บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลือกส่ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิสางปัญหา มสธ. จับมือสภามหาวิทยาลัยแก้ธรรมาภิบาล

เสมา 1 ขู่ไม่จบเรื่องสั่ง “ล้างไพ่”

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นชอบให้ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) ให้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เป็นมหาวิทยาลัยที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาภายในได้นั้น ขณะนี้ ศธ.กำลังรอให้มีการประกาศชื่อมหาวิทยาลัยเพิ่มเติมในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่ง คสช.ใหม่ แต่เป็นการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยที่ผ่านมาได้มีการประกาศชื่อมหาวิทยาลัยที่ ศธ.ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาภายในแล้ว 4 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ มรภ.ชัยภูมิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และมหาวิทยาลัยบูรพา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาภายใน มสธ. ให้ตนพิจารณา 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก ตั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เข้าไปทดแทนกรรมการสภาฯที่ลาออก เพื่อให้สภาฯ ครบองค์คณะ และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก และทางเลือกที่ 2 คือ ล้างไพ่ยุบกรรมการสภาฯทั้งหมด แล้วตั้งกรรมการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งตนได้พิจารณาแล้วตัดสินใจเลือกทางเลือกแรก คือ ตั้งกรรมการสภาฯ 3 คน โดยได้ตรวจสอบรายชื่อแล้วมีความเป็นกลางแน่นอน ซึ่งทั้ง 3 คนจะเข้าไปทำงานสะสางสิ่งที่มีปัญหาร่วมกับกรรมการสภาฯที่เหลืออยู่ หากเข้าไปแล้วเห็นว่ามีปัญหาหนักมากไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะใช้ทางเลือกที่สอง ซึ่งเป็นมาตรการที่ไล่จากเบาไปหาหนัก

“ที่ต้องตรวจสอบความเป็นกลางของกรรมการทั้ง 3 คน เนื่องจากปัญหาภายใน มสธ.เป็นเรื่องของความขัดแย้งที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าไม่มีธรรมาภิบาล และหากกรรมการเข้าไปแล้วเห็นว่าเป็นปัญหาเรื้อรัง มหาวิทยาลัยไม่สามารถเดินหน้าไปได้ก็จะใช้มาตรการที่หนักขึ้น ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการอนุมัติปริญญาบัตรให้แก่นักศึกษาที่กำลังจบการศึกษาในปีการศึกษา 2559 และรอขออนุมัติปริญญาต่อสภามหาวิทยาลัยนั้น ไม่ต้องกังวล เพราะขั้นตอนต่างๆมีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว พอกรรมการสภาฯ ครบองค์ประชุมก็สามารถอนุมัติปริญญาได้เลย” นพ.ธีระเกียรติกล่าว.