บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

191สนธิกำลังจับแก๊ง ‘ปั๊มป้ายปลอม’ ผู้ต้องหา 11 ราย ยึดของกลางเพียบ

“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” จับมือ "ผู้การท่องเที่ยว" แถลงผลกวาดล้างเครือข่าย “ปั๊มป้ายปลอม” จับ 11 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางหลายรายการ -อีกคดีจับหนุ่มบางบัวทอง ลักทรัพย์นักท่องเที่ยวในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 มิ.ย. ที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (กก.1 บก.ทท.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สปพ. ทท. แถลงจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 11 ราย หลังปูพรมกวาดล้างในชื่อ ปราบปรามปั๊มป้ายปลอม ทั้งหมด 14 จุด โดยมีหัวหน้าขบวนการคือ นายไพรินทร์ เพ็งศรีทอง อายุ 41 ปี บ้านเลขที่ 142/186 แขวงบางแค เขตบางแค กทม. เจ้าของร้านเพชร ป้ายทะเบียน ข้อหาอั้งยี่ ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ส่วนผู้ต้องหารายอื่นๆ แจ้งข้อหาเดียวกัน เพิ่มเติม พรบ.ยาเสพติดฯ และพรบ.อาวุธปืน

พร้อมของกลาง แท่นพิมพ์ป้ายทะเบียน จำนวน 3 แท่น ป้ายทะเบียนรถยนต์ จำนวน 161 แผ่น ป้ายเสียภาษีรถยนต์ 7 แผ่น รถยนต์ 7 คัน รถจักรยานยนต์ 2 คัน อาวุธปืนสั้นเถื่อน ขนาด 9 มม. 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืน 65 นัด ยาไอซ์ 1.05 กรัม สมุดบัญชีเงินฝาก 32 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 10 เครื่อง คอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องปริ้นต์ 2 ชุด แผ่นพลาสติกแม่พิมพ์ ขส. 4 ชิ้น วิทยุสื่อสาร 1 เครื่อง เอกสารการเงินจำนวนหนึ่ง

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่ามีกลุ่มเครือข่ายอาชญากรรมที่มีพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นกลุ่มอาชญากรรมขนาดใหญ่ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ มีการกระทำผิดหลายพื้นที่ โดยใช้สื่อทางสื่อออนไลน์ ในการสั่งซื้อและจำหน่าย จึงได้จัดตั้งชุดทำงานบูรณาการกำลังหลายฝ่าย ได้แก่ บช.น. บก.สปพ. บกน.1 บช.ก. บก.ทท. ปปง. การปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มอาชญากรรมต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติการณ์ในการโจรกรรมรถยนต์ส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มรับจำนำรถยนต์ผิดกฎหมาย กลุ่มรับปลอมแปลงเอกสารทางทะเบียนต่างๆ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ ได้มีกลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้สื่อออนไลน์ (เฟซบุ๊ก) ในการติดต่อซื้อขายจำหน่าย โดยใช้ชื่องานเอกสาร รถหลุด จำนำ ชัดเจน ไม่โกง ที่ได้เปิดเพจรับจ้างทำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอม ป้ายทะเบียนเสียภาษีประจำปีปลอม สมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์ปลอม พบว่ามีการปกปิดข้อมูลร่วมกัน กระทำการเป็นขบวนการ แบ่งงานกันทำ และมีเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วประเทศ

จากนั้นได้สืบสวนจนได้ข้อมูลที่แน่ชัด จึงขอหมายจับศาลอาญา จำนวน 8 ราย ได้แก่ นายไพรินทร์ เพ็งศรีทอง อายุ 41 ปี เจ้าของร้านเพชร ป้ายทะเบียน น.ส.อัจฉรา ไวยประเสริฐ อายุ 29 ปี เจ้าของบัญชี นายเผดิมพงษ์ เพ็งศรีทอง อายุ 20 ปี เจ้าของบัญชี ทั้ง 3 คือพ่อแม่ลูก นางนฤมล เพ็งศรีทอง 46 ปี พี่สาวนายไพรินทร์ ผู้ดูแลร้าน นายพัทธพล สิทธิประชาราษฎร์ อายุ 21 ปี เจ้าของบัญชี นายวัฒนา มาเมือง อายุ 37 ปี เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก นายศุภชาติ คำชื่น อายุ 40 ปี นายกิตติกร ตันสิงห์ อายุ 27 ปี พนักงานร้าน

จากนั้นปูพรมบูรณาการกำลังเข้าตรวจค้นเครือข่ายเป้าหมายตามจุดต่างๆ 14 จุด ทั่วประเทศ อาทิ กทม. ย่านคลองถม จ.ชลบุรี จ.เพชรบูรณ์ เป็นต้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้ง 8 ราย และยังจับกุมเพิ่มอีก 3 ราย เป็นพนักงานทั่วไป รวมทั้งหมด 11 ราย เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินการต่อไป

ต่อมา เวลา 11.30 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผอ.ฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถลงจับกุม นายวัลลภ ขีดเขียน อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/1014 ม.14 ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ข้อหาลักทรัพย์ จับกุมได้ที่ ซิตี้เรสซิเดนซ์ ซอยวิภาวดีรังสิต 16/26 แขวงดินแดง เขตดินแดง

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กก.6 บก.ทท. ได้รับแจ้งเหตุมีการลักทรัพย์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ภายในเขตท่าอากาศยานสุวรรณภูมิหลายครั้ง จึงทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายวัลลภ ขีดเขียน จึงทำการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออนุมัติศาลออกหมายจับ โดยหลังเกิดเหตุผู้ต้องหาได้หลบหนีการจับกุมมาพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักภายในซิตี้เรสซิเดนซ์ ซอยวิภาวดีรังสิต 16/26 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงนำกำลังไปซุ่มบริเวณหน้าที่พัก ต่อมา พบผู้ต้องหาเดินออกมาที่บริเวณหน้าล็อบบี้ห้องพักซิตี้เรสซิเดนซ์ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมหมายจับเข้าทำการจับกุม

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาจะเลือกก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ขณะรอโดยสารเครื่องบินในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยอาศัยช่วงจังหวะที่นักท่องเที่ยวเผลอ ฉกเอาของมีค่าก่อนจะหลบหนีไป จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหารายนี้ พบว่าก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะได้ทรัพย์สิน เช่น กระเป๋า โทรศัพท์ แท็บเล็ต ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างมาก เบื้องต้น นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีต่อไป.