วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ควันหลงบึม ห้ามตร.แถลง นายกฯฉุนผู้ต้องหาพูดเลอะเทอะ

คดีไปป์บอมบ์จับผู้ต้องหาได้ก็ยังแรง “บิ๊กตู่” เดือด สั่งตำรวจเลิกพาผู้ต้องหามาแถลงข่าว “แค่เห็นรูปก็เพียงพอ ไม่ใช่ให้ออกมาพูดจาเลอะเทอะไปหมด ไม่ได้” “จักรทิพย์” รีบเด้งรับ ออกคำสั่งตำรวจทั่วประเทศเลิกแถลงข่าวทุกคดี แถมห้ามถ่ายทั้งภาพนิ่งและเคลื่อนไหวระหว่างตำรวจอยู่กับผู้ต้องหา หวั่นโดนกระแสตีซี้ถล่มอีก ด้านการสืบสวนขยายผล “ศรีวราห์” เผยพบทั้งดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงของคนอีก 2-3 คน แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

กรณีชุดสืบสวนจับกุมนายวัฒนา ภุมเรศ อายุ 61 ปี อดีตวิศวกรไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ต้องหาวางระเบิดห้องรับรองข้าราชการบำนาญ (วงษ์สุวรรณ) ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และอีก 5 จุดทั่วกรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา พร้อมของกลางจำนวนมาก อาทิ ระเบิดไปป์บอมบ์ 4 ลูก พร้อมอุปกรณ์ประกอบระเบิด หลังเจ้าหน้าที่ทหารคุมตัวมามอบให้ตำรวจสอบสวนดำเนินคดี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมเปิดวีดิทัศน์มีภาพผู้ต้องหาจากกล้องวงจรปิดที่ตำรวจหามาได้อย่างละเอียด พร้อมให้นายวัฒนาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงมูลเหตุการก่อเหตุระเบิดว่า มาจากความเกลียดชังเจ้าหน้าที่ทหารเป็นการส่วนตัว ในการแถลงข่าวยังมีภาพตำรวจผู้ใหญ่พูดคุยกับนายวัฒนาอย่างสนิทสนมจนกลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในสังคมออนไลน์กันไปอีก

ความคืบหน้าจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลต่างๆ การแถลงข่าวต้องปรับรูปแบบใหม่ ขอฝากทางตำรวจด้วยว่า การแถลงข่าวโดยเอาตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวด้วยนั้น คิดว่าบางครั้งคงไม่จำเป็น ไม่ต้องนำมา เพียงแค่เห็นรูปก็เพียงพอ ไม่ใช่ให้ออกมาพูดจาเลอะเทอะไปหมด ไม่ได้ เพราะผู้ต้องหาไม่มีสิทธิ์พูดอะไรทั้งสิ้น ให้ไปพูดในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ไม่ใช่ออกมาพูดกับสื่อและสื่อก็ไม่ต้องไปถามผู้ต้องหา เรื่องนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน แม้จะเห็นใจกับการทำงานของสื่อว่าอยากได้ข่าว แต่บางครั้งทำให้เกิดผลเสีย วันนี้ตนพูดเยอะ แต่ยังมีความไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรจะขอพูดไปเรื่อยๆจนกว่าจะรำคาญ แต่ตนรำคาญใครไม่ได้ เพียงแต่ต้องอดทนฟังในสิ่งที่ตนพูดต่อไป

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่งในหนังสือราชการ ศปก.ตร.ด่วนที่สุด เลขที่ 0001 (ศปก.ตร.) 96 ลงวันที่ 22 มิ.ย.60 เกี่ยวกับการแถลงข่าว การให้ข่าว การให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ เนื่องจากที่ผ่านมาปรากฏมีการให้ข่าวในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงกำชับห้ามนำ จัดให้ หรือยินยอมให้ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการควบคุมของตำรวจมาให้ข่าว แถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทุกแขนงโดยเด็ดขาดในทุกกรณี

ห้ามจัดให้ ยินยอม หรืออนุญาตให้บุคคลใด บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะอยู่ร่วมกับผู้ต้องหา เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีตามอำนาจหน้าที่ ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงกริยาอาการในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าใจในทำนองว่า มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ต้องหาเป็นการส่วนตัว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ทุกหน่วยและผู้บังคับบัญชาทุกระดับขั้น ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจะถูกพิจารณาข้อบกพร่องทั้งทางวินัยและการปกครอง

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าและอีกหลายจุดใน กทม. กล่าวถึงการขยายผลคดีระเบิดไปป์บอมบ์ภายหลังจับกุมนายวัฒนา ภุมเรศ อายุ 61 ปี อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่า การสืบสวนสอบสวนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่านายวัฒนาก่อเหตุเพียงคนเดียวตามที่ให้การ เนื่องจากมีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พบดีเอ็นเอของบุคคลอื่นติดอยู่ที่สายไฟที่พบจากเหตุระเบิดที่หน้ากองสลากเก่า ขณะที่หลักฐานสายไฟต่อระเบิดที่พบจากเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า พบลายนิ้วมือแฝงติดอยู่จำนวนหนึ่ง น่าจะเป็นของบุคคลอีก 2-3 คน แต่ทั้งดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงที่พบยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า เป็นของบุคคลใด

“ขณะนี้สั่งการให้ชุดสืบสวนสอบสวนเก็บดีเอ็นเอและลายนิ้วมือของบุคคลใกล้ชิดของนายวัฒนา ทั้งคนในครอบครัวและหญิงคนสนิทมาตรวจเปรียบเทียบแล้ว เมื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปไปที่คนคนเดียวได้อย่างนี้ ยังเชื่อไม่ได้ ต้องสืบสวนสอบสวนจนสิ้นกระแสความ” พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว

ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบหลักฐานเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พบว่ามีดีเอ็นเอติดอยู่ที่สายไฟ จึงเชื่อว่ามีผู้ก่อเหตุมากกว่า 1 คน ว่า ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายสอบสวนดำเนินการไป หากพบว่ามีใครที่เกี่ยวข้องหรือร่วมกระทำการจะเร่งดำเนินการตามกฎหมายทันที แม้เบื้องต้นผู้ก่อเหตุจะยืนยันว่ากระทำคนเดียวก็ตาม ส่วนข้อสงสัยที่ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ไม่ขอฟันธง ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป