บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ ชู 7 มิติปฏิรูปประเทศ ลดเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมไม่นิยมความรุนแรง

นายกฯ ยก 7 มติปฏิรูปประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ ลบวาทกรรม "เอื้อนายทุน-ปล่อยผูกขาด" สร้างสังคมไม่นิยมความรุนแรง พร้อมย้ำปฏิรูป ก.ม.ยึดหลักรักษาสิทธิ์คนส่วนใหญ่ ไม่ลืมดูแลคนส่วนน้อย ขอไว้ใจ รบ.ไม่ปล่อยให้เสียผลประโยชน์ชาติแน่

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า ประเทศชาติของเราจำเป็นต้องปฏิรูปในหลายมิติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ เช่น 1. ความมั่นคง เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เฝ้าระวังช่วยป้องกันทำสังคมสงบสุข และต้องมีศักยภาพการป้องกันอธิปไตยประเทศ และรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรประเทศ 2. เศรษฐกิจ แก้ไขทุกระดับให้เข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาวาทกรรมที่พูดกันมาเสมอเรื่องเอื้อประโยชน์นายทุน ปล่อยผูกขาด 3. ด้านสังคม สร้างสังคมคุณภาพ คนที่มีคุณภาพ มีการศึกษาที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน มีหลักคิดวิเคราะห์ที่เป็นเหตุเป็นผล เหมาะสมกับความมีอัตลักษณ์ มีวัฒธรรมอันดีงามของไทย สร้างจิตสำนึกองค์กรที่มีธรรมาภิบาล ฝึกคนไทยยุคใหม่ให้มีวิสัยทัศน์ คิดล่วงหน้าคิดมีแบบแผน ไม่นิยมความขัดแย้งความรุนแรง แต่ยอมรับความเห็นต่าง แสวงหาจุดร่วมที่ลงตัว ปัญหาความขัดแย้งจากตัวบทกฎหมาย ความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม การปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ ที่อาจจะไม่มีประสิทธิภาพบ้าง ปัญหาการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่นที่ไม่ดี โดยที่ดีๆ ก็เยอะแยะไป ทุกอย่างมันต้องมีสองด้าน ต้องเลือกทำส่ิงที่ดีให้มากขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 4. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ไม่ยากเกินความพยายาม ถ้าทำคนให้ความสนใจ ทำความเข้าใจ ติดตามกฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งโดยหลักการกฎหมายทุกกฎหมายย่อมรักษาสิทธิ์ของคนส่วนใหญ่ และไม่ลืมดูแลคนส่วนน้อยด้วย และทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด กระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นที่เชื่อมั่น ไว้วางใจของประชาชน สังคมก็จะสงบสุข ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดีมาเรียกรับผลประโยชน์ หากประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ หรือตกเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการทุจริตเสียเอง อาทิ การเสนอผลตอบแทน โดยทุกฝ่ายก็ต้องเป็นหู เป็นตา คนทุกระดับเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อย่างเท่าเทียม ไม่มีการกล่าว หาว่าเอาแพะเข้ามา ไม่มีการตัดสินคดีโดยปราศจากหลักฐานที่รัดกุม ไม่มีวาทกรรม "คนจนถูกรังแก คนรวยไม่เคยรับโทษ" หรือ "คุกมีไว้ขังคนจน" ซึ่งมันไม่จริง มันอยู่ที่ความชัดเจนของกฎหมายและก็การบังคับใช้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้ เราต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ รัฐบาลนี้ได้ผลักดัน "กองทุนยุติธรรม" สำหรับกระบวนการยุติธรรมนั้น รัฐบาลก็มีส่วนสำคัญ ที่ต้องดูแลให้เดินหน้าได้ตามครรลองของกระบวนที่เป็นสากล เชื่อถือได้ผู้ต้องหาที่มีฐานะดีสามารถต่อสู้คดีได้ รัฐบาลก็ดูแลผู้ถูกกล่าวหาที่ยากจน ให้ได้รับโอกาส ในการต่อสู้คดีได้ด้วย อย่างเท่าเทียมกัน

 5. ด้านสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมกันรักษาทรัพยากร ธรรมชาติที่เหลืออยู่อย่างจำกัด โดยใช้สอยให้คุ้มค่าด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการหามาทดแทนเพื่อไม่ให้ขาดแคลน จากที่ผ่านมานั้น ทุกคนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐแต่เพียงผู้เดียว ที่ถูกมองข้าม ปล่อยปละละเลย มาโดยตลอด วันนี้ต้องดูว่าปริมาณกับความต้องการ ไปปลูกในพื้นที่บุกรุกเพิ่มหรือเปล่า ตนไม่อยากโทษผู้มีรายได้น้อย แต่ต้องดูถูกต้องหรือไม่ ขยับขยายไปเรื่อย จนปริมาณเกินความต้องการของตลาด แล้วมาร้องให้รัฐบาลช่วยตลอดเวลา เสร็จแล้วพอบังคับใช้กฎหมายก็กลายเป็นไปรังแกคนจนอีก

เรื่องของประโยชน์ส่วนรวม ในบางเรื่องส่วนรวมไม่ได้ประโยชน์ส่วนน้อยก็ต้องเสียประโยชน์ไปด้วยในภายหลัง เพราะขัดกับผลประโยชน์ส่วนบุคคล หรือองค์กรเท่านั้น อาทิ การสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ระบบส่งน้ำ หรือระบบชลประทาน ที่บางครั้งอาจมีการแสวงประโยชน์จากนโยบายทางการเมือง หรือการตีความกฎหมาย ที่ก่อประโยชน์เพียงแต่คนส่วนน้อย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อะไรเกิดขึ้น แต่กลับยังคงต้องรับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ฝนแล้ง ปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญในการผลักดันเรื่องสิทธิมนุษยชนกับการประกอบธุรกิจ ที่เน้นใน 3 เรื่อง คือ "การคุ้มครอง, การเคารพ และเยียวยา" เพื่อจะให้ประชาชนนั้นมีความสุข

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 6. ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วันนี้ทุกคนทราบดี โลกมีหลายขั้ว หลายกลุ่ม หลายฝ่าย ยังคงมีความขัดแย้ง และอาจขยายเป็นสงครามได้ตลอดเวลามีทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา ประเทศยากจน ซึ่งแต่ละประเทศ ก็ต้องย่อมคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติตน เป็นที่ตั้ง มาก่อนสิ่งอื่นใด แต่เราในฐานะเป็นชาวโลก ต้องคิดด้วยว่าจะร่วมมือ สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างไร รูปแบบไหน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้อง "เข้มแข็งไปด้วยกัน" ที่อาจเป็น "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ได้กับหลายๆ ประเทศ หลายๆ มหาอำนาจ เพื่อจะส่งเสริมศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ระหว่างกัน

และ 7. ประเด็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ นับว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญลำดับสูงสุด ทุกรัฐบาลต้องให้ความใส่ใจ สนใจ ตั้งแต่เด็กแรกเกิด อนุบาล ประถม มัธยม อาชีวะ หรือตามอัธยาศัยอื่นๆ โดยสร้างคนรุ่นใหม่พร้อมกับการพัฒนาการเรียนรู้ทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมกับคนรุ่นเก่าไปด้วย การพัฒนาไม่อยากให้คิดว่า รัฐบาลนี้เข้ามาเพื่อจะเอื้อประโยชน์ให้กับต่างชาติ ไม่ใช่เลย ไม่ต้องการให้เข้ามาแย่งงาน แย่งอาชีพของคนไทย อะไรที่คนไทยทำได้ ก็ต้องทำ เราก็คงไม่ปล่อยให้เราเสียประโยชน์มากขนาดนั้น

"ผมอยากให้ไว้ใจรัฐบาลนี้ เราจะควบคุมดูแล ทำให้ข้อกังวลใจต่างๆ เหล่านี้ ได้ดำเนินการได้ ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นผลประโยชน์ต่อคนไทยให้มากที่สุด ใครจะไป ใครจะมา ใครจะได้ประโยชน์ เราเองไม่ใช่เหรอเป็นผู้กำหนดมาตรการต่างๆ การทำทีโออาร์ การทำสัญญาต่างๆ เราเป็นคนเขียนเอง ฉะนั้นเราย่อมไม่ทำอะไรแบบไม่มียุทธศาสตร์ อย่างที่ทุกคนเป็นห่วงกังวล เราเดินหน้ามาทุกเรื่อง ก็เป็นไปด้วยการพบปะหารือ ศึกษาทำความเข้าใจในทุกๆ เรื่อง เปรียบเทียบในประเทศต่างประเทศ ที่บางทีอาจรู้ไม่ทั่วถึงกันเลยเกิดความไม่ไว้วางใจมากขึ้น ก็ขอให้ทุกคนได้สอบถามได้ ที่พูดมาทั้งหมดนี้อาจจะซ้ำๆ กับที่เคยพูดไป เพียงมุ่งหวังทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว