บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจาะอาชีพรับหิ้วของ EP.2 ไขผลกระทบลูกโซ่ ใครได้ใครเสีย แฟร์ไหมซื้อขายแบบนี้?

เนื่องด้วยผลตอบแทนอย่างงามของอาชีพรับหิ้วของที่ทำรายได้เข้ากระเป๋าได้มากถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ทำให้ปัจจุบันเห็นหนุ่มๆ สาวๆ ตั้งแต่วัยเรียนไปจนวัยทำงาน หันมาประกอบอาชีพนี้มากขึ้น เห็นได้จากคอมเมนต์รับหิ้วตามสื่อโซเชียลมีเดีย บางคนทำเป็นงานเสริม บางคนลาออกจากงานมาทำเป็นงานประจำเพราะรายได้ดีกว่ามาก! พอยิ่งมีคนรับหิ้วเยอะ ขณะที่ของลดราคาคนอยากได้เยอะอยู่แล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้นต่อจากนี้?

นี่หรือเปล่าที่ทำให้เห็นดราม่าพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้วตามกระทู้เว็บบอร์ดชื่อดังอยู่เนืองๆ ?

ล่าสุด มีคนตั้งกระทู้บนเว็บไซต์พันทิปถึงเรื่องดราม่าคนรับหิ้วสุดกวน จองเสื้อผ้าทั้งราว ก่อนถ่ายรูปที่ละชุดส่งให้ลูกค้าพิจารณาว่าจะซื้อไม่ซื้อ จนคนมองว่านักรับหิ้วเข้ามารบกวนการซื้อของคนวอล์กอินเข้ามาซื้อหน้าร้านเสียแล้ว

เขาไม่ใช่แม่ค้ารับหิ้ว แต่เขาคือคนโลภ!

สำหรับประเด็นนี้ คุณเอ (ไม่ขอระบุชื่อนามสกุลจริง) แม่ค้ารับหิ้วมากประสบการณ์ วัย 31 ปีให้ข้อมูลว่า “เราว่าเขาไม่ใช่แม่ค้ารับหิ้วแน่นอน แต่เขาคือคนโลภที่เอาเปรียบคนอื่น แต่เราไม่กล้าทำแบบนี้แน่นอน แทบจะไม่หยิบจับสินค้าจนกว่าจะซื้อด้วยซ้ำ และถ่ายรูปที่วางโชว์แทน เพราะหากไปเจอร้านที่เข้มงวด เขาจะบอกเลยว่า ถ้าจองให้จ่ายเงินก่อน แล้วค่อยถ่ายรูปทีละรูป ก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้"

ทั้งนี้ คนที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ได้ จะต้องมีการตีซี้กับพนักงานแต่ละร้านด้วยหรือไม่ น้องบี (ไม่ขอระบุชื่อนามสกุลจริง) นักหิ้ววัยนักศึกษา ให้คำตอบแก่ข้อสงสัยนี้ว่า “มีแม่ค้ารับหิ้วบางคนเข้าตีสนิทพนักงาน ประมาณว่า ของชิ้นนี้สวยฝากเก็บไว้ให้หน่อย เดี๋ยวมาเอาเหมาหมดเลย ซึ่งพนักงานก็ใจดีเก็บสินค้าไว้ให้ ซึ่งบางทีเราไม่ได้เข้าไปพูดคุยอะไรมาก แต่พนักงานเข้ามาคุยเอง เสนอขายสินค้า เช่น เดี๋ยวพี่เก็บไว้ให้นะ เอาไหม เพราะว่าพนักงานเองเขาก็อยากขาย ได้ค่าคอมมิชชั่น ดังนั้น ไม่แปลกที่เขาอยากจะขายของให้ได้เยอะๆ โดยเฉพาะการขายให้กับแม่ค้ารับหิ้ว”

แม่ค้าจับมือแบนช็อป! ร้านไหนไม่ให้ถ่ายรูปไม่รับหิ้ว

ทั้งคู่บอกกับผู้สื่อข่าวคล้ายกันว่า หากร้านไหนที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปจะไม่รับหิ้วสินค้า โดยให้เหตุผลว่าลูกค้าเลือกไม่ได้ เพราะไม่เห็นรูปสินค้าจริง แต่จะเห็นจากรูปจากในเพจที่เซลส์เท่านั้น ซึ่งมีโอกาสที่ลูกค้าไม่พอใจสินค้า และไม่อยากซื้อ ทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้วเสียเวลาไปเปล่าๆ ด้วย

และบางร้านไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลย เพราะกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งหากร้านไหนไม่ให้ถ่ายรูปเราจะไม่รับหิ้วร้านนั้น เพราะส่งรูปไปให้ลูกค้าดูไม่ได้ แต่ช่วงหลังมานี้ หลายร้านเริ่มเปลี่ยนนโยบาย เพราะเห็นว่ากลุ่มรับหิ้วมีฐานลูกค้าเยอะ และเข้ามาซื้อแต่ละครั้งก็ซื้อเยอะ ซื้อจริง จ่ายจริง หากไม่มีรับหิ้วทางร้านก็จะขาดรายได้ในส่วนนี้

มองสองมุม! เจ้าของแบรนด์ขายสินค้าได้มากขึ้น VS ไม่แฟร์กับลูกค้าบางกลุ่ม

ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย วิเคราะห์ธุรกิจรับหิ้วของว่า เป็นเรื่องของกลไกการตลาด ดีมานด์ ซัพพลาย เมื่อความต้องการของผู้บริโภคมีมากก็จะยอมจ่ายเงิน เพื่อให้ได้สินค้าตามต้องการ

“ผมมองสองมุม มุมของเจ้าของสินค้า มันอาจจะมีรูปแบบใหม่ในการซื้อ ที่มากวาดสินค้าทุกอย่างในระยะเวลาอันสั้น ในเชิงแบรนด์ก็ถือว่าดีเพราะเขาขายสินค้าได้ และคนกลุ่มนี้ก็ช่วยได้เยอะ หากแบรนด์ทำการตลาดกับคนกลุ่มนี้ได้ก็จะดี เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีฐานลูกค้า และกำลังซื้อเยอะ

ส่วนในเชิงของผลกระทบ จะเป็นในเรื่องของการขาดแคลนสินค้า ซึ่งเมื่อมองมุมธุรกิจถือเป็นปัญหาที่ดี แสดงให้เห็นว่าสินค้าคุณเจ๋ง แต่สำหรับผู้บริโภคอาจจะรู้สึกว่า ถูกคนรับหิ้วของเอารัดเอาเปรียบ ไม่แฟร์กับผู้บริโภคบางกลุ่ม แต่สิ่งเหล่านี้บอกได้เลยว่าจะไม่กระทบในวงกว้าง เพราะเป็นเพียงเซกเมนต์หนึ่งเท่านั้น ไม่เกิดกับทุกสินค้า มีบางตัว บางชิ้น บางสินค้าเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าแฟชั่น” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย วิเคราะห์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองมูลค่าค้าปลีกออนไลน์ ปี 60 ขยับขึ้น 2.1 แสนล้านบาท

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เปิดเผยข้อมูลวิจัยในประเด็น ‘ช่องทาง Online เพิ่มบทบาทใน Modern Trade ผู้ประกอบการเร่งงัดกลยุทธ์ ยึดส่วนแบ่งตลาด’ โดยระบุว่า ตลาด Online Shopping ของไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ช่องทางการทำการตลาดแบบ Offline เริ่มส่งสัญญาณการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากอดีต ก็น่าจะจูงใจให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติหันมารุกตลาดดังกล่าวมากขึ้น

ท้ายที่สุด เมื่อตลาด Online Shopping เข้ามากินส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก Offline อย่างต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับกลยุทธ์การแข่งขันในตลาด Online Shopping ก็น่าจะเข้มข้นและรุนแรงขึ้น ซึ่งให้ภาพที่ซ้ำรอยกับกลยุทธ์การแข่งขันที่เกิดขึ้นในตลาด Offline กล่าวคือ การแข่งขันในตลาดออนไลน์จะเปลี่ยนจากการแข่งภายใน Segment เดียวกันไปสู่การแข่งขันข้าม Segment การปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อจับตลาดลูกค้าทั่วไป (Mass Market) ก็น่าจะพัฒนาไปสู่การทำกลยุทธ์การตลาดที่เน้นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น หรือนำไปสู่การทำกลยุทธ์การตลาดที่ต่อไปจะเน้นเฉพาะลูกค้าแต่ละราย (Customized หรือ Tailor-Made) มากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าค้าปลีก B2C E-Commerce (กลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค) จะขยับข้ึนเป็น 2.1 แสนล้านบาทในปี 2560 หรือขยายตัวราว 15-25% และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สัดส่วน ค้าปลีกออนไลน์ (Social Commerce + Market Place + Brand.com) ขยับเพิ่มข้ึนเป็นใกล้เคียง 5% ของค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคท้ังหมด อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปต้องติดตามนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ต้องปรับตัว

คำถามน่าคิด? เพิ่มขายออนไลน์ ต้องลดหน้าร้านด้วยหรือไม่

ท้ายที่สุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกจากตลาด Online Shopping จะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายรูปแบบใหม่ที่มารองรับกับกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิตอลแล้ว การเติบโตของ Online Shopping อาจจะนำไปสู่การปรับมุมมองหรือกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ Modern Trade ให้แตกต่างไปจากเดิม นำมาซึ่งคำถามที่ว่า ต่อไปในระยะข้างหน้า การบริหารจัดการในส่วนของหน้าร้าน (Offline) และช่องทาง Online จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สัดส่วนของพื้นที่จัดวางสินค้าจำเป็นต้องมีสัดส่วนเท่าเดิมหรือไม่ หรือลดพื้นที่วางสินค้าลงและหันไปใช้ช่องทาง Online ในการโปรโมตสินค้าและสร้างความหลากหลายของสินค้ามากขึ้นหรือไม่ ในขณะที่ พื้นที่หน้าร้านเดิมจะปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไรให้ยังคงทำรายได้ให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้น (พื้นที่เช่า หรือพื้นที่ทำกิจกรรมส่วนกลาง) ซึ่งจุดนี้ นับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการค้าปลีก Modern Trade จะต้องวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่งข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังให้ความเห็นด้วยว่า “แบรนด์ต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่โชว์สินค้า เมื่อลูกค้าดูสินค้าของจริงและชอบจึงค่อยกลับมาเลือกช่องทางในการสั่งซื้อที่ถูก ขณะที่บางครั้งเจ้าของแบรนด์ที่เปิดช่องทางออนไลน์เพื่อค้นหาแพลตฟอร์มที่สามารถกระจายสินค้าไปสู่ลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ขายในเว็บออนไลน์ สร้างความหลากหลาย แต่อย่าลืมว่ายังมีคนรุ่นเก่าที่ยังคงเดินช็อปปิ้งในห้างอยู่ ดังนั้น มองว่าแบรนด์หรูๆ คงไม่ขายทางออนไลน์อย่างเดียว คงมีหน้าร้านด้วย”

รับหิ้วของ ไม่ใช่อาชีพระยะยาว มองอนาคตมีโอกาสอวสาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวต่อว่า อาชีพรับหิ้วสินค้า ไม่ใช่อาชีพระยะยาว เกิดขึ้นเพราะความต้องการระยะสั้น โดยยุคนี้เทรนด์เปลี่ยนตลอดเวลา โดยเฉพาะสมัยนี้ ธุรกิจเริ่มหันมาทำออนไลน์มากขึ้นด้วย 

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคชอบซื้อของออนไลน์ จะมีแนวโน้มในอนาคตที่แบรนด์ต่างๆ หันมาทำออนไลน์ โดยปิดบางสาขาในห้างเพื่อไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้างหรือไม่ นายภาวุธ ตอบว่า ปัจจุบัน แบรนด์สินค้าบางประเภท โดยเฉพาะเครื่องสำอางหลายยี่ห้อ ได้มีการปิดช็อปในห้างบ้างแล้ว บางยี่ห้อ ยอดขายผ่านทางออนไลน์สูงกว่ายอดขายจากช็อปในห้างด้วยซ้ำไป ตอนนี้ คนเดินห้างเริ่มลดลง เพราะผลพวงจากเศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับอาชีพหิ้วของ เพราะไม่ใช่เซกเมนต์ที่ใหญ่

“ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของธุรกิจ ขายสินค้าออนไลน์ มีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 30% และอีก 3-4 ปี ข้างหน้า คาดการณ์ว่า ธุรกิจ ขายสินค้าออนไลน์ยังคงมีการเติบโตอยู่ประมาณ 25-30% ต่อปีด้วย” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เผย

คิดว่าต่อไปในอนาคตคนรับหิ้วสินค้า จะยังทำได้อยู่หรือไม่ นายภาวุธ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “ผมว่าไม่น่าจะยังอยู่ได้เพราะว่าจะทำมาหากินลำบากมากขึ้น เพราะอย่างที่บอก ว่าปัจจุบันช็อปเครื่องสำอางตามห้างมีคนซื้อหน้าร้านลดลงกว่าทางออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตแบรนด์สินค้าอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะทำโปรโมชั่นและขายผ่านทางออนไลน์ ซึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บริการอาชีพเหล่านี้ เพราะของเซลส์ขายออนไลน์ได้หมดทั้งนั้น แบรนด์ก็เปิดให้จองผ่านทางออนไลน์ เหมือนที่อเมริกาก็จองคิวผ่านทางออนไลน์และคลิกซื้อได้เลย และการสั่งซื้อออนไลน์ยิ่งจะทำให้แบรนด์รู้ถึงความต้องการของสินค้า เพื่อที่จะผลิตออกมาได้ตรงตามความต้องการด้วย”

ห้างฯ ยัน อาชีพรับหิ้วของยังไม่ก่อปัญหากลุ่มลูกค้าทั่วไป

ขณะที่ แหล่งข่าวจากห้างหรูชื่อดังใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า การจัดเซลส์สินค้าในห้างส่วนใหญ่แบรนด์ต่างๆ จะจัดทำกันเอง แต่ทางห้างจะช่วยประชาสัมพันธ์ว่ามีแบรนด์ใดเซลส์บ้าง โดยจะมีการโฆษณาผ่านสื่อ Owned Media เช่น สื่อในห้าง หรือสื่อออนไลน์ของห้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางห้างไม่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มนักหิ้วของมากนัก เพราะคนกลุ่มนี้มักจะหิ้วสินค้าแบรนด์แพงๆ เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะแบรนด์ของดีไซเนอร์ดังๆ ซึ่งจะมีการลดราคาอยู่เป็นประจำในทุกๆ ปี ซึ่งลูกค้าประจำของแบรนด์นั้นๆ ก็จะทราบดี และจะเห็นแม่ค้ารับหิ้วมารอคิวซื้อสินค้าอยู่บ่อยๆ

“มีบางแบรนด์ที่เช่าพื้นที่ของห้างจัดโปรโมชั่นลดราคามากๆ ทำให้กลุ่มคนรับหิ้วของแห่มาจับจองสินค้าจำนวนมาก โดยจะมานั่งรอ ถ่ายรูป ส่งให้ลูกค้า และที่ผ่านมา ในส่วนของทางห้างไม่เคยได้รับร้องเรียนจากลูกค้า กรณีถูกพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้วเอารัดเอาเปรียบหรือแย่งของเลย และก็ยังไม่เคยเจอปัญหาจากคนกลุ่มนี้ด้วย” แหล่งข่าวจากห้างดัง เผย

ปัจจุบัน มีการขายของออนไลน์มากขึ้น จะส่งผลต่อการปิดบูธบางสาขาในห้างด้วยหรือไม่ แหล่งข่าวคนเดิมตอบว่า “ยังไม่มี” พร้อมอธิบายว่า “น่าจะนโยบายของทางร้านมากกว่า หากเขามีช่องทางด้านออนไลน์ในการขายของเพื่อขยายกลุ่มลูกค้ามากขึ้น แต่สำหรับตอนนี้ยังไม่มีช็อปไหนปิดตัว”

อนาคตอาชีพรับหิ้วของจะเป็นอย่างไร จะถึงคราวอวสานแล้วหรือไม่ ต้องรอดูต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะอาชีพรับหิ้วของ EP.1 วิ่งช็อปชิงของ Sale รายได้อู้ฟู่หลักแสนต่อเดือน