บริการข่าวไทยรัฐ

ยิ่งลักษณ์ ป้อง ทักษิณ ขออย่าปรักปรำ หลังพบภาพพี่ชายในบ้านมือบึม

ยิ่งลักษณ์ ขึ้นศาลฎีกานักการเมือง สืบพยานฯ นัด 13 คดีจำนำข้าว ยัน พี่ชาย (ทักษิณ) ไม่เคยสนับสนุนใช้ความรุนแรง ขออย่าปรักปรำ หลัง จนท.พบภาพนายทักษิณ หลังค้นบ้านพักมือวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้า อดีตวิศวกรไฟฟ้า วัย 62 ปี

เมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 16 มิ.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลย คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริต จนรัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ในวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาศาล โดยมีประชาชนที่มารอให้กำลังใจเช่นเดียวกับทุกครั้ง ทั้งนี้ ประชาชนที่มายังได้ร่วมกันร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะอายุครบ 50 ปี ในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ด้วย สำหรับการไต่สวนในวันนี้ มีพยานปากเดียว คือ นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเบิกความในประเด็นการจัดโซนนิ่งพื้นที่ปลูกข้าว และการกำหนดหลักเกณฑ์เพาะปลูก เพื่อเข้าร่วมในโครงการรับจำนำข้าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ ที่พบนาฬิการูปนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในบ้านของผู้ถูกจับกุม ว่า นายทักษิณ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องมีคนรู้จักรักชอบเป็นธรรมดา แต่ท่านก็ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ขอความกรุณาอย่าเพิ่งเชื่อมโยง รอให้เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนและพิสูจน์หลักฐานให้สิ้นสุดก่อน เชื่อว่า ท่านเองไม่เคยสนับสนุนการใช้ความรุนแรง และทางพรรคเพื่อไทย ก็ได้ประณามผู้กระทำการดังกล่าวไปแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะตอบ 4 คำถาม ของนายกรัฐมนตรี ด้วยหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากชี้นำ เชื่อว่า ประชาชนคงเข้าไปใช้สิทธิ์ในการตอบคำถาม อยากให้ความเห็นกว้างๆ ว่า 4 คำถามนี้ เหมือนจะชี้นำบ้าง แต่ก็อยากให้พี่น้องประชาชนให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ เพื่อให้เราได้หาทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เจตนารมย์ของผู้ร่างฯ บอกว่า เป็นฉบับปราบโกง เชื่อว่า ถ้ากลไกของรัฐธรรมนูญทำงานได้สมบูรณ์ เราก็จะมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล

เมื่อถามย้ำว่า จะไปแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของประชาชนดีกว่า เพราะเกรงจะเป็นการชี้นำ และคงไม่ตอบในแฟนเพจยิ่งลักษณ์ เนื่องจากเห็นว่า เค้าก็ไม่อยากให้เพจพูดเรื่องการเมืองอยู่แล้ว ส่วนการที่มีคนกดไลค์แฟนเพจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถึง 6 ล้านแล้วนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องขอบคุณแฟนเพจ รวมถึงพี่น้องประชาชนที่เข้ามาติดตาม เราเปิดเพจมาประมาณ 7 ปี เป็นความรักความผูกพันที่มีต่อแฟนเพจ และประชาชนชาวไทย ลองเปิดดูก็จะเห็นว่า ทุกคนเข้ามาพูดคุยกันด้วยความรักความผูกพัน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการจับกุมขบวนการรับจ้างกดไลค์ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับแฟนเพจนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "อย่ามองแฟนเพจยิ่งลักษณ์เลย เดี๋ยวใครได้ยินก็จะเสียใจแย่"

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ สนช. ผ่านร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองแล้ว ควรเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมแล้วหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การให้ทุกคนมีส่วนร่วมถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะเปิดพื้นที่กว้างให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ส่วนการปลดล็อคให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช. ที่จะเป็นผู้พิจารณา ในส่วนของพรรคการเมืองก็คงมีความต้องการ อยากให้ฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองโดยตรงดีกว่า

เมื่อถามถึงกรณีที่รัฐบาลใช้มาตรา 44 เพื่อดำเนินการเรื่องรถไฟความเร็วสูง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่อยากให้เร่งรัดพัฒนาพัฒนาในเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น การใช้มาตรา 44 เป็นการเร่งด่วนเป็นสิ่งที่ดี แต่อยากให้มีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

เมื่อถามว่า การเซตซีโร่ กกต. จะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ทาง สนช.คงเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องผลกระทบต่างๆ แต่เชื่อว่า ทุกคนจะรักษาโรดแม็ปที่สัญญาไว้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการไต่สวนคดีจะเริ่มต้นขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ยื่นร้องต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรม กรณีพยานฝ่ายจำเลยที่มาสืบพยานในคดีนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการให้การแล้ว พยานเหล่านั้นมักจะถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริต เช่น นายยรรยง พวงราช และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง และกรรมการที่อยู่ในอนุกรรมการไต่สวน คือ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ซึ่งเป็นพยานโจทก์ของฝ่ายอัยการ ดังนั้นจึงขอความเป็นธรรมกับศาลว่า หากเกิดกรณีเช่นนี้ จะทำให้ไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานให้กับตน และเกิดความกังวลว่า หลังจากนี้จะถูกรื้อคดีเพื่อมาเร่งรัดเอาผิด

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยรอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวันนี้ (16 มิ.ย.) ได้ประสานกำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย มาดูแลความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของศาล เนื่องจากการนัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ครั้งที่ผ่านๆ มาจะมีอดีตรัฐมนตรี, แกนนำพรรค, อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และผู้สนับสนุนเดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก.