วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้งเป้าดันโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้าน ในปี61 ทิ้งทวนรัฐบาล'บิ๊กตู่'

'สมคิด' ตั้งเป้าดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มูลค่า 2.4 ล้านล้าน เล็งลงนามภายในปีหน้า ทิ้งทวนรัฐบาล 'บิ๊กตู่' ระบุ ม.44 รถไทย-จีน ทำให้เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราชรวดเร็วขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าดันยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนเพื่อขับเคลื่อนโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย ต้อนรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลจะเร่งดันโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด รวม 2.4 ล้านล้านบาท ให้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตลอดจนเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลและลงนามสัญญาผู้รับเหมาภายในปี 2561 ก่อนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะลงจากตำแหน่ง เพื่อเป็นเครื่องการันตีให้กับนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ บ้านเราเดินหน้าโครงการต่างๆ แน่นอน ไม่มีล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการตามแนวระเบียงเศรษฐกิจอีอีซี ที่รัฐบาลตั้งเป้าดันโครงการต่างๆ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงิน 1.52 แสนล้านบาท ต้องเร่งดำเนินการให้เข้า ครม.ช่วงปลายปีนี้ ควบคู่ไปกับโครงการรถไฟทางคู่เชื่อมสามท่าเรือ ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปีนี้เช่นกัน

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าเมืองหลวง คาดว่าภายในปีนี้จะเสนอโครงการรถไฟฟ้าสามเส้นรวมมูลค่า 2.78 ล้านบาทเข้าสู่ ครม.ภายในปลายปีนี้ ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 1.31 แสนล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน วงเงิน 1.21 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง 2.6 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ โครงการรถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทางวงเงินรวม 8 หมื่นล้านบาท ต้องผ่านขั้นตอนการประมูล และได้ตัวผู้รับเหมาภายในเดือน ส.ค.นี้ ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาด 2.4 ล้านล้านบาท พร้อมติดตั้งอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงทั่วประเทศภายในปีหน้า จะส่งผลให้บ้านเราเป็นประเทศที่กลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสได้อย่างมากมายอีกครั้ง โดยที่จะไม่มีใครหยุดเราได้อีก

นายสมคิด กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีชมพู มูลค่าแสนล้านบาทนั้น เป็นเส้นทางสำคัญในการรองรับความเติบโตของเมืองหลวงในหลากหลายด้าน ทั้งประชากรและแก้ปัญหาการจราจร ตลอดจนผลักดันเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางของทวีปที่มีการเติบโตทางตัวเลขเศรษฐกิจ และตัวเลขการลงทุนมากที่สุดในโลก

ดังนั้นการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในประเทศอาเซียนจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหนุนที่มีศักยภาพ ซึ่งทั้งโลกกำลังจับจ้องมาที่ชาติอาเซียน อาทิ โครงการทีพีพี โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ และความร่วมมือ RCEP ล้วนมีชาติอาเซียนเป็นฟันเฟืองสำคัญทั้งหมด

สำหรับประเด็นการใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งรัดโครงการรถไฟไทยจีนช่วงกรุงเทพฯ-โคราช วงเงิน 1.79 แสนล้านบาทนั้น เป็นการยกเว้นข้อบังคับบางข้อ อาทิการจัดซื้อและใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรม เพื่อเร่งรัดให้โครงการดำเนินการได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ว่าต้องเข้าสู่ ครม.ภายในปีนี้ ก่อนเริ่มต้นตอกเสาเข็มในเดือน ก.ย.

ส่วนในอนาคตนั้นจะเชื่อมต่อรถไฟเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Belt One Road ด้วยการเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง สปป.ลาว ช่วงคุนหมิง-เวียงจันทน์ ที่จังหวัดหนองคาย จากนั้นมีแผนจะเชื่อมต่อโครงการรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ไปยังปาดังเบซาร์ ตามแนวเส้นทาง จีน-สปป.ลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นทางสำคัญที่ต้องเชื่อมผ่านกันได้โดยมีบ้านเราเป็นศูนย์กลาง

“แม้ว่าบางฝ่ายตั้งประเด็นว่า โครงการดังกล่าวจะไม่มีความคุ้มค่านั้น บอกได้เลยว่าปัจจุบันมีถึง 29 ประเทศบนโลกที่เชื่อมต่อกันโดยรถไฟ อีกทั้งไทยยังเป็นจุดศูนย์กลางของทวีปอาเซียน ตามแผนเส้นทางสายไหมใหม่อีกด้วย มิใช่แค่ทางผ่านของจีนแน่นอน”