บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงเวลาเยียวยามหาสมุทร

ปกป้องมหาสมุทร  –  ปีเตอร์ ทอมสัน ประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เซ็นชื่อบนแผ่นป้ายในงานแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็น เมื่อ 8 มิ.ย. หลังมีผู้ร่วมลงนามถึง 1 ล้านคน เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกปกป้องมหาสมุทร 30% ภายใน ค.ศ.2030 (รอยเตอร์)

วันที่ 5-9 มิ.ย.ที่ผ่านมา สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นเจ้าภาพจัด “การประชุมมหาสมุทร” (Ocean Conference) ขึ้นเป็นครั้งแรกที่มหานครนิวยอร์ก มีตัวแทนจาก 193 ประเทศเข้าร่วม และใน 8 มิ.ย. ก่อนปิดการประชุม 1 วัน ก็เป็น “วันมหาสมุทรโลก” (World Oceans Day) พอดีด้วย

การประชุมมีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกตื่นตัวมากขึ้น และร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ที่มหาสมุทรเผชิญอยู่ เช่น ปัญหามลภาวะ สิ่งแวดล้อมทางทะเล ปัญหาการจับสัตว์น้ำมากเกินไป ปัญหาระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเนื่องจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ปัญหาน้ำทะเลเป็นกรด

ในปีนี้ ปัญหามลพิษที่เกิดจาก “ขยะพลาสติก” ถูกเน้นเป็นพิเศษ เพราะแต่ละปีมีพลาสติกหนักกว่า 8 แสนตันถูกทิ้งลงมหาสมุทร ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสรรพชีวิตในทะเล ไปจนถึงอุตสาหกรรมประมงและการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี

ที่ประชุมตั้งเป้าหมายให้ประเทศต่างๆ ร่วมแก้ปัญหาและพัฒนามหาสมุทรอย่างยั่งยืน และมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 1 ล้านคน เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกปกป้องมหาสมุทร 30% ภายใน ค.ศ.2050 ด้วย

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น แถลงเปิดการประชุมว่า “เพื่อสุขภาวะของมหาสมุทรและทะเล จำเป็นที่ประเทศต่างๆต้องละวางผลประโยชน์ของตนในระยะสั้น เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของโลกในระยะยาว” ที่ประชุมยังมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญๆ ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เกี่ยวกับสถานการณ์ของมหาสมุทรโลกในปัจจุบัน อาทิ

• มหาสมุทรครอบคลุมพื้นที่กว่า 71% ของทั้งโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตถึง 80% ของทั้งโลก และในน้ำทั้งหมดบนโลกอยู่ในมหาสมุทรถึง 96%

• มหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนที่มนุษย์เป็นผู้ปล่อยราว 25% และเมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายในน้ำทะเลจะก่อให้เกิดกรดคาร์บอน ทำให้น้ำทะเลเป็นกรด

• คาดว่าอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้จับปลาสายพันธุ์หลักๆได้น้อยลงถึง 40% ภายใน ค.ศ.2050 และขยะพลาสติกอาจมีน้ำหนักมากกว่าปลาในทะเลภายใน ค.ศ.2050

• เกือบ 90% ของแหล่งทรัพยากรปลาในทะเลถูกจับมากเกินไปหรือถูกแสวงหาผลประโยชน์เต็มรูปแบบ การจับปลามากเกินไปสร้างความสูญเสียคิดเป็นมูลค่ากว่า 80,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพราะต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอย่างมากเพื่อเสาะหาแหล่งปลาและจับปลาที่ร่อยหรอลงทุกขณะ

• ทั่วโลกมีเรือประมงราว 4.6 ล้านลำ โดย 90% อยู่ในเอเชียและแอฟริกา ส่วนใหญ่เป็นเรือขนาดเล็กและขนาดกลาง มีเรือใหญ่ที่มีขนาดยาวเกิน 24 เมตรขึ้นไปแค่ราว 64,000 ลำ

• ในโปรตีนที่มนุษย์ทั่วโลกบริโภคเป็นโปรตีนที่ได้จากปลา 6.7% เนื้อปลายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 วิตามินต่างๆ แร่แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก

• ชาวโลกราว 57 ล้านคนทำอาชีพด้านการประมง (Fishing) หรือการเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์ในน้ำ (Aquaculture) หรือที่เรียกอีกอย่างว่าการทำ “เกษตรกรรมในน้ำ”

• จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลารายใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) นำเข้ามากที่สุดในโลก

• ในหลายปีหลัง อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงพืชและสัตว์น้ำของโลกเฟื่องฟูมาก โดยในปี 2014 ผลิตปลาได้ถึง 74 ล้านตัน มูลค่า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่มีแค่ราว 20ล้านตัน

• ปลา “อลาสกา พอลล็อก” (Alaska Pollock) ปลาคอดเนื้อขาวพันธุ์หนึ่งที่มักนำมาใช้ทำเนื้อปลาแล่และอาหารฟาสต์ฟู้ดยอดนิยม “ฟิช แอนด์ ชิปส์” เป็นปลาที่ถูกจับมากที่สุดในโลกในปี 2014 เป็นต้นมา รองลงมาคือปลาแอนโชวีเปรู

แม้จะรู้กันดีว่า “มหาสมุทร” มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติและสรรพชีวิตทั้งโลกสุดคณานับ แต่น่าเศร้าและน่าเสียดายที่การประชุมครั้งนี้เป็นข่าวเรียบๆ ไม่ครึกโครมนัก เพราะถูกบดบังจากข่าวร้อนอื่นๆ เช่น ข่าวการก่อการร้าย และข่าวอื้อฉาวรายวันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

โดยเฉพาะกรณีที่ทรัมป์ประกาศนำสหรัฐฯ ถอนตัวจาก “ความตกลงปารีส” เพื่อต่อสู้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือภาวะโลกร้อน ที่มีความเกี่ยวพันกับ “มหาสมุทร” อย่างแยกไม่ออกด้วย

แต่ในแถลงการณ์ปิดการประชุม ผู้แทนของสหรัฐฯ ยังมีหน้าลงชื่อร่วมกับชาติอื่นๆ อีก 192 ชาติในปฏิญญาที่ชื่อว่า “เรียกร้องให้มีการปฏิบัติ” (Call for Action) เพื่อปกป้องมหาสมุทร โดยสหรัฐฯไม่เอ่ยถึงการถอนตัวจากความตกลงปารีสสักแอะ!

บวร โทศรีแก้ว