วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จี้ปชป.-พท.ต้าน นายกฯคนนอก

นักวิชาการตั้งวงเสวนาปชต.แนะพรรคอยู่เหนือราชการ

“วิษณุ” ลั่น พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เป็น กฎเหล็กต้องปฏิบัติตาม ใครฝ่าฝืน ทำผิด ขัดแย้ง ถูกถอดถอน หรือถึงขั้นติดคุก ส่วนแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้านยังยืดหยุ่นได้ สนใจข้อมูล “อภิสิทธิ์” กวักมือเรียก ขอความรู้ไพรมารีโหวต ด้าน ชทพ.ชี้ส่อขัด รธน. ลุยยื่นหนังสือ กรธ. 26 มิ.ย. “มาร์ค” เตือนอย่าเพิ่งมโนปรองดองสำเร็จ แค่ลงนามสัญญาประชาคมไม่ใช่ตัวชี้วัด บช.น.จับตา 5 กลุ่มเคลื่อนไหววันครบรอบเปลี่ยนแปลงการปกครอง กรธ.กะเทาะปัญหา ปชต.ไทยติดหล่มวงจรอุบาทว์ อ.จุฬาฯเชียร์ ปชป.-พท.จับมือผนึกกำลังต้านนายกฯคนนอก ระบุชนชั้นนำอนุรักษนิยมกับชนชั้นกลางในสังคมเหนี่ยวรั้งประชาธิปไตย ด้าน “ปริญญา” ชี้พฤติกรรม คสช.จ่อลากยาวอำนาจ หวั่นซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ จี้ปล่อย ส.ว.ลากตั้งฟรีโหวตเลือกนายกฯ “บิ๊กตู่” ย้ำอีกไม่คิดสืบอำนาจ ยื้อเลื่อนเลือกตั้ง มท.ขอ 7 วันสรุป 4 คำถามนายกฯ

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแผนงานสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เข้ามาควบคุมเปลี่ยนผ่านประเทศ และวางทิศทางในอนาคตนั้น ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ออกมาระบุว่าใครที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอาจถูกถอดถอนทางการเมือง รวมทั้งถึงขั้นติดคุกตะราง

ฝ่าฝืนยุทธศาสตร์ชาติถึงติดคุก

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่า หลัง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้ จะมีการตั้ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากนั้นตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จะมีชุดเดียวหรือหลายชุดก็ได้ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้เสร็จภายใน 120 วัน ก่อนส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และส่งไปให้ สนช.พิจารณา โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดนี้จะติดตามหรือมอนิเตอร์ไปด้วยเป็นเวลา 5 ปีว่า ใครไม่ปฏิบัติตามจะได้ฟ้องหรือรายงานมา ยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าฝ่าฝืน ทำผิด หรือขัดแย้ง เรื่องจะไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ถึงขั้นติดคุกติดตะราง ต้องถอดถอนกัน

แผนปฏิรูป 11 ด้านยืดหยุ่นได้

นายวิษณุกล่าวว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะไม่มีซุปเปอร์บอร์ดเหมือนกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่จะตั้งเป็นการปฏิรูป 11 ด้าน มี 11 คณะ คณะละกว่า 10 คน โดยจะมาทำหน้าที่แทนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะมีเวทีกลางที่ประธานแต่ละคณะมาประชุมกัน ตกลงกติกาบางอย่าง แต่ไม่ได้มาในลักษณะจัดทำแผนปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อเรียบร้อยแล้วให้เสนอ ครม.พิจารณา จากนั้นจึงประกาศใช้ แผนปฏิรูปจะยืดหยุ่นคล่องตัวกว่า ปรับเปลี่ยนอะไรกันได้ง่ายกว่า แต่ยุทธศาสตร์ชาตินั้นปรับได้แต่ปรับยาก

“ปึ้ง” แฉทำล่วงหน้าส่อขัด รธน.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรณี สนช. โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นั้น น่าเป็นห่วง เพราะจากหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ระเบียบวาระและรายงานการประชุมของสนช. พบว่าหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรีที่ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีไปถึงประธาน สนช.ที่ได้แนบจัดส่งร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนี้ ลงวันที่ 4 เม.ย. โดยมีการลงเลขรับหนังสือเรียบร้อย ดังนั้น จึงเท่ากับว่ามีการส่งร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับให้ สนช.พิจารณาก่อนที่รัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้หรือวันที่ 6 เม.ย. ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 275 ประกอบมาตรา 65 และมาตรา 259 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ให้เสนอร่าง พ.ร.บ.ได้หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับแล้ว จึงขอให้ประธาน สนช.และนายกฯแก้ไขในเรื่องนี้ให้ถูกต้องด้วย เพราะหากประกาศใช้กฎหมายที่สำคัญทั้ง 2 ฉบับนี้ออกไปโดยมิชอบ อาจทำความเสียหายต่อรัฐตามมา

“วิษณุ” กวักมือเรียก “มาร์ค” ให้ความรู้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความกังวลเรื่องไพรมารีโหวตว่า ระบบไพรมารีเป็นเรื่องของพรรค ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่ให้ความรู้ ซึ่งพรรคเป็นคนทำ หากพรรคไหนจะไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งก็ไม่ต้องทำไพรมารี ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยทดลองใช้แล้วแต่ไม่พอใจนั้น อยากให้ช่วยเอามาเล่าหน่อยว่าเป็นอย่างไร จะได้รู้กันทั่วๆ ตอนนี้ยังทัน เนื่องจากต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วมอยู่แล้ว

ชทพ.แทงหนังสือค้านไพรมารี

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงระบบไพรมารีโหวตว่า จะสร้างปัญหาอย่างมากในทางปฏิบัติจริง และเห็นว่าน่าจะขัดรัฐธรรมนูญตามความเห็นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าทำให้พรรค การเมืองเสียสิทธิในการกำหนดตัวผู้สมัคร เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้พรรคเป็นคนคัดตัวผู้สมัคร หน่วยคัดกรองไปอยู่ที่สาขาพรรค ถือว่าถูกหลักกระจายอำนาจ แต่การรับผิดชอบในนามพรรคก็ยังต้องมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ หากเกิดความผิดพลาดพรรคก็ต้องรับผิดชอบ ในกรณีพิจารณาผู้สมัครหากไม่เห็นด้วยแล้วส่งกลับไปที่พรรค ในการเลือกตั้งนั้นทำไม่ทัน จึงเห็นว่าเรื่องนี้มีปัญหาทั้ง 3 มิติ คือกระทบกระเทือนต่อสิทธิพื้นฐานประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้ง กระทบต่อสิทธิของพรรคที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กระทบต่อระบบการเมืองโดยรวม ดังนั้น หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาจะทำหนังสือส่งถึงประธาน กรธ.ในวันจันทร์ที่ 26 มิ.ย.

ปรองดองไม่ได้สำเร็จแค่ลงนาม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสร้างความสามัคคีปรองดองเตรียมจัดทำข้อสรุปที่ได้จากความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเป็นร่างเอกสารร่วมและร่างสัญญาประชาคม เพื่อให้พรรคการเมืองร่วมลงนามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาว่า ความสำเร็จต้องวัดกันที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่มองว่าเมื่อมีพรรคการเมืองมาลงนามทุกอย่างก็จบ เพราะหากมีการเลือกตั้งแล้ว และยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้นอีก ก็ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ การร่วมลงนามในสัญญาประชาคมไม่ได้เป็นหลักประกันและข้อผูกพันในระยะยาวว่าจะไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ต้องดูเนื้อหาของสถานการณ์จริงที่จะเกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นด้วย เรื่องนี้ตนได้ให้ข้อสังเกตเมื่อตอนไปให้ความเห็นกับคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

จัดกำลังจับตา 5 กลุ่มเคลื่อนไหว

ที่ บช.น. พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เปิดเผยถึงการดูแลความปลอดภัยกลุ่มเคลื่อนไหวในกรุงเทพฯ ประมาณ 5 กลุ่ม มีนักวิชาการและนักศึกษาหลายฝ่ายจะจัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันปรีดี พนมยงค์ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ช่วงวันที่ 23-25 มิ.ย.ว่า บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ ช่วงเช้าจะมีการทำความสะอาด และจัดแสดงดนตรีในช่วงเย็น กิจกรรมที่สามารถทำได้ อาทิ การถวายสักการะ ออกกำลังกายปั่นจักรยาน แต่ห้ามทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง หากเข้ามาทำกิจกรรมทางการเมืองก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ส่วนการจัดกำลังดูแลความปลอดภัยบริเวณโดยรอบลานพระบรมรูปทรงม้า จัดกำลังตามปกติ 1 กองร้อยดูแลรักษาความปลอดภัย โดยยังไม่มีการข่าวแจ้งเตือนว่าจะมีกลุ่มใดเข้ามาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเมือง

สนช.ถก พ.ร.บ.ศาลปกครอง

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ประเด็นสำคัญ คือ การแก้ไขการนับวาระดำรงตำแหน่งของประธานศาลปกครองสูงสุด ให้ดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ร่างกฎหมายประกาศใช้ จากการแก้ไขดังกล่าวทำให้การดำรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ของประธานศาลปกครองสูงสุดไม่ถูกนับรวม โดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า การแก้ไขครั้งนี้เป็นการต่ออายุให้แก่ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นการทำเพื่อคนคนเดียว ถือว่าไม่เป็นประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น สนช.ต้องใช้ดุลพินิจให้ดี ทำอะไรไปต้องรับผิดชอบ

เถียงกันวุ่นแต่ผ่านเอกฉันท์

ด้าน พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธานกมธ. ชี้แจงว่า ขอยืนยันว่าเป็นการพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่ได้ยึดตัวบุคคล ขณะที่นายกล้านรงค์ จันทิก ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า ยืนยันว่าตลอดระยะเวลาการทำงานของตนไม่เคยใช้หลักนี้ จุดยืนคือไม่เห็นด้วยที่ออกกฎหมายใหม่แล้วมีผลย้อนหลัง เดิมทีประธานศาลปกครองฯไม่มีวาระดำรงตำแหน่งสามารถอยู่ได้ถึง 70 ปี หรืออยู่ได้ถึงปี 2565 ตนเห็นด้วย หากอยู่ตามที่ กมธ.แก้ไขเพิ่มเติมจะอยู่ได้ถึงปี 2564 ถ้าอยู่ตามร่างกฎหมายเดิมอยู่ได้ถึงปี 2563 แตกต่างเพียงแค่ 2-3 ปี การอภิปรายของ พล.อ.สมเจตน์มีลักษณะใส่ร้ายเสียดสี ว่าการแก้ไขของ กมธ.ไม่สุจริต เพื่อผลประโยชน์และอาศัยความชอบพอ ตนไม่เห็นด้วย ทำให้ พล.อ.สมเจตน์ลุกขึ้นขอถอนคำพูดและกล่าวว่า ไม่ได้เจตนาจะกล่าวหา กมธ. แต่ก็มีบางคำที่ตนไม่ได้อภิปรายเช่นกัน จากนั้น กมธ.เสียงข้างมากทยอยลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนให้เริ่มนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของประธานศาลปกครองสูงสุด ตั้งแต่กฎหมายประกาศใช้ กระทั่งที่ประชุม สนช.ลงมติเห็นชอบยืนตามที่ กมธ.ฯ แก้ไข ด้วยคะแนน 140 ต่อ 32 งดออกเสียง 8 เสียง และที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยคะแนน 173 ต่อ 0 งดออกเสียง 5 เสียง ดำเนินการบังคับใช้ต่อไป

ไม่เคยกล่าวหา ปธ.ศาลปกครอง

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. กล่าวว่า ยืนยันไม่เคยพูดว่าประธานศาลปกครองวิ่งเต้นเพื่อขอให้มีอายุการดำรงตำแหน่งยาวยิ่งขึ้นตามร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีการพิจารณาคดีปกครอง ประธานศาลปกครองไม่เคยมาวิ่งเต้น สิ่งที่ตนระบุว่า มีการมาวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองมีอายุอีกปีกว่านั้น หมายถึงมีบุคคลอื่นมาขอให้ตนช่วยสนับสนุนหลักการให้มีการนับวาระการดำรงตำแหน่งของประธานศาลปกครอง 4 ปี โดยเริ่มนับจากวันที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เท่านั้น

ปชต.ไทยไม่พ้นวงจรอุบาทว์

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการจัดงานราชดำเนินเสวนา “85 ปีประชาธิปไตยไทยจะไปไหนดี” มีนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร โดยนายชาติชายกล่าวว่า ประชาธิปไตยไทยยังมีวงจรอุบาทว์ ความขัดแย้งทางการเมืองนำไปสู่การรัฐประหาร รัฐธรรมนูญใหม่พยายามวางกลไกให้ออกจากวงจรนี้ ต้นตอปัญหาคือ โครงสร้างรัฐรวมศูนย์ที่รัฐอยู่เหนือประชาชน การปฏิรูปราชการไม่ได้ผล พรรคการเมืองยังไม่มีความเป็นสถาบัน มีโครงสร้างลักษณะสืบสถานะและระบบอุปถัมภ์ ดังนั้น พรรคการเมืองต้องปรับตัวให้อยู่เหนือราชการ สร้างดุลยภาพให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ ต้องดูต่อไปว่าหลังเปลี่ยนผ่านอำนาจแล้วจะเกิดปัญหาซ้ำหรือไม่

เชียร์จับมือต้านนายกฯคนนอก

น.ส.สิริพรรณกล่าวว่า 85 ปีที่ผ่านมายังถือว่าเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยไม่สำเร็จ เข้าได้แค่ครึ่งขาก็ต้องออกจากประชาธิปไตยมาตลอด จึงเรียกว่าเป็นระบอบลูกผสม การจะเปลี่ยนผ่านสำเร็จต้องเปลี่ยนการถือครองอำนาจและการปฏิบัติการทางการเมืองไปอยู่ในมือประชาชน มี 5 มิติ คือ 1.การผนึกกำลังของฝ่ายค้าน แม้จะเคยเป็นปฏิปักษ์กันแต่หันมาร่วมมือกัน เช่น หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยจะร่วมต้านการโหวตเลือกนายกฯคนนอกได้หรือไม่ 2.บทบาทผู้นำทางการเมืองในสังคมไทยมีลักษณะชนชั้นกลางเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำอนุรักษนิยม กลายเป็นการเหนี่ยวรั้งประชาธิปไตย 3.รัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เพราะมีมาตรา 44 จึงมีคำถามว่าอะไรคือกฎหมายสูงสุด และเสนอแนวทางแก้ปัญหาระบบไพรมารีโหวตว่า ไม่ควรทำพร้อมกันทุกเขตเพราะจะเกิดปัญหา กกต.จะไม่สามารถเข้าตรวจสอบได้ทั่วถึง จะนำไปสู่การร้องเรียนตามมา 4.กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน และ 5.จัดการเลือกตั้งได้ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่แน่ใจว่าถ้าปี 61 ไม่มีการเลือกตั้ง จะเกิดความไม่พอใจมากน้อยแค่ไหน จึงเป็นความสุ่มเสี่ยงของการเมืองปีหน้า

ชี้พฤติกรรม คสช.ส่อแววลากยาว

ด้านนายปริญญากล่าวว่า ต้องตอบคำถามก่อนว่าคนไทยต้องการประชาธิปไตยหรือไม่ หากไม่รัฐบาลนี้ก็อยู่ไปเรื่อยๆ และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งหรือหลังรัฐประหาร ก็ไม่มีหลักประกันใดว่าจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล คำถามสี่ข้อของนายกฯทำให้เกิดคำถามว่าต้องการอยู่ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการเลือกตั้งหรือไม่ ในขณะที่ยังอยู่ภายใต้มาตรา 44 ทั้งที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวสิ้นสภาพแล้วแต่อำนาจพิเศษยังคงอยู่ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ราวกับเตรียมการจะอยู่ยาว ทั้งนี้หากรัฐบาลต้องการอยู่ยาวก็สามารถทำให้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับไม่ผ่านเพียงแค่ฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็จะเลื่อนเลือกตั้งไปได้แล้วอย่างน้อยหนึ่งปี เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องทำอย่างไร หรือถ้าเห็นว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญก็จะยืดเวลาออกไปได้อีก

จี้เร่งโรดแม็ป-ให้ ส.ว.ฟรีโหวต

นายปริญญากล่าวด้วยว่า เชื่อว่าจะเกิดรัฐบาลได้ 3 แบบคือ 1.แม้ว่า ส.ส.จะมี 500 คน แต่จะไม่มีใครตั้งรัฐบาลได้ คสช.จะเข้ามากำหนดว่าข้างไหนจะเป็นรัฐบาล 2.คสช.ต้องการเป็นรัฐบาลต่อ แต่จะไม่ได้ ส.ส.250 คน เพราะไม่ได้เสียงจากสองพรรคใหญ่ 3. ส.ส.สองพรรคใหญ่รวมกันตั้งรัฐบาล ซึ่งตนขอเสนอทางที่ 4 คือให้ คสช.ปล่อยให้ ส.ว.ลงมติเลือกนายกฯโดยอิสระ เป็นทางเดียวที่จะไม่ทำให้ระบบ ส.ส.กับ ส.ว.ที่ คสช.เลือกตีกัน อยากให้นายกฯนึกถึงตอนที่เข้ามาควบคุมอำนาจ ตั้งใจมาจัดการระบบที่มีปัญหาอยู่ชั่วคราวคืนความสุขให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด การจะอยู่ยาวไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อใครทั้งสิ้น เพราะหากไม่ให้ประชาธิปไตยเดินหน้า คสช.จะเปลี่ยนบทบาทจากคนกลางมาควบคุมอำนาจเหมือนกับที่เคยเกิดในช่วงพฤษภาทมิฬ 35 เพราะทหารไม่ใช่คนกลางแล้ว แต่กลายเป็นคู่ขัดแย้ง ไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด ทางแก้จึงต้องทำตามโรดแม็ป ให้ ส.ว.ฟรีโหวตเลือกนายกฯและนักการเมืองต้องทำตัวให้ประชาชนศรัทธาด้วย

“บิ๊กตู่”ย้ำไม่คิดสืบทอดอำนาจ

เมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า กรณีที่เคยยกเอา 4 คำถามกับ 50 ประเด็น มากล่าวในรายการนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจในการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่ในทางกลับกันมั่นใจว่าเราทำได้ทุกเรื่อง บางประเด็นสำเร็จแล้ว บางอย่างก็ต้องเริ่มต้นทำต่อ และบางอย่างต้องอาศัยทั้งเวลาและความร่วมมือเป็นสำคัญ ข้อกฎหมายก็ต้องไปแก้ไขปัญหากัน ไม่อยากให้ใครไปบิดเบือนว่ารัฐบาลกลัวจะไม่มีผลงาน เราไม่กลัวเพราะรู้ดีว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง อย่าพูดในเรื่องของสืบทอดอำนาจ หรือต้องการจะเลื่อนการเลือกตั้ง ไม่เคยคิดอย่างนั้น ตนพร้อมน้อมรับฟังความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอด

ยันจีนไม่ได้กำหนดสัมปทานลงทุน

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงโครงการรถไฟไทย-จีน ว่าอย่าสับสนกับข้อมูล เป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน แบบรัฐบาลต่อรัฐบาลที่ทำกันมาหลายรัฐบาลแล้ว มีข้อตกลงร่วมกันรัฐบาลนี้มาสานต่อให้เกิดผล เพื่อเป็นการลงทุนในอนาคต เราจำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เชื่อมโยงกับประชาคมโลก มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ 1.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง และระบบควบคุมการเดินรถ-อาณัติสัญญาณ ฝ่ายไทยตัดสินใจจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมีกรอบการเจรจาวงเงิน 1.7 แสนล้านบาท การต่อรองเทียบราคารวม 18 ครั้ง 2.การร่วมลงทุนในลักษณะเป็นการรับจ้างก่อสร้าง เมื่อเราพิจารณาแล้วมีความเหมาะสมมากกว่า ส่วนมาตรฐานของจีนได้รับการยอมรับ ฝ่ายไทยมีโอกาสพิจารณาทั้งการให้สัมปทานและการลงทุน เราได้เลือกที่จะลงทุนเอง ไม่ได้เป็นการกำหนดจากฝ่ายจีนเลย

ไทยเป็นเจ้าของได้ผลตอบแทนสูง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า 3.หากฝ่ายไทยเป็นเจ้าของ เราจะมีกิจการเป็นผู้พัฒนา 2 ข้างทาง เพื่อจะดูในการสร้างเมืองใหม่ จะเกิดผลตอบแทนเชิงธุรกิจสูงมาก ดีกว่าที่จะให้เลือกระบบสัมปทาน 4.การแก้กฎหมายเพื่อการใช้พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในเชิงพาณิชย์ ต้องทำแบบไม่เสียประโยชน์ธุรกิจต่อเนื่องอื่น 5.จำเป็นต้องมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อภูมิภาคคู่ขนานกับทางรถยนต์ 6.จำเป็นต้องปรับจัดทำกฎหมายหลายฉบับ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 7.การจัดการประมูลในส่วนที่ฝ่ายไทยลงทุน จะต้องดำเนินการเองทั้งหมด ทั้งการจัดการประมูล การใช้บริษัทก่อสร้างไทย แรงงานไทย วัสดุในท้องถิ่นของไทยให้มากที่สุด ใช้แต่วิศวกรจากจีนมาเป็นผู้ออกแบบ ควบคุมดำเนินการก่อสร้างภายใต้การทำงานของบริษัทก่อสร้างของเรา 8.การพิจารณาความคุ้มทุน จะเกิดผลประโยชน์สองข้างทางตามมาโดยทันที 9.การถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยวิศวกรของไทยอยู่ร่วมในการวางแผนก่อสร้าง ควบคุมงาน และอื่นๆด้วย อยู่ในสัญญาที่จะต้องไปพูดคุยเจรจากันต่อไป 10.เชื่อมั่นในศักยภาพของวิศวกรไทย ว่าสามารถเปิดรับเทคนิคและประสบการณ์ใหม่ๆ

จำเป็นต้องใช้ ม.44 กันเสียโอกาส

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า 11.เส้นทางอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันจากหลายประเทศ 12.เทคนิคในการก่อสร้างต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล 13.การกำหนดราคาผ่านการเจรจาต่อรอง ตกลงข้อสรุปกันได้ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท 14.การทำพันธะสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ฝ่ายไทยดำเนินการโดยหน่วยงานราชการ กระทรวงคมนาคม การรถไฟไทย ฝ่ายจีนให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชอบ ได้แก่สภาเศรษฐกิจในการรับรองบริษัทที่จะมาทำการก่อสร้างกับไทย 15.ขอร้องให้ทุกภาคส่วนมองภาพกว้าง นึกถึงผลประโยชน์ในอนาคต 16.เน้นย้ำการป้องกันการทุจริต จะต้องโปร่งใส 17.รถไฟความเร็วสูง เป็นเพียงหนึ่งในความร่วมมือระหว่างไทย-จีน รัฐบาลและ คสช.จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษ คือมาตรา 44 เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ ถ้าช้าเกินไปจะเสียโอกาสการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

พศ.เล็งปรับ ก.ม.แก้ปัญหาระยะยาว

เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เดินทางเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ หารือถึงปัญหาทุจริตเงินอุดหนุนวัด กระทั่งเวลา 11.30 น. พ.ต.ท.พงศ์พรเปิดเผยภายหลังการเข้าพบนายวิษณุว่า ได้รายงานข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินคดีการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ที่เจ้าหน้าที่ พศ.เข้าไปเกี่ยวข้องให้นายวิษณุรับทราบ จากนี้ พศ.จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎระเบียบ มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนทางวินัย 12 กรณีที่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง 4 ราย ถ้าพบมูลความผิดจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป นอกจากนี้ยังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการใช้เงินอุดหนุนวัด โดยการสืบสวนหาหลักฐานทำได้หลายอย่าง ทั้งขอข้อมูลจากตำรวจ และจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยให้ทำอย่างรวดเร็ว ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว พศ.เห็นควรจะปรับปรุงกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ยังมีช่องโหว่อยู่ คาดว่าจะมีการประชุมเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบเร็วๆนี้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากผู้ใดพบเบาะแสขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ งบประมาณที่อุดหนุนวัดนั้นจะต้องไม่มีการรับทอน เมื่อให้งบฯไป แล้ววัดจะต้องได้ใช้โดยตรง ยืนยันว่าข้อมูลที่เปิดเผยออกมาไม่ใช่ข้อมูลที่มาจาก พศ. เพราะหน่วยบังคับใช้กฎหมาย ย่อมไม่เปิดเผยข้อมูลเพื่อการดำเนินงาน เพราะการบังคับใช้กฎหมายจะเสื่อมประสิทธิภาพ

“วิษณุ” เบรกชี้ระเบียบรัดกุมอยู่แล้ว

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ได้รับฟังเรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนวัดจาก พ.ต.ท.พงศ์พร ตั้งแต่ต้นจนจบ จากการตรวจสอบพบว่า มีวัดที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอยู่ 12 วัด ตามที่เป็นข่าว สุดท้ายจะสอบสวนเหลือไม่กี่วัดก็ได้ เรื่องนี้คนที่เกี่ยวข้องจะมีเจ้าหน้าที่กับวัด แต่จะบอกว่า วัดหรือ พระผิดไปเสียทั้งหมดไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ผิดไปเสียทั้งหมดก็ไม่ใช่ ต้องดูเป็นรายวัดไป บางกรณีอาจเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เข้าไปชี้ช่องหรือหลอกลวงวัด แต่บางเรื่องอาจเป็นไปได้ที่มีการรู้เห็นเป็นใจร่วมกับพระบางรูปในวัด เมื่อถามว่า จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ยังไม่ คิดถึงขั้นนั้น ระเบียบที่แก้ไขล่าสุดปีที่แล้ว น่าจะรัดกุมดีสำหรับเรื่องนี้ เพราะระเบียบใหม่วัดต้องขอเงินอุดหนุนจาก พศ.ประจำจังหวัดพิจารณากลั่นกรอง ก่อนส่งต่อมาให้ พศ.ส่วนกลาง เรื่องนี้ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก แต่ทำก่อนที่ ผอ.พศ.คนนี้จะเข้ามาเสียอีก ฉะนั้น เป็นการตรวจสอบก่อนที่จะมีระเบียบใหม่ เพราะระเบียบใหม่เริ่มติดขัดในเรื่องการขอเงินอุดหนุน บางวัดก็โวยวายว่าทำไมขอเงินไม่คล่องเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายเรื่องจึงไปโผล่ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จึงไปสอบพบว่าเข้าข่ายกระทำความผิด 12 วัด แต่ไม่ได้แปลว่าใครผิดใครถูก อาจต้องขอนิมนต์ ทั้งคนทั้งพระไว้เป็นพยาน

แจงยึดทรัพย์ข้าวยังเดินหน้า

นายวิษณุยังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในโครงการรับ จำนำข้าวว่า ส่วนตัวไม่ทราบรายละเอียด คนที่สืบทรัพย์เขาก็สืบอยู่ ปลัดกระทรวงการคลังออกมาบอกว่า เป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีในการยึดหรืออายัดทรัพย์ แต่ต้องมีคนนำยึด ซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยงานต่างๆ เช่น ถ้าเป็นที่ดินก็กรมที่ดิน บัญชีเงินฝากเป็นเรื่องของธนาคาร เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งไป แต่บอกรายละเอียดไม่ถูก เมื่อถามว่า การยึดทรัพย์มีกรอบเวลาหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า เป็นไปตามอายุ ความบังคับคดีที่มี 10 ปี เช่นเดียวกับคดีต่างๆ ครบ 10 ปี ไม่มีอะไรก็ไม่มี มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ปีที่ 11 งอกขึ้นมาก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อถามว่า มีการรายงานถึงการถ่ายเททรัพย์สินหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ตนไม่รู้ เขาไม่จำเป็นต้องรายงานมาที่ตน ส่วนจะต้องรายงานใคร อาจจะรายงาน รมว.ยุติธรรม เพราะคนยึดเป็นกรมบังคับคดี เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

นายวิษณุตอบว่า ไม่ทราบ กรมสรรพากรไม่มีอะไรต้องมารายงานตน และยังไม่ได้ถามอะไรไป เพราะอยู่ในช่วงเวลาที่เขาจะพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งกรอบเวลายาวพอชี้ขาดอุทธรณ์จะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ แล้วเข้าสู่กระบวนการศาลจะร้องอะไรก็ว่ากันไป ระหว่างนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์ไปพลางก่อนได้

“สมเกียรติ” มอบตัวคดีบุกทำเนียบ

ที่ศาลอาญา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) จำเลยในคดีร่วมกับแกนนำ พธม.บุกทำเนียบปี 2551 ที่ศาลอาญามีคำสั่งออกหมายจับไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติการณ์ไม่น่าเชื่อมีอาการป่วยถึงขั้นไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ วันนี้นายสมเกียรติเข้ามอบตัวกับศาล พร้อมกล่าวยืนยันว่าป่วยจริงมีหลักฐานทางการแพทย์จากโรงพยาบาล 3 แห่ง ระบุอาการป่วยในใบรับรองแพทย์ว่ามีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน บ้านหมุน และประสาทการทรงตัวอักเสบเฉียบพลัน ตนไม่คิดหนีศาลจึงขอความกรุณาจากศาล โดยศาลสั่งให้หมายจับมีผลสิ้นสุดลง พร้อมนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกครั้งในวันที่ 24 ก.ค.

ตั้งประธาน กกต.กทม.คนใหม่

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ลงนามในคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 77/2560 เรื่องแต่งตั้งประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร โดยนายกระมล โอฬาระวัต กกต.กทม.ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.กทม. ภายหลังนายชัยณรงค์ เทียนมงคล อดีตประธาน กกต. กทม.ที่ขอลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ และที่ประชุม กกต.รับทราบเรื่อง จึงมีการประชุมพิจารณาและมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้นายกระมล ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.กทม. ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย.เป็นต้นไป

1-2 สัปดาห์ได้ปลัด มท.คนใหม่

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเสนอชื่อบุคคลที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แทนนายกฤษฎา บุญราช ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำหรับตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อธิบดีนั้น นายกฤษฎาจะเป็นผู้พิจารณาเสนอรายชื่อ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด รอบแรกจะใช้แนวทางการขยับผู้ว่าราชการจังหวัดเล็กไปยังจังหวัดที่ต้องเกษียณอายุราชการ ขณะที่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพราะต้องผ่านกระบวนการสอบและแสดงวิสัยทัศน์ตามขั้นตอน

ขอ 7 วันสรุปคำถาม 4 ข้อส่งนายกฯ

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงการรวบรวมความคิดเห็นประชาชนต่อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี ซึ่งครบกำหนด 10 วันแรกว่า เบื้องต้นในส่วนภูมิภาคศูนย์ดำรงธรรมอำเภอจะส่งข้อมูลให้จังหวัดจัดทำสรุป แบ่งเป็นส่วนที่แสดงความคิดเห็น เพื่อจะสามารถแยกเป็นประเด็นย่อยได้ และส่วนที่ให้เลือกคำตอบ ใช่ หรือไม่ ก่อนส่งมายังกระทรวงมหาดไทย ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ กระทรวงมหาดไทยจะทำข้อสรุปทั้งหมด ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการกลั่นกรองข้อมูลก่อนส่งให้สำนักนายกรัฐมนตรีจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 7 วัน เบื้องต้นพอใจภาพรวมในการเปิดให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น แต่คงไม่สามารถใช้จำนวนมาเป็นตัวชี้วัดได้ เพราะประชาชนต้องเดินทางมาด้วยตนเอง ไม่เหมือนการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียที่มีความสะดวกกว่า แต่เป็นช่องทางที่ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคล ซึ่งอาจเกิดกรณีใช้เลขบัตรประชาชนบุคคลอื่นมากรอกจะทำให้ข้อมูลนั้นนำมาใช้ไม่ได้ และขณะนี้ยังไม่มีกำหนดในการปิดรับฟังความคิดเห็น เพราะนายกรัฐมนตรีเห็นว่า หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ก็จะนำมาพิจารณา

ยอดตอบคำถาม 10 วัน 2 แสน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า สรุปยอดผู้มาแสดงความคิดเห็น คำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 12-23 มิ.ย. รวม 10 วัน มียอดสะสมทั้งสิ้น 220,804 คน โดยจังหวัดที่มีผู้มาแสดงความคิดเห็นสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี 27,843 คน ขอนแก่น 20,658 คน และสกลนคร 16,658 คน ส่วนจังหวัดต่ำสุด 3 อันดับได้แก่ สมุทรสาคร 105 คน อ่างทอง 243 คน และเพชรบุรี 263 คน

ม.44 ใช้ที่ดิน ส.ป.ก.ทำปิโตรเลียม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวันที่ 23 มิ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 31/2560 เรื่อง การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ จากรัฐบาลได้กําหนดให้มีการแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันการขาดแคลน มีความจําเป็นต้องเข้าไปดําเนินการภายในที่ดินของรัฐในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีสภาพไม่เอื้อต่อการทําเกษตรกรรม โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีคําสั่งให้คณะกรรมการ ส.ป.ก.มีอํานาจพิจารณาให้ความยินยอมหรืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินที่ ส.ป.ก.ดําเนินกิจการอื่นใดนอกเหนือเพื่อเกษตรกรรม มีอำนาจออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ประโยชน์ที่ดิน และกําหนดค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม และให้สำนักงาน ส.ป.ก.จัดให้ผู้ขอใช้ประโยชน์ที่ดินเยียวยา หรือจ่ายค่าชดเชยการสูญเสียโอกาสจากการใช้ที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ