บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มุมมองนักกฎหมาย แม่บทใหม่รีเซ็ต กกต.

ดร.ภูมิ โชคเหมาะ


หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก 177 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบผ่านร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ถือว่า ยกแรกแห่งการส่งสัญญาณรีเซ็ต หรือเซ็ตซีโร่ ปล่อยหมัดน็อก กกต. ได้เริ่มขึ้นแล้ว

เท่านั้นไม่พอ มติเสียงข้างมากของ สนช. 161 ต่อ 15 เสียง ยังเห็นด้วยกับมาตรา 70 ของร่าง พ.ร.บ.เดียวกัน โดยให้ กกต.ชุดปัจจุบัน พ้นจากตำแหน่งทันทีที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ แต่ให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

หมากเกมนี้ หาก กกต.ชุดปัจจุบัน และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่คัดค้านมติดังกล่าวของ สนช. ตามไทม์ไลน์ หรือขั้นตอนปฏิบัติต่อไป สามารถส่งร่างกฎหมายนี้ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ทันที

แต่หาก กกต.คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับการตรากฎหมายดังกล่าว เพราะเห็นว่าไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของประชาชน ผลอาจจะออกมาในรูปของการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม ระหว่าง สนช. กับ กรธ. หรืออาจจะมีช่องทางอื่นใด ที่ กกต.ชุดปัจจุบันหาทางงัดออกมาแก้เกม

การรีเซ็ต หรือเซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งชุด ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดูเหมือนสังคมยังคงมีหลายคำถามค้างคาใจ

เป็นต้นว่า ถือเป็นการตรากฎหมายที่มีมาตรฐานหรือไม่ สิ่งที่ทำนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และหลักนิติธรรมหรือเปล่า รวมทั้งคำถามที่หลายคนคันยิกในหัวใจ...เป็นไปได้หรือไม่ ที่ คสช. อาจใช้กฎหมายใหม่เปิดทางเพื่อส่งคนของตนเข้าไปแทรกแซงทำหน้าที่ใน กกต.ชุดใหม่

เพราะสังเกตได้ว่า เนื้อหาใน ม.70 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.ได้แก้ไข ระบุไว้ใจความว่า

ให้ประธาน กกต. และ กกต. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต. และกรรมการ กกต. ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

เพื่อความเข้าใจตรงกัน...ให้ขีดเส้นใต้ไว้หลายๆเส้นตรงคำว่า พ้นจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ใน ม.11, 12 และ 28 เช่น ใน ม.11 ได้กำหนดให้กรรมการสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็น กกต. ต้องมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์ สุจริต มีความเข้าใจในภารกิจของ กกต. และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่ หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

ส่วน ม.12 บัญญัติเปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหาฯ สามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ยื่นใบสมัครเป็น กกต. ต่อคณะกรรมการสรรหา เข้ามาร่วมรับการสรรหาเป็น กกต.ได้ ซึ่งถือเป็นการกำหนดรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

เนื้อหาในมาตรานี้ บัญญัติไว้ใจความว่า

ในการสรรหากรรมการ กกต. ให้คณะกรรมการสรรหาฯปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และไม่มีพฤติการณ์ฝักใฝ่ หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

และนอกจากการประกาศรับสมัครผู้ดำรงตำแหน่ง กกต.แล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาจากบุคคลซึ่งมีความเหมาะสมทั่วไปได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น โดยคำนึงถึงความหลากหลายของประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละด้าน

ทั้งนี้ เพียงกำหนดให้กรรมการสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. ต้อง บันทึกเหตุผล ที่ตนเองได้ลงมติเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาเป็น กกต.ด้วยเท่านั้นเอง

ส่วน ม.28 บัญญัติไว้ใจความว่า กกต.สามารถแต่งตั้ง ผู้ตรวจการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด เพื่อทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้แก่ กกต.กลาง ในระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว.

โดยระบุคุณสมบัติไว้ว่า ผู้ตรวจการเลือกตั้งต้องไม่เป็นข้าราชการ หรือไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้งครั้งนั้น และที่สำคัญต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้สมัคร ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

ซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน่วยเลือกตั้ง และการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง และพรรคการเมือง เพื่อรายงานให้ กกต.กลางทราบ

รองศาสตราจารย์ ดร.ภูมิ โชคเหมาะ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ความเห็นว่า

“กรณีของกฎหมาย กกต.ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มาของ กกต.ใหม่ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับการทำงานของ กกต.ชุดปัจจุบัน ถามว่าจำเป็นมั้ยที่ต้องเซ็ตซีโร่ กกต.ชุดนี้ ตามความเห็นส่วนตัว ถ้าจะมีการปฏิรูป ผมอยากใช้คำว่า คงต้องเสียสละ”

ดร.ภูมิบอกว่า เท่าที่รู้มา ได้มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.ให้สูงขึ้นด้วย ยกตัวอย่าง ในอดีตเมื่อปี 2550 ผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการระดับรองศาสตราจารย์ทางด้านต่างๆ ก็ถือว่ามีคุณสมบัติสามารถได้รับการสรรหามาเป็น กกต.ได้แล้ว แต่ตามกฎหมายใหม่ หากสรรหาจากผู้มีตำแหน่งทางวิชาการ มีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต.ไว้ ตั้งแต่ระดับศาสตราจารย์ขึ้นไป เป็นต้น

ส่วนประเด็นที่หลายคนยังคาใจว่า บุคคลที่จะได้รับการสรรหามาเป็น กกต. สามารถสรรหาจากผู้ที่ไม่ได้มาในระบบ หรือเปิดช่องให้คณะกรรมการสรรหาฯ สามารถเสนอชื่อบุคคลภายนอกที่ไม่ได้ยื่นใบสมัครเป็น กกต. เข้ามาร่วมรับการสรรหาเป็น กกต.ได้ด้วยนั้น

ดร.ภูมิมองว่า ถ้ามองแบบใจเป็นกลาง ที่ผ่านมารูปแบบการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่ง กกต. ส่วนใหญ่ได้มาจากการสนับสนุนของภาคการเมือง

“เราคงต้องยอมรับกันว่า ในเมื่อการเมืองระบบเดิมเหมือนถึงทางตัน หรือเดินหน้าต่อไม่ได้แล้ว จึงถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ที่จะเขียนกฎหมายออกมาอย่างไร นอกจากสามารถแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมืองได้ ยังต้องไม่ถูกมองว่า เป็นการรับใช้เผด็จการด้วย”

“ผมว่าทั้งฝ่ายที่เขียน และผ่านร่างกฎหมายใหม่ กกต.ออกมา มีเจตนารมณ์ต้องการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การให้ผู้แทนฝ่ายทหารมาเป็นคณะกรรมการร่วมกับพลเรือน หรือให้ทหารเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงฝ่ายการเมืองนั้น แม้อาจมองกันว่า เป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ แต่ถ้ามันทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ผมว่าก็น่าจะเป็นคุณกว่าการที่บ้านเมืองถึงทางตัน แล้วประชาชนไม่ได้ประโยชน์อันใด” ดร.ภูมิให้ความเห็นทิ้งท้าย.