บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กรรมการกฤษฎีกา (2)

โดย ซี.12

เขียนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วเห็นว่ายังมีสิ่งละอันพันละน้อยที่เพื่อนข้าราชการบางส่วนน่าจะได้รับรู้ทั่วกันเพราะว่าสักวันหนึ่งหน่วยงานของท่านอาจจะมีความจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับกฤษฎีกาบ้างก็ได้

หน้าที่หลักของคณะกรรมการกฤษฎีกากำหนดไว้ง่ายๆสั้นๆ 3 ข้อแต่ครอบจักรวาลคือ

(1) จัดทำร่างกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติของคณะรัฐมนตรี (2) รับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐหรือตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติของคณะรัฐมนตรี (3) เสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการให้มีกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย

กรรมการกฤษฎีกามีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี ผู้ที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งกลับมาได้อีกโดยไม่จำกัดวาระ ตอนนี้ก็มีอยู่หลายคนที่เป็นมากว่า 20 ปีแล้วมั้ง

มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ว่าให้กรรมการกฤษฎีกาประชุมปรึกษาหารือกันเป็นคณะ ซึ่งคณะหนึ่งๆ ต้องมีกรรมการกฤษฎีกาไม่น้อยกว่าสามคน และในกรณีที่มีปัญหาสำคัญให้กรรมการกฤษฎีกาประชุมปรึกษาหารือกันโดยที่ประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกา ซึ่งต้องมีกรรมการกฤษฎีกา มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการกฤษฎีกาทั้งหมด

ในการพิจารณาร่างกฎหมายให้กรรมการกฤษฎีกาคำนึงถึงความจำเป็น ความเป็นไปได้และขอบเขตที่จะต้องมีกฎหมายดังกล่าว ความสอดคล้องกับหลักกฎหมายและบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ความมีประสิทธิภาพของการจัดองค์กรและกลไกเพื่อการใช้บังคับกฎหมาย

ที่น่าประทับใจที่สุดคือการระบุว่าให้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการบริหารราชการ และ ภาระหรือความยุ่งยากของประชาชน หรือผู้ที่จะอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายนั้นด้วยและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องเหมาะสม

ในกรณีที่กรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าร่างกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับสาระ สำคัญของหลักการ หรือมีความเห็นขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนซึ่งมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กรรมการกฤษฎีกาจะเสนอความเห็นเพื่อขอให้ มีการทบทวนในหลักการเสียก่อน หรือจะปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ ดังกล่าวข้างต้นและรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไปก็ได้

จากบทบาทและภารกิจของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่บอกไว้ว่าครอบ จักรวาลในด้านกฎหมาย ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีบทบัญญัติว่าด้วย คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย ขึ้นมาด้วยในปี 2534 เพื่อทำหน้าที่เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ หรือกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในร่างกาย ทรัพย์สินหรือการประกอบอาชีพของประชาชนโดยไม่สมควร หรือก่อให้เกิดภาระแก่การประกอบอาชีพหรือธุรกิจของบุคคลโดยไม่จำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือการบริหารราชการ

เมื่อมองย้อนอดีตเข้าไปถึงเรื่องราวของการพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นต้องยอมรับว่าผู้ที่มีบทบาทสูงสุดคือ นายสมภพ โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ลำดับที่ 8 ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อปี 2522 ด้วย และมี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นเลขาคู่ใจในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ท่านรองสมภพ เป็นผู้ผลักดัน พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 ที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน โดยยกเลิกกฎหมายฉบับเก่าที่ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2476 และ พ.ศ.2510 ทั้ง 2 ฉบับ แล้วยกร่างใหม่ให้ทันโลกทันสมัย และได้เป็นผู้ลงนามรับ สนองพระบรมราชโองการ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ด้วยตัวเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

แล้วต้องบันทึกไว้ด้วยว่าเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาคนปัจจุบัน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคือ นายดิสทัต โหตระกิตย์ บุตรชายที่เป็นลูกไม้หล่น ไม่ไกลต้นของอดีตเลขาธิการสมภพนั่นเอง.

“ซี.12”