บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาร์คสับเละไพรมารี ให้รัฐบาลไปจัดเอง

สมเจตน์-ออกมาท้า ยากนักไม่ต้องเลือก

“อภิสิทธิ์” ชำแหละร่าง ก.ม.พรรคการเมืองขัดเจตนารมณ์ รธน. ซัด กมธ.เพิ่มเงื่อนไขขัดแย้ง พรรคอดส่งผู้สมัคร ส.ส. โบ้ย กกต.-รัฐบาลรับภาระจัดไพรมารี โหวตปาร์ตี้ลิสต์เอง “สมชัย” ชิ่งโยนพรรคการเมืองไปว่ากันเอง แขวะนิทานมดน้อยของนายกฯต้องปลดสิงโตผู้นำไร้วิสัยทัศน์ก่อน “สมเจตน์” โบ้ยนักการเมืองจมูกไว รู้เวลายุบสภาฯ ไพรมารีฯทำง่าย 7 วันก็จบ อ้างจ่ายค่าสมาชิกพรรคยากนักก็ยังไม่ต้องเลือกตั้ง สนช.ผ่านฉลุย พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เร่งคลอด ก.ม.ปฏิรูป 11 ด้าน “บิ๊กตู่” ฟุ้ง 2 ปีดันจีดีพีกระเตื้องขึ้น บ่นเหนื่อยกับพวกคิดกับพูดแต่ไม่ทำ “โอ๊ค” ให้กำลังใจ “อาปู” ฮึดสู้เพื่อประชาธิปไตย กองเชียร์แห่มอบดอกไม้ส่งกำลังใจถึงบ้าน “มาร์ค” เหน็บไม่ได้ทำผิด ไม่ต้องกังวล “วิษณุ” เรียกถกสำนัก พุทธฯสางโกงเงินวัด ป.ป.ช.แฉมีอีก 70 คดี อมเงินทอนวัดภาคใต้เสียหาย 90 ล้าน

ประเด็นระบบไพรมารีโหวตในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ยังคงถูกฝ่ายการเมืองวิพากษ์ วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อเนื่อง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและรัฐบาลควรเป็นผู้รับภาระรับผิดชอบการจัดทำไพรมารีโหวต เพื่อลดปัญหาในทางปฏิบัติลง

“มาร์ค” ย้ำจุดตาย ก.ม.พรรคขัด รธน.

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการสรรหาตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยระบบไพรมารีโหวต ตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า ต้องดูว่าจะมีการตั้งกรรมาธิการร่วมฯหรือไม่ คงพิจารณาเฉพาะประเด็น ที่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งใหม่ที่รัฐธรรมนูญต้องการเปิดกว้างให้ทุกพรรคการเมือง แต่ขณะนี้ไปเพิ่มเงื่อนไขว่าการที่พรรคการเมืองจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในเขตซึ่งแย้งกันอยู่ เพราะถ้าพรรคการเมืองไหนไม่มีสมาชิกตัวแทนจังหวัดหรือสาขาก็ไม่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง กลายเป็นว่าใครที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีสมาชิกพรรคการเมืองที่ตัวเองนิยม จะไม่มีสิทธิเลือกตัวแทนของพรรคการเมือง นั้น เมื่อก่อนไม่เป็นไร แต่ในรัฐธรรมนูญใหม่ทุกคะแนน มีความหมายในการคำนวณ ส.ส.ในสภาฯ และประเด็น ที่กำหนดให้การเรียงลำดับผู้สมัครบัญชีรายชื่อกลายเป็นเรื่องไพรมารี น่าจะสวนทางกับเจตนารมณ์ของการมีบัญชีรายชื่อตั้งแต่ต้น ที่ต้องการให้พรรคการเมืองจัดคนอีกกลุ่มหนึ่งมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อทำงานให้พรรคการเมือง โดยไม่ผูกพันเรื่องมีคะแนนเสียงในพื้นที่ต่างๆ โดยหวังจะดึงคนนอกวงการเมืองเข้ามาได้มากขึ้น

ชี้ฐานคะแนนแคบเสี่ยงถูกครอบงำ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ระบบของบัญชีรายชื่อถ้ากรรมการบริหาร (กก.บห.) เป็นคนที่พิจารณาจะให้ความมั่นใจเรื่องความสมดุลเรื่องภาค เพศ และความหลากหลายในมิติต่างๆ แต่เมื่อใช้ระบบนี้ไม่มีหลักประกันว่าจะได้บัญชีรายชื่อที่กระจายไปตามภาค มีชายหญิงในสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่แน่ใจว่า กรธ.หรือ สนช.ได้เห็นประเด็นแล้วจะพิจารณาหรือไม่ แต่ถ้าประกาศมาทุกพรรคการเมืองจะบอกว่าปฏิบัติได้ แต่น่าเสียดายว่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนคาดหมายไว้หรือไม่ ถ้ายังยืนยันให้เป็นภาระของพรรคการเมืองจัดไพรมารีในระบบปาร์ตี้ลิสต์จะมีปัญหา เนื่องจากจังหวัดหนึ่งมีที่ลงคะแนนหนึ่งที่ คนในหลายพื้นที่ต้องเดินทางไปมีโอกาสน้อยมาก เมื่อฐานการลงคะแนนแคบก็อันตรายต่อการถูกครอบงำ เพราะไม่มีจำนวนคนมากพอที่จะไปลงคะแนน ที่ตนกล้าพูดเรื่องนี้เพราะพรรคประชาธิปัตย์คิดเรื่องนี้มาก่อนและเคยลองทำเมื่อช่วงปี 56-57 แต่ไม่พอใจ เพราะจำนวนสมาชิกที่มาลงคะแนนไม่มากพอไม่กี่ร้อยคน เนื่องจากต้องให้ลงคะแนนที่จุดกลางจุดเดียว จึงต้องดูว่าผู้เกี่ยวข้องจะทำอย่างไร

ขอ กกต.-รัฐรับจัดไพรมารีปาร์ตี้ลิสต์

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า หากจะแก้ไขในทางปฏิบัติควรให้ กกต.และรัฐมารับผิดชอบการจัดไพรมารีโหวต อำนวยความสะดวกให้พรรคการเมือง แทนที่จะเลือกตั้งในจุดเดียวมีคนใช้สิทธิร้อยกว่าคน ช่วยทำให้มีคนมาลงคะแนนสักพันหรือหมื่น จะทำให้สบายใจมากขึ้น สามารถไปดำเนินการได้ทั้งในส่วนของกฎหมาย กกต. กฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายเลือกตั้ง ที่ตนถามไปหลายประเด็นก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน เช่น กรณีพรรคเก่าในช่วงการเลือกตั้งครั้งแรกจะมีสมาชิกที่จ่ายเงินค่าบำรุงกับไม่จ่ายเงินมีสิทธิเหมือนกันหรือไม่ สมมติว่าทำระบบไพรมารีโหวตแล้วมีการร้องเรียนว่ากระบวนการไม่ชอบ ไม่สุจริตใครเป็นผู้ชี้ขาด ผลคืออะไรและการเตรียมตัวก่อนการเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ขลุกขลัก ส่วน กกต.บอกว่าถ้ามีการร้องเรียน กกต.จะดูว่าต้องมีใบเหลือง ใบแดงหรือไม่ ยิ่งทำให้สับสน เคยเรียนแล้วว่าระบบนี้ใช้ในการเมืองระบบรัฐสภาไม่มาก ไม่เหมือนกับรูปแบบประธานาธิบดี ที่มีการเลือกตั้งแน่นอน 4 ปีครั้ง มีเวลาล่วงหน้าเป็นปี แต่ระบบรัฐสภาทำแบบนั้นไม่ได้ อีกทั้งระบบนี้กรรมการบริหารพรรคและพรรคการเมืองต้องมีบทบาทพอสมควรในการคัดเลือกผู้สมัคร

จี้ กกต.เร่งออกระเบียบโหมด ลต.

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่กฎหมายพรรคการเมืองโยงกับกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ต้องรอกำหนดเขตเลือกตั้งก่อน จึงจะทำไพรมารีโหวตระบบเขตได้นั้น ถ้ากฎหมายพรรคการเมืองผ่านขอให้เร่งรัดให้กระบวนการได้ กกต.ชุดใหม่ ที่จะถูกเซ็ตซีโร่และขอระเบียบ กกต.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น และเรื่องอำนาจของกรรมการสรรหาของพรรค การเมืองมีมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ใช่ดูแค่ความนิยมของตัวบุคคล แต่ต้องดูด้วยว่าอุดมการณ์ตรงกับพรรคหรือไม่ หากเปิดโอกาสให้คนระดมสมาชิกมาเลือกตัวเองได้จะอันตราย ต้องตีความให้ชัดว่ากรรมการสรรหาของพรรคกลั่นกรองได้แค่ไหน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการร้องเรียนได้ แต่ กรธ.คงไม่สามารถเร่งรัดออกกฎหมายเลือกตั้งได้ หากมีผลบังคับใช้ต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน จะยิ่งทำให้เวลาเตรียมตัวเรื่องอื่นไม่เพียงพอ จึงได้วางแนวไว้ว่าจะทำกฎหมายเลือกตั้งเป็นฉบับสุดท้าย เพื่อให้ทุกคนปรับตัวได้ก่อน

“สมเจตน์” โวไพรมารี 7 วันก็ทำเสร็จ

ที่รัฐสภา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณี กรธ.แสดงความเป็นห่วงระบบไพรมารีโหวตอาจทำให้พรรคการเมืองมีปัญหาส่งผู้สมัครไม่ทันว่า กรณีนักการเมืองเป็นห่วงว่าหากยุบสภา จะต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน จะเตรียมผู้สมัครไม่ทันนั้น ก่อนยุบสภานักการเมืองจะมีสัมผัสรู้ดีกว่าคนอื่นว่ายุบสภาแน่นอน จึงสามารถเตรียมการทุกอย่างไว้ได้ เมื่อถึงวันยุบสภาสามารถส่งรายชื่อไปยังสาขาพรรค จัดเลือกตั้งไพรมารีโหวตได้เลย คาดว่าขั้นตอนไพรมารีโหวตใช้เวลาเพียงแค่ 7 วันก็เสร็จ แต่ กกต.ต้องประกาศเขตเลือกตั้งให้เร็วขึ้นด้วย ส่วนที่ตัวแทน กกต.ระบุว่า กกต.มีอำนาจให้ใบเหลือง ใบแดงได้ตั้งแต่การเลือกตั้งในชั้นไพรมารีโหวตนั้น หากพบการทุจริตในชั้นนี้ ผู้พบเห็นสามารถร้องไปยังคณะกรรมการบริหารพรรคได้ เพื่อให้เปลี่ยนตัวผู้สมัครคนใหม่ แต่หากพรรคยังมีมติส่งคนทุจริตลงเลือกตั้ง มีสิทธิร้องไปยัง กกต.ว่ามติคณะกรรมการบริหารพรรคไม่ชอบ หาก กกต.พบว่ากระบวนการได้มาซึ่งผู้สมัครไม่เป็นไปตามกฎหมาย หัวหน้าพรรคจะถูกลงโทษตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต ดังนั้น พรรคต้องมีวิธีจัดการให้เกิดการสุจริต ยุติธรรม โปร่งใสในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

ซัดจ่ายค่าสมาชิกยากนักไม่ต้อง ลต.

พล.อ.สมเจตน์กล่าวว่า ในกรณีที่พบว่า มีการทุจริตเลือกตั้งในชั้นไพรมารีโหวต แต่เพิ่งมาตรวจสอบพบ ภายหลังที่การเลือกตั้ง ส.ส.เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนั้น จะไม่ทำให้การเลือกตั้งสะดุด แต่ให้ถือว่า พรรคนั้นไม่ได้ ส.ส. และให้พรรคอื่นได้ ส.ส.แทน อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการผ่อนคลายในการเลือกตั้งครั้งแรก กมธ.ได้กำหนดบทเฉพาะกาล มาตรา 135/1 ว่า หากพรรคสามารถจัดตั้งสาขาพรรคได้เพียงหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งในจังหวัด ก็มีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ครบทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัด ถือเป็นการอนุโลมให้เฉพาะในการเลือกตั้งครั้งแรก จากที่กฎหมายระบุไว้ว่า ต้องจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัด จึงจะมีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ทั้งจังหวัด ส่วนปัญหาการจ่ายเงินค่าสมาชิกพรรค ที่เกรงว่าอาจเกิดปัญหานั้น ถ้าเห็นว่ามีปัญหายากนัก ก็ยังไม่ต้องเลือกตั้งกัน ควรทำให้เป็นประชาธิปไตยเสียก่อน

“วิษณุ” โบ้ยคนต้นคิดไปหาทางออก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงคัดค้านจากพรรคการเมืองถึงระบบไพรมารีโหวตว่า ไม่ทราบว่าถ้าพรรคการเมืองดำเนินขั้นตอนไพรมารีโหวตไม่ทัน จะกระทบการเลือกตั้งหรือไม่ แต่เมื่อให้มีเรื่องนี้ขึ้นมามันก็ต้องมีผล เมื่อทำไม่ทันอาจจะตัดสิทธิหรือเสียสิทธิในการส่งคนลงสมัคร เว้นแต่กรรมาธิการร่วมจะไปเขียนข้อยกเว้นไว้ให้ วันนี้สังคมพูดกันว่าถ้าจะใช้ระบบนี้ประเดิมการเลือกตั้งครั้งหน้า มันอาจมีอะไรต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวสำหรับความไม่พร้อม ส่วนข้อยกเว้นจะใช้เฉพาะเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่นั้นไม่ทราบ และคนที่คิดระบบนี้ขึ้นมาต้องคิดว่าจะมีปัญหาอะไรขึ้น แล้วจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร ระบบไพรมารีโหวตจะเหมาะกับบ้านเราหรือไม่นั้นก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจเหมือนกัน

“พรเพชร” ตีกันห้ามโต้แย้งข้อปลีกย่อย

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณี กรธ. เป็นห่วงระบบไพรมารีโหวต อาจมีปัญหาทำให้พรรค การเมืองเตรียมผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ทันว่า กรธ. กังวล ในทางปฏิบัติว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด กรธ.ต้องไปคุยกับ กกต. ถ้ามีข้อโต้แย้งว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายพิจารณา แต่ข้อโต้แย้งต้องไม่ใช่เรื่องปลีกย่อยหรือเรื่องเล็กน้อย เรื่องไพรมารีโหวตจะถือเป็นข้อโต้แย้งเรื่องเล็กน้อยหรือไม่ ต้องขอดูรายละเอียดก่อน อย่าเพิ่งไปสมมติ ส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ถ้า กกต.มีข้อโต้แย้งต้องส่งเรื่องมาเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายภายในวันที่ 23 มิ.ย. จากนั้นจะตั้งตัวแทน กรธ. 5 คน สนช. 5 คน ประธาน กกต. 1 คน ซึ่ง สนช.จะประชุมคัดเลือกตัวแทน 5 คนวันที่ 27 มิ.ย.

“สมชัย” ชิ่งโยนพรรคไปว่ากันเอง

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการ กกต.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลางเป็นประธานการประชุมจัดลำดับความสำคัญของงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรัด ดำเนินการ นายสมชัยกล่าวว่า เป็นการประชุมซักซ้อม ว่าช่วงเวลาที่เหลือก่อนส่งมอบงานให้ กกต.ชุดใหม่ เมื่อกฎหมายลูกว่าด้วย กกต.และกฎหมายลูกว่าด้วย พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว กกต.ต้องเตรียมการเรื่องใดบ้าง เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าตามโรดแม็ปและจัดเลือกตั้งได้ตามกำหนด ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้ กกต. เป็นผู้จัดหน่วยเลือกตั้งในระบบไพรมารีโหวต เพื่อแบ่งเบาภาระพรรคการเมือง เรื่องนี้เป็นภาระของพรรคการเมืองต้องดำเนินการเอง

ยุติหาคำตอบกรอบเลือกตั้ง 150 วัน

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีที่ กกต.ทำหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ที่กำหนดว่าหลังประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแล้วให้ กกต.จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 150 วันนั้น ระยะเวลาจะรวมถึงการประกาศรับรองผลด้วยหรือไม่ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดที่ 1 ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะ กรธ.เป็นประธานพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้ กกต.ท่านหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะว่าจะขอความเห็นจากศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานกฤษฎีกา จึงไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม ก่อนหน้านี้ กรธ.เคยมีหนังสือแจ้งกลับมาเช่นเดียวกันว่า มีหน้าที่เพียงแค่ร่างรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่ตีความ ขอให้สอบถามศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงถือว่า กกต.ได้รับทราบความเห็นจากทั้งสองหน่วยงานอย่างเป็นทางการแล้ว โดยไม่มี การตอบมาให้ชัดเจน กกต.ชุดนี้ขอยุติเรื่องนี้ และให้เป็นเรื่องของ กกต.ชุดใหม่พิจารณา

แขวะนิทานมดน้อยต้องปลดสิงโต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มเข้าสู่การประชุม นายสมชัยได้นำคลิปวีดิโอนิทานเรื่อง “มดน้อย” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล่านิทาน ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ฟัง มาฉายให้กับผู้บริหาร สำนักงานได้รับชม ภายหลังการรับชมนิทานมดน้อย นายสมชัยได้ให้พนักงานช่วยกันคิดว่าใครสมควรที่จะถูกไล่ออก พนักงานส่วนใหญ่เห็นว่า สิงโตสมควรโดน ไล่ออกเป็นคนแรก เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารงาน นายสมชัยพูดทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้จะมีการแต่งนิทานเรื่องมดน้อยเวอร์ชั่นของ กกต.ตอนต่อไป

สนช.ผ่านฉลุย ก.ม.ยุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธาน เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 และวาระ 3 สาระสำคัญกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีนายกฯ เป็นประธาน มีหน้าที่จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอ ครม. เสนอความเห็นต่อรัฐสภา หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้น มาตรา 16 กำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เพื่อพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ มาตรา 28 บัญญัติให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้เสร็จใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ 218 คะแนน งดออกเสียง 3 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

คลอด ก.ม.ปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยสาระ สำคัญกำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน คือ 1.การเมือง 2.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.กฎหมาย 4.กระบวนการยุติธรรม 5.การศึกษา 6.เศรษฐกิจ 7.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.สาธารณสุข 9.สื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.สังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่ ครม.กำหนด แต่ละคณะจะมีกรรมการไม่เกิน 13 คน มีวาระ 5 ปี แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ด้านที่จะทำ และคำนึงถึงความหลากหลาย ให้คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านต้องทำให้เสร็จภายใน 90 วัน แล้วเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณา นอกจากนี้ต้องเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาว่าร่างแผนการปฏิรูปประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างแผนการปฏิรูปประเทศ ก่อนเสนอให้ ครม.เห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ 216 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย ตามขั้นตอนนายกฯจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีผลให้สมาชิก สปท.ต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนด

สปท.จ่อพ้นสภาพปลาย ก.ค.-ต้น ส.ค.

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(วิป สปท.) แถลงว่า ในการประชุม สปท. วันที่ 26 มิ.ย. มีวาระสำคัญเพื่อพิจารณารายงานการปฏิรูปของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่องแผนการปฏิรูปการอุดมศึกษา วันที่ 27 มิ.ย. พิจารณารายงานการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่องการปฏิรูปการมีส่วนร่วมด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบเพื่อความยั่งยืน และรายงานการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่องการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ส่วนการสิ้นสภาพของ สปท.นั้น สปท.จะหมดวาระภายหลังที่ร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศมีผลบังคับใช้ คาดว่าจะอยู่ช่วงปลายเดือน ก.ค.ถึงต้นเดือน ส.ค. ราวปลายเดือน มิ.ย. จะเห็นชัดเจนว่าสมาชิกคนใดบ้างจะลาออกไปรับสมัครเลือกตั้ง

“พรเพชร” ยันยุทธศาสตร์ชาติไม่ขัด รธน.

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. กล่าวว่า การที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้เสนอเรื่องต่อศาลปกครองพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก ครม.มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับดังกล่าววันที่ 4 เม.ย. ก่อนที่รัฐธรรมนูญปี 2560 จะประกาศบังคับใช้นั้น ยืนยันว่าร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะได้เสนอมาให้ สนช.พิจารณาภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับแล้ว จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

หน.ปชป.สับเพิ่มภาระรัฐบาลหน้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติของ สนช.ว่า น่าเสียดายที่กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติได้วางหลักการแนวทางปฏิบัติที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยไป ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จำกัดให้ สนช.หรือวุฒิสภาในอนาคต เป็นหลักในการพิจารณาให้ความเห็นชอบ แทนที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเป็นการเพิ่มภาระให้กับรัฐบาลในอนาคต มีการทำงานที่ยุ่งยากมากขึ้น แนวทางที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติ ชัดเจนเห็นผล ควรสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างการรับรู้ เมื่อประชาชนเข้าใจปฏิบัติตาม การพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติจึงจะเกิดผล

สนช.จัดให้เพิ่มวาระ ปธ.ศาล ปค.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันที่ 23 มิ.ย.ที่ประชุม สนช.จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ในวาระ 2 และวาระ 3 โดยในชั้นคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว กมธ.เสียงข้างมากได้เสนอตัดมาตรา 38 ว่าด้วยการนับระยะเวลาดำรงตำแหน่งของประธานศาลปกครองสูงสุดที่เป็นอยู่ก่อนวันที่ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวบังคับใช้ออก ทำให้ระยะเวลาดำรงตำแหน่งของประธานศาลปกครองคนปัจจุบันที่ผ่านมา ก่อนที่ พ.ร.บ.นี้จะบังคับใช้ ไม่ถูกนับรวมกับระยะเวลาที่กำหนดขึ้นใหม่ ตามมาตรา 15/2 วรรคหนึ่งที่ให้ประธานศาลปกครองมีวาระ 4 ปี นับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และมีสมาชิก สนช.เสนอ ยกเว้นไม่ให้นำมาตรา 15/2 วรรคหนึ่ง บังคับใช้แก่ประธานศาลปกครองสูงสุดคนปัจจุบัน และให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับโดยให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

“สมเจตน์” ค้านชงกินเองมีมลทิน

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่สนช.รับหลักการในวาระแรก ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดมีวาระ 4 ปี นับตั้งแต่วันโปรดเกล้าฯ ซึ่งประธานศาลปกครองคนปัจจุบันได้รับการโปรดเกล้าฯตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2559 จะครบวาระวันที่ 2 มี.ค.2563 แต่ที่ กมธ.เสียงส่วนใหญ่ตัดมาตรา 38 ออกและยกเว้นมาตรา 15/2 ทำให้ประธานศาลปกครองสูงสุดมีวาระยาวยิ่งขึ้น การเริ่มแก้ไขกฎหมายทำตั้งแต่ประธานศาลปกครองคนปัจจุบันยังเป็นรองประธาน เขาเป็นคนเสนอเองทำเอง คิดว่าไม่ชอบทำให้มีมลทิน มาวิ่งเต้นเพื่อให้ตัวเองมีอายุอีกปีกว่า ในฐานะที่เป็น กมธ.จึงสงวนความเห็นไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้ประธานศาลปกครองสูงสุดเสียชื่อเสียง คนในองค์กรไม่เชื่อถือ สภาฯจะถูกครหาด้วยว่าไม่เหมาะสม

“บิ๊กตู่” โอ่ 2 ปีจีดีพีกระเตื้องขึ้น

เมื่อเวลา 09.15 น. ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand’s Big Strategic Move” มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เข้าร่วม โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานว่ารัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เป็นแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สร้างฐานการพัฒนาโดยใช้โมเดล“ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อก้าวไปสู่อนาคต ต้องทำแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ยืนยันว่าทุกรัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อไป รัฐบาลออกกฎหมายจำนวนมากให้เป็นสากล โดยเฉพาะกฎหมายที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ 2 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาความเข้มแข็งและขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคม เห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 3.3-3.8 ดีขึ้นจากอัตราร้อยละ 3.2 ในปี 2559

บ่นเหนื่อยติงอย่าคิดกับพูดแต่ไม่ทำ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สำหรับภารกิจของรัฐบาลในระยะที่ 3 เรื่องการเมืองก็เดินไป รัฐบาลแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศไป เน้นหลักคิดที่ถูกต้อง ที่ผ่านมามีการใช้วาทกรรมบิดเบือนมากมายสร้างปัญหาไปกันใหญ่ จึงต้องสร้างหลักคิดให้สร้างการแบ่งปันซึ่งกันและกัน อย่าไปคิดติดข้อกฎหมายอย่างเดียว ต้องหาวิธีการทำให้ได้ ต้องดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ภารกิจของรัฐบาลระยะนี้คือการเตรียมส่งมอบ ส่วนจะส่งมอบเมื่อไหร่เป็นไปตามนั้น จะพยายามทำให้เร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินงานได้ทันทีขออย่ากังวลเรื่องเหล่านี้ ตอนนี้เราปฏิรูปไปแล้วทุกด้าน เริ่มปฏิรูป 130 กว่าเรื่อง ตนเดินไปเรื่อย โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน ต้องปฏิรูปทุกวัน

“เวลาผมไปพูด พูดไปพูดมาก็เหนื่อย บางทีมีเอกสาร150 หน้า แต่อยากอธิบาย แต่ถ้าไม่อธิบายไม่เข้าใจ ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องกันทุกวัน ดังนั้น เราต้องมีความคิดพื้นฐานที่เป็นตรรกะ มีเหตุผลวิเคราะห์ได้ รวมถึงระบบการเรียนการสอน และการพัฒนาคนก็ต้องสอนให้คนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่เอาแต่คิด แล้วก็พูดๆ แต่ไม่ทำ จะทำให้สร้างปัญหาความวุ่นวาย เราจึงต้องสอนให้คนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และทำงานเป็น” นายกฯกล่าว

หารือสภาธุรกิจมะกันกระชับสัมพันธ์

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอเล็กซานเดอร์ ซี เฟล์แทน ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (USABC) นำคณะนักธุรกิจสหรัฐอเมริกา เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง ขอบคุณที่ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและมิตรภาพที่ดีระหว่างกันตลอด 12 ปีที่ USABC มาตั้งสำนักงานในประเทศไทย หวังว่า USABC จะได้รับทราบและเข้าใจถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน หวังว่าจะได้รับประโยชน์จากการหารือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างกันให้แน่นแฟ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

โต้ ครม.สัญจรไม่ใช่ทัวร์หาเสียง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้าแนวคิดการฟื้นการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ว่า นายกฯต้องการให้มีประชุม ครม.สัญจร สอดคล้องกับที่สั่งการให้รัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่ ได้เน้นย้ำการลงพื้นที่ไม่ใช่ไปสร้างคะแนนเสียง ไม่ได้ต้องการเล่นการเมืองในอนาคต เบื้องต้นกำหนดไว้ 6 พื้นที่ 6 ภูมิภาคคือ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ กลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ถ้ามีจังหวะเวลาที่เหมาะสม อาจขยายไป 18 กลุ่มจังหวัดด้วย การประชุม ครม.สัญจรแยกคนละส่วนกับการลงพื้นที่ของนายกฯแต่ละเดือน แต่ต้องประสานงานให้สอดคล้อง

ทบ.ปลื้มไร้เเรงต้านปรองดอง

ด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองว่า กองทัพบกได้ประสานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพภาค ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงเนื้อหาและรายละเอียดในร่างสัญญาประชาคม จะมีการจัดเวทีรูปแบบต่างๆในช่วงต้นเดือน ก.ค.2560 ขณะนี้ไม่พบข้อมูลในเรื่องของกลุ่มต่อต้านการสร้างความปรองดอง ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนให้การตอบรับ ร่วมมือเป็นอย่างดี ทุกส่วนเห็นด้วยกับแนวทาง สะท้อนได้จากการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่มีการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน

แม่ทัพภาค 2 แฉอดีต ส.ส.อีสานป่วน

ที่กองทัพภาคที่ 2 พล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมตั้งเวทีสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเรื่องสัญญาประชาคม จ.นครราชสีมา ในวันที่ 7 ก.ค.ว่า พื้นที่ภาคอีสานมีความพร้อมทุกจังหวัด ถือเป็นต้นแบบฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย ความขัดแย้งด้านการเมืองในพื้นที่ เกิดจากแต่ละฝ่ายนำอุดมการณ์มาใส่ให้ประชาชน พื้นฐานคนภาคอีสานเป็นคนเชื่อคนง่าย จริงใจ อย่างกรณีนายกฯมาลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ประชาชนถามว่า “ลุงตู่จะอยู่ต่อหรือ” ทหารมีหน้าที่ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง แม้จะมีกลุ่มคนพยายามบิดเบือนข้อมูลก็ตาม การลงพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้ไปชี้นำการตอบคำถาม แต่มีอดีต ส.ส.ในพื้นที่ไปให้ข่าวว่าทหารไปบังคับ

ไล่ล่า “โกตี๋” หนีซุกชายแดนเขมร

พล.ท.วิชัยกล่าวถึงการติดตามตัวนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ที่หลบหนีคดีเคลื่อนไหวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านว่า กองทัพเกาะติดเรื่องนี้เป็นระดับนโยบาย ส่วนจะหลบหนีไปยังกัมพูชาจริงหรือไม่ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ จะกระทบการทำงานเจ้าหน้าที่ อาจเสียรูปคดี เชื่อว่าหากนายโกตี๋หลบหนีออกจากลาวจริงอาจจะหลบอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนกัมพูชา แต่ไม่ได้เข้าไปอยู่พื้นที่ด้านใน ส่วนการติดตามแนวคิดการจัดตั้งสหพันธรัฐไทยใหม่ของเครือข่ายนายสุรชัย แซ่ด่าน นางสุดา รังกุพันธ์ และกลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง กองทัพติดตามตลอด โดยไปกำจัดเสรีภาพการเคลื่อนไหวระดับหนึ่งทำให้ฝั่งเขาทำอะไรไม่ได้มาก

ค้นบ้านดาวดินไม่ต้องมีหมายศาล

พล.ท.วิชัย กล่าวอีกว่า กรณีการตรวจค้นบ้านกลุ่มดาวดิน ข้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ไม่มีหมายศาลไปตรวจค้น เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ทหารต้องการให้เกิดความเรียบร้อย ก่อนหน้านี้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้อยู่แล้ว ยังติดตามกลุ่มน่าสงสัยอื่น เช่น กรณีคำว่า “สหพันธรัฐไทยใหม่” เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ภาคอีสาน เกี่ยวกับการเมืองข้ามไปประเทศเพื่อนบ้าน ใช้เป็นเอเย่นต์ต่อๆมา งานด้านการข่าวต้องประเมินว่าเป็นการลดเครดิตรัฐบาล ลดเครดิตนายกฯให้เกิดความไม่เรียบร้อย จึงใช้อำนาจหน้าที่ทางทหารหรือ คสช.เข้าไปดูแล แต่ไม่ได้เกินเลย เมื่อถามว่าการตรวจค้นบ้านเครือข่ายดาวดิน ไม่จำเป็นต้องใช้หมายศาลตรวจค้น พล.ท.วิชัยตอบว่า “ใช่ อีกอย่างเรายังไม่เห็นความเกี่ยวข้องของไผ่ ดาวดิน หรือพ่อของไผ่ ดาวดิน กับสหพันธรัฐไทยใหม่”

“มาร์ค” ชี้ 85 ปี ปชต.การเมืองติดหล่ม

วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึงโอกาสครบรอบ 85 ปี ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิ.ย.ว่า ถือว่าประชาชนมีความก้าวหน้าในการรับรู้ประชาธิปไตย ยุคนี้ประชาชนมีส่วนร่วมและรู้ถึงสิทธิของตัวเอง ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของประเทศมากขึ้น และได้มีส่วนร่วมในกลไกต่างๆ มากขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาทางการเมืองที่ยังวนเวียนหาทางออกไม่ได้ เนื่องจากการเมืองไม่ตอบสนองและไม่ทันต่อความต้องการของประชาชน

เหน็บ “ปู” ไม่ได้ทำผิดไม่ต้องกังวล

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ร้องไห้ ขอความเห็นใจและร้องขอความเป็นธรรมจากการพิจารณาคดีในโครงการรับจำนำข้าวว่า หากเชื่อว่าตัวเองสุจริตใจไม่ต้องเป็นกังวลใจอะไร เพราะทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามระบบ และขอให้ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีระบบการไต่สวนที่ให้โอกาสชี้แจงพยานหลักฐานและต่อสู้คดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ทำความผิดอะไรก็ไม่ต้องกังวลใจอะไร

“โอ๊ค” ให้กำลังใจ “อาปู” ยืนหยัดสู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 21 มิ.ย. นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตรและหลาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทุกๆปีตนจะอวยพรวันเกิด โดยขอให้อาปูมีความสุขมากๆ แต่ปีนี้จากภาพที่ทุกคนเห็น ทำให้ไม่สามารถอวยพรตามปกติ คงทำได้แค่เพียงบอกว่า ขอให้อาปูอดทนสู้ต่อไป ให้ยึดมั่นที่จะยืนเป็นเสาหลักให้กับพี่น้องประชาชนในฝั่งประชาธิปไตย ดังเช่นที่ได้ยึดมั่นและปกป้องระบอบประชาธิปไตยจนกระทั่งนาทีสุดท้าย ก่อนที่จะถูกปลายกระบอกปืนปล้นอำนาจไป ทั้งนี้ ไม่มีใครอยากที่จะร้องไห้ในวันเกิดของตัวเอง ถ้ามันไม่เหลืออดจริงๆ

แช่งกรรมตามทันพวกกลั่นแกล้ง

นายพานทองแท้ระบุด้วยว่า หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง โดยเฉพาะพระสยามเทวาธิราช ที่ทรงคอยปกปักรักษาบุคคลที่พูดดี คิดดี ทำดี เชื่อว่าท่านจะมองเห็น และรู้ว่าใครที่ตั้งใจทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง และใครที่เล่นละครตบตาชาวบ้าน ตระบัดสัตย์ และไม่เคยยึดมั่นทำตามในสิ่งที่ตัวเองพูด เอาแต่สนับสนุนให้พรรคพวกตัวเอง ผลาญงบประมาณของประเทศชาติไปวันๆ ผลการตัดสินในคดีนั้นคงไม่มีใครกล้าไปก้าวล่วงหรือคาดเดา คงได้แต่หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากศาล ที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม สำหรับพวกผู้ชายอก 3 ศอก ที่คอยกลั่นแกล้งผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง จนต้องร้องไห้ออกมาในวันมงคลของตัวเอง ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ สักวันหนึ่งที่กรรมตามทัน ก็ขอให้ท่านก้มหน้ารับกรรม ในสิ่งที่ได้ก่อไว้เองด้วยเทอญ

ทีมทนายลุ้นศาลไต่สวนอีก 3 นัด

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและจำเลยในคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท กล่าวว่า ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวนพยานจำเลย คงเหลืออีก 3 นัด รวม 19 ปาก นัดสุดท้าย จะไต่สวนวันที่ 21 ก.ค. จากนั้นศาลจะให้โอกาสคู่ความแถลงการณ์ปิดคดี แล้วนัดฟังคำพิพากษาเมื่อคำพิพากษาจะใช้เวลานานแค่ไหนคงขึ้นอยู่กับปัญหาข้อเท็จจริงว่ามีมากน้อยแค่ไหน แต่ที่ผ่านมาหลายคดีศาลฎีกาฯ ใช้เวลาพิจารณาทำคำพิพากษาไม่นาน ต้องรอศาลมีคำสั่งอีกครั้ง

ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจถึงบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านซอยโยธินพัฒนา 3 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร้องไห้ระหว่างไปทำบุญคล้ายวันเกิดที่วัดสระเกศ เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ขณะถูกตั้งคำถามจากสื่อมวลชนเรื่องคดีจำนำข้าว ทำให้สะเทือนใจจนร่ำไห้ออกมา ปรากฏว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 22 มิ.ย. มีประชาชนจำนวนมาก รวมตัวเดินทางเข้ามอบดอกไม้เพื่อเป็นกำลังใจให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกล่าวคำปลอบใจว่า “นายกฯ ไม่ต้องร้องไห้ สู้ๆๆๆนะ” แต่ประชาชนที่มอบดอกไม้กลับร้องไห้เสียเอง

“วิษณุ” ตีมึนยึดทรัพย์ “ปู” ไม่รู้ถึงไหน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ร้องขอคัดค้านการยึดทรัพย์ เพื่อให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งเข้าใจว่ากรรมบังคับคดี ยังไม่ถูกเบรกจากศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ยังเดินหน้าไปได้ แต่ไม่รู้ว่าไปถึงไหน เพราะยังไม่มีอะไรที่จะไปยึด เพราะไม่เจอว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอะไร

“วิษณุ” ลั่นใครโกงเงินวัดต้องรับผิด

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้าหารือกรณีทุจริตเงินอุดหนุนวัด ในวันที่ 23 มิ.ย. ว่า เหตุที่เรียกพบ เพราะเหมือนเรื่องจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องการสอบถามสิ่งที่เกิดขึ้นว่า ทำอะไรไปแล้ว และจะทำอะไรต่อไปบ้าง เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะดำเนินการทางปกครองและเรียกทรัพย์สินจากผู้ทุจริตคืน นายวิษณุตอบว่า ขอคุยกันก่อนอย่าเพิ่งไปพูด ตนไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาเขาโดยตรง แค่กำกับดูแล ต้องขอทราบรายละเอียดก่อน แต่คนที่กระทำผิดต้องรับผิดชอบแน่นอน ตนไม่รู้รายละเอียดอะไร นอกจากฟังจากโทรทัศน์ อ่านจากหนังสือพิมพ์ เลยอยากจะทราบว่าจริงๆมีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่ จึงขอคุยกับเขาก่อน

เชิญ ผอ.สำนักพุทธฯถกเงินทอน

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณี ป.ป.ช.สอบสวนการทุจริตเงินอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์ 12 วัด 12 คดีว่า กำลังขอสำนวนจาก ป.ป.ช.มาดูมีใครเกี่ยวข้องบ้าง ส่วนใหญ่เป็นฆราวาส ป.ป.ช.ยังตรวจพบว่ามีการทุจริตอีกประมาณ 60 วัด ต้องขอสำนวนมาดูด้วย วันที่ 23 มิ.ย. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะเชิญผู้อำนวยการ พศ.มาหารือ ขณะเดียวกัน ผอ.พศ.จะมารายงานเรื่องข้าราชการที่กระทำผิดด้วย สำหรับการป้องกันหากเกี่ยวข้องกับผู้บริหารภายใน พศ. เรามีกฎระเบียบข้อบังคับอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้ไปกราบสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อมฺพรมหาเถร) ท่านได้เปรยว่าเป็นห่วงเรื่องพระพุทธศาสนา ได้บอกไปว่าจะพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ให้กระทบกระเทือนพระพุทธศาสนา

แฉภาคใต้มีอีก 70 คดี มูลค่า 90 ล้าน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะวัดตามที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ปปป.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดี 12 สำนวนว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังไม่มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เนื่องจากพิจารณาไม่ทัน ต้องเลื่อนไปวันที่ 27 มิ.ย. แต่ยังเชื่อว่ามีหลักฐานเพียงพอตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ ป.ป.ช.ยังมีสำนวนไต่สวนข้อมูลทุจริตเงินอุดหนุนวัดในมืออีกอย่างน้อย 60-70 สำนวน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีมูลค่าความเสียหายรวม 90 ล้านบาท ขยายผลมาจากกรณีการบุกจับกุม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.สงขลา ปี 2558 มีโมเดล ทุจริตแบบเดียวกันคือ มีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำผิด โอนเงินอุดหนุนให้วัดเกินจำนวน แล้วเรียกเงินคืนจากวัดภายหลัง อาจเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ปรับวิธีการไต่สวน เพื่อบูรณาการข้อมูลให้ทำงานง่ายขึ้น เช่น ตั้งชุดเฉพาะกิจ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม ป.ป.ช.จะเห็นด้วยหรือไม่

ป.ป.ช.เชือดสรรพากรปากน้ำโกงแวต

นายสรรเสริญยังแถลงว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายพายุ สุขสดเขียว สรรพากรพื้นที่สมุทรปราการ 1 กับพวก ร่วมกันทุจริตขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ 1,113 ล้านบาท จากการไต่สวนพบว่า มีกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ ประกอบด้วย นายพายุร่วมกับบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แบ่งงานเป็นขบวนการ ร่วมกันจัดหาราษฎรเพื่อขอตั้งบริษัทส่งออก ทั้งที่ไม่มีการส่งออกสินค้าจริง นำใบกำกับ ภาษีปลอมไปยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่ตรวจสอบตามระเบียบที่กรมสรรพากรกำหนด จนมีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยมิชอบ 1,113,034,083 บาท ป.ป.ช.จึงมีมติให้ส่งรายงานไต่สวนไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อลงโทษทางวินัย และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญา ส่วนผู้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐมีความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด นอกจากนี้ยังพบว่ามีบุคคลที่ได้รับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยมิชอบ 23 ราย แต่ไม่พบว่าร่วมกระทำผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่บุคคลเหล่านี้ได้รับเงินจากการกระทำผิด อาจมีมูลความผิดฐานฟอกเงิน จึงให้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีฐานฟอกเงิน ให้ถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้มีเงินได้ ให้กรมสรรพากร เรียกเก็บภาษีเงินได้และเบี้ยปรับต่อไป

ฟัน “ชนม์สวัสดิ์” จ้างเก็บขยะผิด ก.ม.

นายสรรเสริญกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ยังมีมติชี้มูลความผิดนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการกับพวก กรณีทำสัญญาจ้างเก็บขยะและกวาดถนนเขตพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ ระยะสัญญา 5 ปีติดต่อกัน ก่อหนี้ผูกพันงบประมาณเกินกว่า 1 ปีงบประมาณโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ทำสัญญาว่าจ้าง “กิจการร่วมค้าปากน้ำเมืองสะอาด” ขนขยะและกวาดถนนในพื้นที่เทศบาลนครสมุทรปราการ ระยะเวลา 5 ปีติดต่อกัน วงเงิน 128 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีหนังสือทักท้วงไม่สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปี 2541 ให้นายชนม์สวัสดิ์ทราบแล้ว แต่กลับมิได้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบ ป.ป.ช.จึงมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยและความผิดทางอาญาเพื่อดำเนินคดีต่อไป

“ไก่อู” รับผิดคิวจ้อบัตรทอง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีการคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาทรักษาทุกโรค) ว่า หลังการประชุม ครม.ได้ชี้แจงว่า เมื่อแก้ไขกฎหมายนี้แล้วการซื้อยาของ สปสช.จำนวนมากจะได้ราคาที่ลดลง ราคาที่ลดลงนี้จะสนับสนุนบทบาทภารกิจของเอ็นจีโอ ทำให้เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. รมว.สาธารณสุขได้โทร.มาคุยกับตน พร้อมเรียนเรื่องนี้กับนายกฯยืนยันว่าไม่ได้พูด จึงเป็นการจับประเด็นที่ผิดพลาดของตน ทำให้คำนี้เหมือนจะออกมาจากปากของ รมว.สาธารณสุข และคงได้รับผลกระทบถูกกดดันพอสมควร จึงขออภัยที่ทำให้ท่านได้รับผลกระทบด้วย ส่วนการล้มเวทีประชาพิจารณ์ในหลายภาค เป็นสิ่งไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมข้อมูลจะดำเนินการอย่างไร ต้องยึดบรรทัดฐานของกฎหมายเป็นหลัก ขอฝากผู้ที่กระทำการว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการไปตามกระบวนการกฎหมาย