บริการข่าวไทยรัฐ

ถึงเวลารัฐชงปลดล็อกที่ดิน ส.ป.ก. 3 กิจการพลังงานใช้ประโยชน์ได้

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (บยศ.) ให้พิจารณาหาทางออกกรณีปัญหาการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ดำเนินการด้านพลังงาน ซึ่งถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนมาก หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุด ได้พิพากษาให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (บอร์ด ส.ป.ก.) ที่ยินยอมให้นำทรัพยากรธรรมชาติ ในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตร ซึ่งทำให้ต้องหยุดการผลิตปิโตรเลียมบนบกของ 7 บริษัททันที โดยมีมูลค่าการผลิตวันละ 50 ล้านบาท และมีผลกระทบต่อเนื่องถึงการส่งรายได้ค่าภาคหลวง และภาษีให้ท้องถิ่นด้วย

“กรณีแหล่งสิริกิติ์ อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร ได้สัมปทานเมื่อปี 2520 กว่าๆ สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่การประกาศปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเกิดขึ้นเมื่อปี 2530 กว่าๆ ซึ่งผู้ได้รับสัมปทานเช่าที่ดิน รับคนพื้นที่ทำงาน ชาวบ้านมีรายได้ และมีภาษีเข้าท้องถิ่น ดังนั้นจึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเกี่ยวกับการใช้ดินที่ ส.ป.ก.”

ทั้งนี้ การแก้ปัญหามี 4 แนวทางคือ 1.ประกาศเพิกถอนพื้นที่ ส.ป.ก. ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นที่ราชพัสดุ และรายได้จะเข้ากระทรวงการคลัง เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์ 2.แก้กฎหมาย ซึ่งใช้เวลานาน 3.ใช้อำนาจตามมาตรา 19 มาตรา 30 ของ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยออกระเบียบมาแก้ปัญหา ซึ่งจะปลดล็อกกรณีกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่ตั้งในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ แต่ปลดล็อกการทำปิโตรเลียมและแร่ไม่ได้ เพราะนำทรัพยากรไปใช้ตามกฎหมายอื่น และ 4.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งทุกแนวทางต้องปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองและสิ่งแวดล้อม ไม่มีข้อยกเว้น

นายวิษณุกล่าวว่า ในวันนี้ (20 มิ.ย.) จะเสนอ 4 แนวทางให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ให้ 3 กิจการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ได้ คือ ปิโตรเลียม พลังงานทดแทน และแร่ โดยมี 7 ประเด็นตามที่นายกฯสั่งการ คือ 1.จำกัดขอบเขตเฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก.ที่เป็นปัญหาเท่านั้น ไม่ครอบคลุมพื้นที่ ส.ป.ก.อื่น 2.พื้นที่ที่นำมาใช้ ต้องมีสภาพไม่อุดมสมบูรณ์ 3.มีการลงทุนสูง และเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานเดิม ไม่ใช่สัญญาใหม่ 4.เกิดประโยชน์กับสาธารณะ 5.มีผลประโยชน์ตอบแทนเกษตรกร 6.พิจารณาผลเสียและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และ 7.ไม่ให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เป็นผู้อนุญาต แต่ต้องเสนอตามขั้นตอน โดยรายงานขึ้นมาจากอำเภอ จังหวัด และเข้าคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินที่มี รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน แล้วเสนอเข้า ครม. และต้องออกเป็นกฎกระทรวงด้วย.