมๆ อยู่เรื่องหนึ่งที่ว่า ถ้าประชาชนไม่เชียร์ทหาร ประชาธิปไตยไม่มีวันล้มลงไปได้ จึงเป็นเรื่องให้คำตอบอย่างหนึ่ง

หัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของไทยในขณะนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า คสช.กำลังคิดอะไร จะทำอะไรต่อไป

แม้ยืนยันชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2561 ไปแล้ว เพราะไม่มีทางเลือก อย่างอื่น เพราะกติกาต่างๆได้กำหนดเอาไว้แล้ว

จึงไม่มีทางบิดพลิ้วเป็นอย่างอื่นไปได้

ถ้าเลือกแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป จะยังคงสวมอำนาจทางการเมืองต่อไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับไปเลี้ยงหลานอยู่บ้านดีกว่ามั้ย

ความจริงแล้วไม่น่าจะถาม หรือไม่ ต้องฟังคำตอบ

ที่ว่าอย่างนี้มันมีร่องรอยที่ให้คำตอบได้อยู่แล้วไม่ว่าจะเรื่อง ส.ว. 250 คนที่คสช. แต่งตั้งเอง คนนอกมีช่องทางเข้ามาเป็นนายกฯได้

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน กติกาการเมืองที่คุมเข้มเต็มพิกัด

ทุกอย่างล้วนเป็น “โมเดล” ที่คิดกันมาเป็นอย่างดีไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปตามสภาพการณ์

ถ้าจะถามกันน่าจะเป็นคำถามที่ว่าถ้าไม่ไปต่อแล้วจะ “เสียของ” หรือไม่?

ง่ายๆก็คือ “เสียของ” แน่ๆ

เพราะแม้จะย่างขึ้นปีที่ 4 แต่ที่ผ่านมา ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากนักเนื่องจากการขับเคลื่อนไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหวังด้วยอุปสรรคต่างๆนานา

ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาภายในกลุ่มพวกเดียวกันเอง

แต่เพื่อให้เป็นไปตามหลักที่ว่า “ไม่เสียของ” ก็ต้องเดินหน้าต่อไปแม้เวลาจะเหลือไม่มากนักจึงต้องเร่งรีบทุกอย่าง
โครงการยักษ์ใหญ่จึงต้องเร่งผุดให้เป็นจริงแม้จะต้องใช้ ม.44 ก็จำเป็นต้องนำมาใช้ เพราะนี่คือการชูผลงานให้ติดหูติดตาประชาชน

หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจที่จะให้มีการประชุม ครม.สัญจรก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีก เพราะเป็นวิธีการที่จะเข้าถึงประชาชนได้ง่ายที่สุด

สามารถเรียกคะแนนแบบเข้าถึงคนได้ดีที่สุด

การแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ที่เกี่ยวพันกับประชาชนก็ต้องตัดสินใจทำเพราะแสดงให้เห็นว่ากล้าตัดสินใจที่จะกระทำ

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะหากจะเดินต่อไปก็ต้องให้ประชาชนส่งเสียงเชียร์

ง่ายกว่าที่จะเดินหน้าไปก่อนแล้วให้ประชาชนมาช่วย

อีกอย่างที่มีความเป็นไปได้คือ การ ปรับ ครม.ที่เคยมีข่าวมาก่อนหน้าแล้วเงียบหายไป เพราะสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

ต้องยอมปรับออกมาบรรดารัฐมนตรีที่ขับเคลื่อนงานไม่ได้

เปลี่ยน “คนใหม่” เข้ามาเพื่อ ทำให้ภาพลักษณ์กระชุ่มกระชวยกว่าเดิม!!!

“ลิขิต จงสกุล”