บริการข่าวไทยรัฐ

ปากบอกว่าไม่ แต่ใจบอกว่าใช่

โดย เมอร์ลิน

หลายครั้งที่ผู้หญิงมีอาการ “ปากกับใจไม่ตรงกัน” นี่พูดถึงเฉพาะกรณีเรื่องความรักนะ ไม่ได้นับเรื่องอื่น อาการนี้จึงเกิดได้บ่อยและไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ดูตัวอย่างจากละครก็ได้ ตัวละครชายถามภรรยาว่า “ผมจะออกไปข้างนอกกับเพื่อน คุณไปด้วยไหม? จะได้รู้จักกันไว้”

แต่ภรรยาบอกไม่อยากไป ทั้งที่ใจน่ะอยากรู้จักเพื่อนของสามีจะตาย แต่เธอรู้ว่า ในกลุ่มที่เขาจะไปหานั้นมีกิ๊กของเขารวมอยู่ด้วย ฝ่ายภรรยาไม่อยากเห็นหน้าแล้วเสียอารมณ์ จึงพูดตัดบทว่า “ไม่ไปด้วยหรอกค่ะ คุณไปเถอะ แต่อย่าลืมซื้อเค้กมาฝากชั้นด้วยนะ” เป็นซะงี้

ที่จริง อาการ “ปากกับใจไม่ตรงกัน” ของฝ่ายหญิงนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติมาก เพราะใครๆเป็นกันทั้งนั้น แต่ทำอย่างนี้ย่อมมีเหตุผลมารองรับเสมอ เช่น ถ้าชายที่รู้จักกับหญิงได้ไม่นาน เสนอว่า จะขับรถไปส่งเธอที่บ้านให้ไหม? หญิงก็มักตอบว่า “อย่าเลย เกรงใจค่ะ เดี๋ยวชั้นนั่งรถตู้หรือรถเมล์กลับบ้านก็ได้” ทว่าใจจริงอยากให้เขาขับรถไปส่งที่บ้าน แต่ด้วยความที่ยังไม่ได้สนิทกันมาก แม้ได้รับการเสนอ ยังไงผู้หญิงก็ต้องสงวนท่าทีไว้ รอไว้สนิทกันมากกว่านี้ซะก่อนค่อยเอ่ยปากอย่างที่ใจคิดก็ได้ อีกอย่าง พอรู้จักผู้ชายปุ๊บ แล้วพอฝ่ายชายเสนออะไรมาปั๊บ หญิงจะรับไว้เลยก็กระไรอยู่นา

ตรงนี้ไม่ได้จะพูดถึงศักดิ์ศรีของผู้หญิงนะ แต่อยากพูดถึง “ความเหมาะสม” ที่ผู้หญิงจะติดรถของผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกลับบ้านมากกว่าว่ามันควรแล้วหรือ? อีกอย่างถ้าให้เขารู้จักบ้านฝ่ายหญิงเร็วไป ก็ไม่น่าจะดีอีกนั่นแหละ เก็บบางอย่างไว้บ้างเถอะ

ถ้ามีเหตุการณ์ฝ่ายชายชวนหญิงไปเที่ยว ฝ่ายชายก็ควรรับผิดชอบด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เอ้า ก็ชวนเธอไปนี่ เธอไม่ได้เป็นฝ่ายชวนสักหน่อย บุรุษจึงควรแสดงความเป็นแมนและความเป็นสุภาพชนเข้าไว้ ไม่ใช่ปล่อยให้เธอเป็นคนจ่ายสตางค์ซื้ออาหารหรือซื้อตั๋วดูคอนเสิร์ต (สมมติไปฟังเพลงกัน)ด้วยตัวเธอเอง

หรือหากชายเอ่ยว่า คุณ (ผู้หญิง) มาช่วยหารค่าอาหารกับผมหน่อยเหอะ ส่วนใหญ่ผู้หญิงเรียบร้อยและมีฐานะปานกลางจะตอบตกลงช่วยกันหารก็ได้ เธอจึงตอบว่า ได้สิ แต่ในใจจะคิดแล้วว่า เอ๊ะ ที่ชั้นไปเที่ยวกับคุณคราวนี้เป็นเพราะเขาชวนไม่ใช่เหรอ แล้วทำมั้ย ชั้นต้องมารับผิดชอบค่าจิปาถะด้วยนะ ยกเว้นจะตกลงกันแต่แรกแล้วว่า ใครควรรับผิดชอบค่าอะไร? แบบนี้ก็แล้วไปพูดถึง เรื่องปากกับใจไม่ตรงกัน ไม่ได้สงวนใช้เฉพาะผู้หญิง นะฮ้า เพราะฝ่ายชายเองก็มีเหมือนกันที่แสดงอาการนี้ แถมบางกรณีการที่ผู้ชายทำแบบนี้ เขาไม่เรียกว่า ปากกับใจไม่ตรงกันด้วย

แต่เขาเรียกว่า การโกหกต่างหาก กระนั้นอย่าไปถือสาหาความหนุ่มๆเรื่องโกหกหรือเพียงเข้าตำราปากกับใจไม่ตรงกัน? เลย ใครทำอะไรไว้ มันก็รู้อยู่แก่ใจอะนะ

ทว่า เวลาผู้หญิงปากกับใจไม่ตรงกัน เธอทำแล้วมันจะออกไปในทางน่ารักหน่อยๆ ตรงข้าม ถ้าผู้ชายทำ จะคล้ายเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ยังไงก็บ่ฮู้ แล้วส่วนใหญ่สาวคนไหนอยากคบคนไม่ซื่อสัตย์ล่ะฮ้า

วันก่อน สาวเอเล่าให้ฟังว่า หนุ่มบี ซึ่งทั้งสองคนกำลังดูใจกันอยู่ บอกเธอว่า เย็นนี้ไม่ไปรับเธอที่ทำงานนะ เพราะเขาจะไปทานข้าวกับที่บ้าน ทำให้สาวเอไม่ว่าอะไรแถมยังสนับสนุนซะอีก โถถ้าคนที่คุณคบได้ไปทานข้าวกับสมาชิกในครอบครัวบ้างก็น่าส่งเสริมไม่ใช่หรือ?

พอเรื่องนี้ผ่านไปเกือบ 1 สัปดาห์ คุณแม่ของหนุ่มบีดันโทร.ไปหาสาวเอ เพื่อถามไถ่ว่า เดี๋ยวนี้บีหายไปไหน ไม่เห็นมาเยี่ยมที่บ้านบ้างเลย เมื่อได้ยินอย่างนี้ สาวเอก็รีบออกรับแทนบีว่า “ก็เขาเพิ่งไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่มานี่ค่ะ” ส่วนแม่ก็บอกว่า “มาที่ไหน ไม่เห็นรู้เลย ไม่เห็นบีมาเป็นเดือนแล้วนะ”

อ้าว.....ความก็แตกดังโพละ ทำให้ฝ่ายหญิงมาคาดคั้นถามฝ่ายชาย หนุ่มบีรีบแก้ตัวว่า จะบอกความจริงแต่แรกแล้ว แต่เขาไม่กล้า เพราะที่จริง ถูกเพื่อนพาไปฉลองที่เขาได้เป็นแฟนเอไง! แก้ตัวได้เรื่อยๆนะ

ก็นี่แหละ ถ้าผู้ชายงัดมาใช้ จะกลายเป็นการโกหกที่ไม่น่ารัก เอาซะเลย

งั้นมาดูข้อดีและข้อเสียของอาการ “ปากกับใจไม่ตรงกัน” บ้างดีกว่า สิ่งนี้คุณงัดมาใช้ได้ แต่ควรใช้ให้ถูกที่ถูกทางด้วยนะ เช่น 1.ใช้เพื่อทำให้คนที่คุณชอบ/รักมีความสุข อย่างน้อยก็อย่าทำให้เขาทุกข์ใจ

อย่างถ้าเขาสัญญาว่าจะซื้อกระเป๋าแบรนด์ เนมให้ในวันเกิดของคุณ แต่เมื่อคุณพิจารณาแล้วว่า เขาต้องใช้สตางค์เพื่อปรับปรุงบ้าน คุณบอกไม่ต้องหรอกค่ะ เปลือง เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า โอ้ยเป็นงี้ เขาจะรักคุณมากขึ้นด้วย

2.การไม่พูดความจริง ทำให้แฟนไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไรกันแน่? เช่น ถ้าเขาถามคุณอยากไปเที่ยวไหม? แล้วคุณงอนเขาจึงบอก

ไม่ไป เขาก็เชื่อตามนั้น แต่พอ 2 วันต่อมา คุณกลับบอกอยากไปเที่ยว และตื๊อให้เขาพาไป เขาก็งงสิว่า ตกลงคุณต้องการอะไรกันแน่? เฮ่อเอาใจไม่ถูกเลย.

@@@@

เมอร์ลิน