บริการข่าวไทยรัฐ

ฟังจากปากยาย ‘น้องต๋อง’นร.เทคนิคสู้ชีวิต แม่อุ้มน้อง8เดือนมาให้เลี้ยง

เปิดชีวิต “น้องต๋อง” หนุ่มน้อยนักเรียนเทคนิคที่ต้องเลี้ยงดูน้องชายวัย 8 เดือนที่แม่มาทิ้งไว้ ออกทำงานหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้านที่อยู่กับยายวัย 65 ปี หาเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน ซื้อนมให้น้อง ไม่เคยมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นภาระ...

จากเรื่องราวของหนุ่มน้อยนักเรียนเทคนิค วัย 16 ปี ชาวสมุทรสาคร ที่ชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้ทำงานหาเงินส่งตัวเองให้ได้เรียนหนงสือ ทั้งยังต้องดูแลยายและน้องอายุ 8 เดือน ที่ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.60 นั้น ผู้สื่อข่าวได้ไปพบกับ นายนพรัตน์ จักรมา หรือน้องต๋อง อายุ 16 ปี นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร ชั้น ปวช.ปี 1 พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 98 หมู่ 6 ต.บางกระเจ้า อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พบว่าสภาพบ้านของน้องต๋องที่อาศัยอยู่กับยาย และยังมีน้องชายวัย 8 เดือน นั้นเป็นบ้านเก่าชำรุดทรุดโทรม หลังคามุงด้วยสังกะสีและตับจากพอกันแดดกันฝนได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั่วทั้งหลัง พื้นไม้ภายในบ้านก็ต้องค่อยๆ เดิน รอบบ้านแวดล้อมไปด้วยต้นจากและบึงน้ำ ยังดีที่บ้านที่ปลูกอยู่นั้นสร้างบนที่ดินที่เป็นของญาติกัน

น้องต๋องเล่าว่า ตนเองกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้น ปวช.ปี 1 สาขาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร อาศัยอยู่กับนางยุพา วรรณกี้ อายุ 65 ปี ผู้เป็นยายและเด็กชายภาคิน เวียงสันเทียะ อายุ 8 เดือน เป็นน้องชายต่างบิดา โดยตนได้ออกหางานทำเป็นรายได้พิเศษตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อหาเงินไว้ใช้เรียนหนังสือและซื้อข้าวกินกับยาย โดยได้เข้าไปเป็นพนักงานของคุ้งน้ำรีสอร์ต ทำงานทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 06.30 – 15.30 น. ต่อมาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม่ได้เอาน้องชายมาให้ยายเลี้ยงอีกคน ทำให้ตนต้องหางานพิเศษทำเพิ่ม เพื่อหาเงินมาซื้อนมให้น้อง จึงไปรับจ้างที่ร้านขายหมูกระทะทุกวันหลังเลิกเรียน เมื่อเสร็จจากร้านหมูกระทะตอนประมาณ 4 ทุ่มก็จะกลับเข้าบ้านดูน้อง ดูยาย ทำการบ้าน แล้วอาบน้ำนอน พอเช้าจะดูแลน้อง ทำความสะอาด อาบน้ำให้น้องก่อน จากนั้นจึงจะแต่งตัวไปโรงเรียน

ขณะที่ยายยุพาเล่าว่า เลี้ยงดูน้องต๋องมาตั้งแต่อายุประมาณ 1 ขวบ หลังจากที่พ่อกับแม่แยกทางกันและก็ไม่เคยมีใครกลับมาดูน้องต๋องอีกเลย ซึ่งในอดีตตนพอทำงานได้บ้าง ทางครอบครัวแม้จะยากจนแต่ก็ไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก จนอายุมากขึ้นก็หันไปเย็บตับจากขายมีรายได้วันละ 70 – 100 บาท ส่วนน้องต๋องออกหางานทำเป็นรายได้พิเศษในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ เงินที่ได้มาก็จะเอามาให้ยายเก็บไว้ซื้ออาหาร ยารักษาโรค และเรียนหนังสือ

"จนกระทั่งเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว แม่ของน้องต๋องกลับมาที่บ้านอีกครั้งหลังจากที่หายไปนานหลายปี แต่การกลับมาคราวนี้ก็ได้อุ้มน้องพอร์ตน้องชายต่างพ่อของน้องต๋องกลับมาทิ้งไว้ให้ตนเลี้ยง ซึ่งทีแรกก็บอกว่าจะส่งเงินเป็นค่านมมาให้ทุกเดือน แต่ส่งมาให้แค่สองครั้งแล้วก็หายไป โทรศัพท์ไปหาแต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก ตนก็ต้องเลี้ยงดูเรื่อยมา ส่วนน้องต๋องเองต้องหางานทำมากขึ้น เงินที่ตั้งใจว่าจะเก็บไว้สำหรับใช้ซื้ออุปกรณ์การเรียนก็ต้องเอาออกมาซื้อนมให้น้องชาย อีกอย่างน้องพอร์ตต้องกินนมแบบพิเศษไม่สามารถกินนมผงนมวัวแบบทั่วไปได้ เพราะแพ้นมวัว เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเกิดอาการคัน แล้วเด็กก็จะเอามือไปเกาจนเกิดเป็นแผลพุพอง แต่นมแบบพิเศษนั้นก็จะมีราคาแพงกว่านมปกติทั่วไป จึงเป็นอีกหนึ่งภาระที่น้องต๋องต้องแบกรับมา"

นางยุพา กล่าวอีกว่า รู้สึกสงสารหลานชายทั้งสองคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะน้องต๋องที่ต้องมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ต้องมาทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูยาย เลี้ยงน้อง และส่งตัวเองเรียนหนังสือ ซึ่งแต่ละวันกว่าหลานชายจะกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำ เพราะไปทำงานพิเศษที่ร้านหมูกระทะ เมื่อมาถึงบ้านก็ทำการบ้านเข้านอน เช้าก็ต้องรีบไปโรงเรียน แทบจะไม่มีเวลาได้เห็นหน้าน้อง แต่ก็ยังนับว่าน้องต๋องยังพอจะโชคดีอยู่บ้างที่มีลุง ซึ่งเป็นลูกชายคนที่ 3 ของตนคอยช่วยเหลือในเรื่องของค่าเทอมที่ไม่ได้มากอะไรนัก ส่วนที่เหลือทั้งค่ากินของ 3 ชีวิต ค่านมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งน้องต๋องต้องเป็นคนหามาเองทั้งหมด ขณะที่ตนเองก็ยังนับว่าโชคดีที่มีหลานชายอย่างน้องต๋องที่เป็นเด็กดี มีความประพฤติเรียบร้อย ขยันขันแข็ง ไม่เกเร ตั้งใจเล่าเรียนและมีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งน้อง ไม่ทิ้งยาย ซึ่งในส่วนความตั้งใจของยายนั้นก็อยากจะเห็นน้องต๋องเรียนให้สูงๆ ในอนาคตจะได้ไม่ลำบาก

ด้านน้องต๋อง บอกอีกว่า ทุกวันนี้ตนเองไม่เคยมองว่ายายกับน้องชายเป็นภาระอะไรเลย ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อประมาณ 2 วันที่แล้วนั้น ก็มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน พม.สมุทรสาคร พร้อมกับ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวฯ เข้ามาเยี่ยมและมอบสิ่งของกับเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ทางด้านของวิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร ก็มอบทุนการศึกษาให้ในวันไหว้ครูเป็นเงิน 5,000 บาท ขณะที่ความฝันของตนเองก็อยากจะเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้มีงานทำดีๆ มีรายได้มาดูแลยายและน้อง ส่วนสิ่งที่ตนเองต้องการอย่างมากในตอนนี้ก็คงเป็นโน้ตบุ๊กสำหรับใช้เพื่อการเรียนแต่ละวิชา และเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับสาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ เพราะต้องกลับมาทำงานที่บ้านเพื่อส่งอาจารย์ อีกอย่างคือ นมผงของน้องชายที่ต้องเป็นชนิดพิเศษสำหรับเด็กที่แพ้นมวัว ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือครอบครัวนายนพรัตน์ จักรมา หรือ น้องต๋อง สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 06-2461-0028 หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขาศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร หมายเลข 986–1–21375–9 ชื่อบัญชี นายนพรัตน์ จักรมา.