บริการข่าวไทยรัฐ

ชาวสวนเมืองตรังน้ำตาตก ราคาน้ำยางร่วง รายได้ไม่พอรายจ่าย

ชาวสวนยางตรังน้ำตาตก ราคาร่วง ซ้ำร้ายเจอวิกฤติฝนตก กรีดได้ไม่ถึง 10 วันในรอบเดือน รายได้ไม่พอรายจ่าย ขณะที่ อดีต ส.ส.ตรัง เตรียมชง กยท.ตั้งบริษัทการยางฯ แข่งกับเอกชน เพื่อเป็นการถ่วงดุลราคา ...

วันที่ 18 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ จ.ตรัง ลงพื้นที่สำรวจตามจุดรับซื้อน้ำยางสด ถึงบรรยากาศการซื้อขายน้ำยาง หลังจากราคาตกลงมาอย่างต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ จาก 60 บาท ร่วงลงมาถึง 45 บาท ทำเอาชาวสวนยางน้ำตาตกไปตามๆ กัน 

นายชัยรัตน์ อ่อนสนิท อายุ 52 ปี ชาว ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรัง เปิดเผย ขณะขับรถพ่วงข้างบรรทุกแกลลอนบรรจุน้ำยางสดมาขายในพื้นที่ ม.11 บ้านสะพานไทร ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรัง ว่า วันนี้ราคาน้ำยางสดอยู่ที่ 49 ต่อ กก. ตนเองมีลูก 3 คน อยู่ในวัยเรียนทั้งหมด ตนยึดอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา หลังขายน้ำยางแบ่งกับเจ้าของสวนแล้ว ได้วันละ 300 บาท ภาระที่ต้องรับผิดชอบมากมายในช่วงวิกฤติยางพารานี้ ตัวคนเดียว สามารถอยู่ได้ แต่ลูกและครอบครัวไม่สามารถอยู่ได้ แต่ถ้าน้ำยางอยู่ในราคา กิโลกรัมละ 60 บาท ก็พออยู่ไหว รวมทั้งในปี 2560 นี้ อาทิตย์หนึ่งฝนตก 4 วัน ได้กรีดแค่ 3 วัน เลยต้องหาอาชีพเสริม ไม่อย่างนั้นครอบครัวอยู่ไม่ได้ และในช่วงราคายางพาราตกต่ำนี้ ไม่อยากฝากอะไรไปยังผู้ที่มีอำนาจ รวมถึงรัฐบาล เพราะไม่สามารถช่วยอะไรได้ ที่ผ่านมาช่วยแบบไฟไหม้ฟางได้สักพักหนึ่ง แต่ระยะยาวไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

ขณะที่ นางกรรณิกา บุญชู อายุ 37 ปี เจ้าของสวนยางพารา เล่าว่า ครอบครัวตนมีอยู่ 4 คน ตนเองมียางพาราอยู่ 700 ต้น ช่วงนี้ต้องยอมรับว่า รายรับไม่พอกับรายจ่าย แต่ดีที่เป็นสวนของตัวเองไม่ต้องแบ่งกับใคร วิงวอนขอให้ราคาขึ้นกว่านี้หน่อย โดยในปีนี้ดินฟ้าอากาศไม่ปกติ ฝนจะตกแดดจะออกเรากำหนดไม่ได้ หากฝนตกติดต่อกันทุกวัน รายได้ไม่มีเข้ามาเลย ยิ่งข้าวของช่วงนี้มีราคาแพง เนื้อหมูกิโลกรัมละ 103 บาท อยู่ยาก แต่ถ้าหากยึดอาชีพกรีดยางพาราอย่างเดียว ต้องยึดหลักตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ก็สามารถอยู่รอดได้

ส่วน นางเจริญ กวางทะวาย อายุ 49 ปี แม่ค้าขายเนื้อหมู เผยว่า ช่วงนี้หมูขายยากมาก ผลพวงจากราคายางตกต่ำ ช่วงนี้แค่ซีกตัวยังขายไม่หมด และส่วนหนึ่งค้างค่าหมูไว้ก่อน จนกว่าจะกรีดยางได้ ซึ่งแผงขายหมูของตนอยู่ใกล้กับจุดรับซื้อน้ำยาง

ต่อมา ที่ศูนย์ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 น.พ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต ส.ส.ตรัง กล่าวว่า ปัญหาราคายางในปัจจุบัน คือ ความไม่มีเสถียรภาพ จะเห็นว่าราคายางขึ้น-ลงรวดเร็วมาก โดยเฉพาะบางวันลงไปตั้ง 5 บาทต่อ กก. ช่วงที่ผ่านมาแค่ 1 สัปดาห์ ลงไปตั้ง 10 กว่าบาท ทำให้เห็นได้ชัดว่า ราคายางขึ้น-ลงตามใจของพ่อค้ามากกว่าจะสะท้อนอุปสงค์-อุปทานที่แท้จริง ที่พ่อค้าทำเช่นนี้ได้ เพราะไม่มีกลไกราคาอะไรที่จะไปถ่วงดุล จึงหากำไรได้ตามอำเภอใจ ทำความเดือดร้อนให้เกษตรกรมาโดยตลอด

หมอสุกิจ กล่าวต่อไปว่า การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาราคายางให้มีเสถียรภาพ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยทำได้ และดูเหมือนจะยิ่งแย่กว่าในอดีตตอนที่ไม่มี กยท.เสียด้วยซ้ำ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า ไม่รู้จะมี กยท.ไว้ทำไม ตนจึงขอเสนอให้ กยท. ตั้งบริษัทค้ายางพาราเพื่อทำธุรกิจค้าขายยาง ตาม พ.ร.บ.การยางมาตรา 10 ที่บอกว่า กยท. สามารถจัดตั้งบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพาราได้

ทั้งนี้ เมื่อมีการจัดตั้งบริษัทค้ายางของ กยท. จะทำให้ กยท. ได้เข้าไปแข่งขันราคากับบริษัทเอกชน เป็นการถ่วงดุลราคา ไม่ให้บริษัทเอกชนตั้งราคาได้ตามใจตัวเองอีกต่อไป และเพื่อความมั่นคง ตนขอเสนอให้รัฐบาลเข้าไปถือหุ้นด้วย เพื่อรัฐบาลจะได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้สะดวกขึ้นอีกทางหนึ่ง ส่วน 4 มาตรการที่รัฐบาลเสนอมา ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อเกษตรกรและพ่อค้า แต่ทั้ง 4 มาตรการไม่สามารถทำให้ราคายางพาราดีขึ้นได้แต่อย่างใด.