บริการข่าวไทยรัฐ

วัยรุ่นต้องรู้! รพ.รัฐ รับฝังยาคุมกำเนิดฟรี ป้องกันท้องก่อนวัยอันควร

จากกรณีกระแสบนโลกโซเชียล ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย ถึงแฮชแท็ก (Hastag) #...ได้ก็เลี้ยงได้ บนทวิตเตอร์ ว่าการมีเซ็กซ์แล้วพลาดจนเกิดตั้งครรภ์ ในเด็กวัยรุ่นที่อายุไม่ถึง 20 ปี แต่ไม่ได้ทอดทิ้งเด็ก เป็นสิ่งที่น่ายกย่องชื่นชม

นอกจากนี้ มีคุณแม่วัยใสออกมาโพสต์ข้อความอย่างภาคภูมิใจว่า เจ้าตัวมีความรับผิดชอบ เลี้ยงดูลูก จนขณะนี้ ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอย่างหนัก โดยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ 'ไทยรัฐออนไลน์' ขอเปิดประเด็น นำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และน่าสนใจสำหรับวัยรุ่นที่อายุไม่ถึง 20 ปี มาให้ทุกคนได้ทราบกัน

อายุ 10-20 ปี มีสิทธิรับบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ พร้อมสวัสดิการจากรัฐได้ทันที

ล่าสุด มี พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มาช่วยแก้ไขปัญหาแล้ว โดยกำหนดให้วัยรุ่นอายุ 10-20 ปี รับบริการ และขอคำปรึกษาได้ฟรีกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ

นางสาวขนิษฐา ขำศิริ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ฝ่ายวางแผนครอบครัว แผนกสูติ-นรีเวชกรรม กล่าวว่า ปัจจุบัน ได้มี พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น กำหนดให้โรงพยาบาลหรือสถานบริการ ต้องช่วยเหลือให้คำปรึกษาปัญหาการตั้งครรภ์ ทั้งการคุมกำเนิด และการวางแผนครอบครัว สำหรับวัยรุ่นอายุ 10-20 ปี โดยสามารถรับบริการได้ทุกโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การคุมกำเนิด ที่สามารถขอรับบริการได้ฟรี สำหรับวัยรุ่นอายุ 10-20 ปี คือ การใช้ยาฝังคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวร โดยฝังไว้ใต้ผิวหนัง ท้องแขน มีทั้งแบบชนิด 3 ปี และ 5 ปี

นางสาวขนิษฐา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวมองว่า การมีเพศสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้แล้วในเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทางที่ดีควรจะหันมาป้องกันการตั้งครรภ์ เช่นการคุมกำเนิด หรือใช้ถุงยางอนามัย ไม่ควรมาแก้ไขภายหลัง เพราะปัญหาไม่ได้จบที่การคลอดลูก ต้องมองถึงอนาคตว่า จะดูแลลูกอย่างไร สุดท้าย ภาระก็จะตกที่พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือหากไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ก็จะเกิดปัญหาการทอดทิ้งเด็กตามมา มีแต่ปัญหาทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ได้สอบถามไปยังสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้แล้วกับสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐ และมีผลรวมไปถึงสถานศึกษา โดยจะต้องจัดสอนเพศศึกษา ช่วยเหลือวัยรุ่นตั้งครรภ์ให้เรียนได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องลาออก รวมทั้งหน่วยงานสวัสดิการสังคม ที่จะต้องดูแล ฝึกอาชีพ จัดหางานให้แก่วัยรุ่นตั้งครรภ์ และการจัดหาครอบครัวทดแทนให้ในรายที่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้เองอีกด้วย

สำหรับวัยรุ่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ แนะนำว่า อย่ายุติการตั้งครรภ์เอง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อยามาใช้เอง หรือใช้บริการคลินิกเถื่อน ไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาที่ดี หากมีปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม หรือปัญหาเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่นโรคเอดส์ มีทางออกแน่นอน สามารถขอรับคำปรึกษากับสายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม โทร. 1663 ซึ่งเป็นความร่วมมือกัน โดยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และมูลนิธิแพธทูเฮลท์ (path2health) อยู่ในการควบคุมของกรมอนามัย ในการดูแลให้คำปรึกษาปัญหาในรูปแบบนิรนาม เก็บข้อมูลเป็นความลับ เพื่อให้วัยรุ่นสบายใจทุกครั้งในการขอคำปรึกษา

เป็นคุณแม่วัยใส ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ทั้งนี้ หากใครคิดจะเป็นคุณแม่ตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ควรตัดสินใจให้ดี เพราะมันไม่ง่ายอย่างที่คิด กับชีวิตเด็กทั้งคน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

คุณแม่วัยใสรายหนึ่งได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก เล่าถึงประสบการร์การเป็นแม่ของตนเอง โดยเผยว่า การเลี้ยงลูกด้วยตนเองนั้น เหนื่อยและยากลำบากมาก เสียโอกาสไปหลายๆ อย่างในชีวิต อยากบอกวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ และภูมิใจ เต็มใจรับผิดชอบว่า เป็นความคิดที่ดี ที่ทำพลาดแล้วรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จะต้องไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน ต้องไม่ทำให้พ่อแม่ต้องมาเหนื่อยกับเรา “บางครั้งก็รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป มันหมดโอกาสในชีวิตไปเยอะ เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมถึงควรจะบรรลุนิติภาวะก่อน”

นอกจากนี้ ยังได้โพสต์อีกว่า ตนยังเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ หากเทียบกับคนอายุมากกว่า เพราะผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเยอะ สามารถเลี้ยงดูลูกได้ดีกว่า ดังนั้น ไม่สนับสนุนให้มีลูกในวัยเรียน แต่ถ้าหากพลาดมาแล้ว ก็สามารถหาหนทางแก้ไขได้ ขอเป็นกำลังใจให้วัยรุ่นทุกคน

5 วิธีป้องกันง่ายๆ พิชิตการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

1. ใช้ถุงยางอนามัย การใช้ถุงยางอนามัย เป็นวิธีที่ง่าย และมีประสิทธิภาพที่สุด ที่จะป้องกันการตั้งครรภ์ ที่สำคัญ ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ไม่ต้องไปรับประทานยาสารพัดเพื่อป้องกันโรค แถมยังมีสารหล่อหลื่น เพิ่มความพอใจในการร่วมเพศได้อีกด้วย โดยประเทศไทย มีจำหน่ายอยู่ 2 ขนาด คือ 49 และ 52 มม. โดยถุงยางส่วนใหญ่ 1 กล่องจะมี 3 ชิ้น ราคาเริ่มต้นที่ 45-70 บาท แล้วแต่ขนาดและยี่ห้อ พอๆ กับอาหาร 1 มื้อ หาซื้อง่ายมาก มีตามร้านขายยาและร้านค้าสะดวกซื้อทั่วไป

2. ยาคุมกำเนิด วัยรุ่นอาจต้องใช้ความจำ หรือจดบันทึกกันสักเล็กน้อย เพราะยาคุมกำเนิด จะต้องกินตั้งแต่ช่วงวันแรก ถึงวันที่ 5 ของการมีประจำเดือน โดยยาคุมกำเนิด มี 2 ชนิด คือ 21 วัน และ 28 วัน ซึ่ง 7 เม็ดที่เพิ่มขึ้นมานั้น คือเม็ดแป้ง ไว้เผื่อกันลืมกินยาคุม วิธีการกินยาคุม คือ เรียงลำดับตามลูกศรบนแผงยา ตั้งแต่เม็ดแรกยันเม็ดสุดท้าย และควรเป็นเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน ไม่ควรกินตามใจชอบ แต่ก็ต้องระวังอาการข้างเคียงในช่วงแรกๆ บ้าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นต้น มีจำหน่ายตามร้านขายยา ราคาตั้งแต่ 100-300 บาท

3. ยาคุมฉุกเฉิน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ฉุกเฉิน” ดังนั้น จะเหมาะสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น ยาคุมฉุกเฉิน จะมีปริมาณฮอร์โมนต่อเม็ดสูงกว่าปกติ 1 กล่อง มี 2 เม็ด โดยจะต้องกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง และต้องกินยาเม็ดที่ 2 หลังจากกินเม็ดแรกไม่เกิน 12 ชั่วโมง มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรถ์ได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ มีจำหน่ายที่ร้านขายยา ราคาตั้งแต่ 45-50 บาท แต่ควรระวังผลข้างเคียง ทั้งประจำเดือนคลาดเคลื่อน มีเลือดออกบ้างระหว่างเดือน มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัว ไม่ต้องตกใจ ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาใดๆ เพิ่มเติม

4. ยาฝังคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยตัวยาจะบรรจุไว้ในหลอดหรือแท่งพลาสติก ขนาดเท่าไม้จิ้มฟัน ฝังเข้าไปในบริเวณใต้ผิวหนัง ท้องแขน จากนั้น ตัวยาจะกระจายเข้าสู่ร่างกาย ไปยับยั้งการเจริญเติบโตของไข่ ทำให้ไม่มีการตกไข่ ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ มีทั้งแบบชนิด 3 ปี และ 5 ปี โดยขอรับบริการได้ที่สถานบริการ หรือโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งวิธีนี้ กำลังได้รับความนิยมในวัยรุ่น เพราะปกติ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝัง ประมาณ 2,500 บาท แต่สำหรับวัยรุ่นอายุไม่ถึง 20 ปี สามารถขอรับบริการได้ฟรี!

5. ยาคุมกำเนิดแบบฉีด 3 เดือน เป็นยาคุมกำเนิด ที่จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่สะโพก หรือต้นแขน ทำให้สามารถควบคุมไม่ให้ตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน มีความปลอดภัยในการคุมกำเนิดสูง แต่จะต้องได้รับการพิจารณาจากแพทย์ก่อน ยานี้เมื่อฉีดไปสักระยะ อาจทำให้ไม่มีประจำเดือนเลย โดยสามารถรับบริการได้ตามสถานบริการ และโรงพยาบาล ราคา 200-400 บาท

หยุดซ้ำเติมเด็ก! ผู้ปกครองควรดูแลลูก อย่าทำให้เด็กรู้สึกแย่ 

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า ในเมื่อไม่สามารถควบคุมการมีเพศสัมพันธ์ได้ ผู้ใหญ่ หรือสถาบันการศึกษา ก็ควรจะต้องสอนให้รู้จัก “Safe sex” ได้แล้ว อย่างเช่น การใช้ถุงยางอนามัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งการตั้งครรภ์ และโรคติดต่อต่างๆ เพราะหากผิดพลาดไปแล้ว ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ 

นอกจากนี้ องค์กรอนามัยโลก เปิดเผยข้อมูลการประเมิน ถึงช่วงอายุที่เหมาะสมกับการตั้งครรภ์ คือ 20 ปีขึ้นไป เพราะมีร่างกายที่สมบูรณ์แล้ว และสามารถดูแลรับผิดชอบตัวเองได้ รวมทั้งผู้ปกครอง ก็ควรพูดคุยอย่างใจเย็น ให้คำแนะนำที่ดี ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ และซ้ำเติมเอง เพราะอาจสามารถเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้ (จูนทัศนคติสักนิด! กระแสท้องในวัยเรียน ห้ามไม่ได้ก็ต้องรู้จัก Safe sex)