วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ผู้การโจ๊ก' โต้ลั่น ล้วงโผตร.

“ผู้การโจ๊ก 191” โวยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนครบาลและตำรวจภูธร ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการ มีผู้บังคับบัญชาหลายชั้นหลายขั้นตอนใช้พิจารณาตัดสิน ถ่อมตัวเป็นแค่เพียงผู้ติดตาม “บิ๊กป้อม” รองนายกฯและ รมว.กลาโหมเท่านั้น ขณะที่ “พล.อ.ประวิตร” ย้ำผู้การโจ๊กเกี่ยวข้องแค่เรื่องงาน อำนาจการแต่งตั้งเป็นของ ผบ.ตร. ด้านจเรตำรวจแห่งชาติจ่อเชิญ “วิทยา แก้วภราดัย” มาให้ข้อมูลที่ออกมาแฉการซื้อขายตำแหน่งตำรวจกับคณะกรรมการ ส่วน “อภิสิทธิ์” งง ผบ.ตร.จ่อฟ้อง “วิทยา แก้วภราดัย” สวนทาง “บิ๊กตู่” นายกฯและหัวหน้า คสช.เพิ่งชม ปัดอย่ามองปมขัดแย้ง ขอร่วมมือแก้ปัญหา

หลังจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งเด้ง พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 เซ่นพิษการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. วาระประจำปี 2559 และให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาแฉเกี่ยวกับเรื่องนี้เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ พร้อมให้จเรตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงและเรียกนายวิทยามาสอบในฐานะพยานที่ออกมาให้ข้อมูล ขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ออกมายืนยันตำรวจนครบาลไม่มีการซื้อขายตำแหน่งที่ระบุว่ามากกว่าที่อื่นเป็น 2 เท่า และตนอยากเป็น ผบช.น.ที่ดีที่สุด ถ้าใครกล่าวหาว่าขายตำแหน่งจะฟ้อง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.ลงมา อำนาจการแต่งตั้งเป็นของ ผบ.ตร.ตามคำสั่ง คสช.ที่ 21/2559 ลงวันที่ 28 เม.ย.59 ประกอบกับคำสั่ง คสช.ที่ 7/2560 ลงวันที่ 16 เม.ย.60 และในคำสั่ง คชส.ที่ 7/2560 ได้กำหนดขั้นตอนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ เพื่อความรอบคอบและเหมาะสมที่สุด กำหนดขั้นตอนไว้ว่า การจัดทำบัญชีการแต่งตั้งให้เสนอข้อมูลมาตั้งแต่ระดับ บก. โดยให้ดำเนินการในรูปคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผบก.และรอง ผบก.ทุกคนเป็นคณะกรรมการ จากนั้นให้เสนอข้อมูลทั้งหมดไปยังระดับ บช.และให้ ผบช.และรอง ผบช.เป็นคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาข้อมูลและจัดทำเป็นบัญชีของบช.ส่งมายัง ผบ.ตร.พล.ต.อ.รุ่งโรจน์กล่าวอีกว่า ในคำสั่งของ คสช.ยังระบุไว้ว่า เพื่อให้อำนาจการแต่งตั้งของ ผบ.ตร.เป็นไปด้วยความรอบคอบและเหมาะสมที่สุด ให้ ผบ.ตร.แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย จเรตำรวจแห่งชาติและรอง ผบ.ตร.ทุกคนเป็นกรรมการ โดย ผบ.ตร.มีคำสั่งที่ 215/2560 ลงวันที่ 5 พ.ค.60 แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง มี ผบ.ตร.เป็นประธาน เมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ผบ.ตร.ได้ใช้อำนาจสุดท้ายในการแต่งตั้งตามขั้นตอนลำดับต่างๆ โดย ผบ.ตร.ได้ออกหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งตามกฎ ก.ตร.ทุกอย่างมีมาตรฐานและลำดับขั้นตอนในรูปคณะกรรมการตามลำดับชั้น

ด้าน พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จตช.ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จกรณีเรื่องร้องเรียน พล.ต.ท.เทศา ศิวาโท ผบช.ภ.8 เกี่ยวกับคำสั่งโยกย้ายในภาค 8 กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ณัฐคมม์ พร้อมสันเทียะ ผบก.กต.7 พร้อมคณะทำงานลงไปตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยให้ตั้งเป็นศูนย์ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบข้อมูลและเปิดโอกาสให้ตำรวจในพื้นที่ภาค 8 ที่มีปัญหาร้องเรียนเกี่ยวกับคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการตรวจสอบของจเรตำรวจ โดยจะเชิญนายวิทยา แก้วภราดัย ที่เสนอข้อมูลเรื่องแต่งตั้งซื้อขายตำแหน่งมาให้ข้อมูลกับคณะกรรมการว่ามีรายละเอียดเกี่ยวกับตำแหน่งที่มีการระบุว่ามีการซื้อขายตำแหน่งอย่างไร มีโพย ตัวละครที่เกี่ยวข้องตามที่ให้ข้อมูลหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยจะต้องเรียก พล.ต.ท.เทศา ศิวาโท ผบช.ภ.8 มาให้ข้อมูลรายละเอียดขั้นตอนคำสั่งโยกย้าย ในชั้นนี้ยังไม่มีข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องการซื้อขายตำแหน่ง และขอเวลาให้จเรตำรวจได้ทำงานตรวจสอบในเรื่องนี้ก่อน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. กล่าวว่า เรื่องคำสั่งโยกย้ายตำรวจต้องสอบถาม ผบ.ตร.ท่านให้สัมภาษณ์ชัดเจนแล้ว ส่วนตนมีหน้าเป็นบอร์ดกลั่นกรองเฉพาะในส่วนของ บก.สปพ. ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวคำสั่งโยกย้าย ทุกอย่างมีขั้นตอนการปฏิบัติตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่มองเห็นการทำงานในรอบปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะขณะเป็น ผบก.ทท.ที่เข้ามาพัฒนาโดยบูรณาการให้หลายหน่วยทำงานร่วมกันทั้งหมดทำงานเป็นทีม ส่วนที่มีข่าวตนมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจภูธร ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการ มีผู้บังคับบัญชาหลายชั้น หลายขั้นตอนต้องพิจารณาตัดสิน ตนแค่เป็นเพียงผู้ติดตาม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เลยถูกมองไปในแง่นั่นเรื่องนี้ได้ยินมาบ่อยมาก แต่เชื่อว่าความจริงก็คือความจริง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบ เราเอาผลงานเข้าว่าอยู่ที่ไหนตำแหน่งไหนก็พยายามทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด อยากให้กำลังใจพี่น้องตำรวจทุกนายในการปฏิบัติหน้าที่ รู้ว่าอาชีพตำรวจเครียดเหน็ดเหนื่อย ทุกองค์กรมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ตำรวจที่มุ่งมั่นทำความดีมีอีกมาก ไม่อยากให้เสียกำลังใจไปด้วย

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ตม.จันทบุรี ในฐานะรองโฆษก ตร.กล่าวว่า หลังจากนายวิทยา แก้วภราดัย ร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ผบ.ตร. ได้ให้จเรตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน มาถึงตรงนี้แยกเป็น 2 ประเด็น คือกรณีร้องเรียนที่เกิดขึ้นใน บช.ภ.8 มีการร้องเรียนเข้ามาจริง จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตามที่มีเรื่องร้องเรียน ต่างจากกรณีของ บช.น.เป็นเพียงการกล่าวหาลอยๆ ไม่มีเรื่องร้องเรียนมาตามขั้นตอน ฝ่ายกฎหมายและ บช.น.อยู่ระหว่างตรวจสอบเข้าข่ายหมิ่นประมาททำให้องค์กรเสียหายหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วไม่มีมูลตามที่มีการกล่าวหา บช.น.จะมีมาตรการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีที่มีการอ้างว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. เป็นคนกลางวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจนครบาลว่า หากต้องการให้เกิดความโปร่งใสต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และให้ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน

ส่วนคำถามกรณีมีการพาดพิงว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ มีความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร และมีอำนาจเหนือกว่ายศ พล.ต.อ.รวมไปถึงอยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งตำรวจในนครบาล พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกันเพียงแค่เรื่องงาน แต่ไม่เกี่ยวกับการโยกย้ายตำรวจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ผบ.ตร.ที่เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนที่บอกว่าเป็น ผบ.ตร.น้อย นั้น ระบุว่าเป็นการคิดกันไปเอง และส่วนตัวไม่ทราบว่าในองค์กรตำรวจมีความขัดแย้งภายในหรือไม่ โดยต้องดูกันเอง

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าวถึงกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ปฏิเสธการซื้อขายตำแหน่งตำรวจในนครบาล และเตรียมฟ้องนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท.และแกนนำ กปปส. ฐานหมิ่นประมาททำให้ภาพลักษณ์ตำรวจเสียหายว่า รู้สึกงง เพราะเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. เพิ่งจะออกมาขอบคุณนายวิทยา อย่างไรก็ตาม จากการติดตามนายวิทยาให้สัมภาษณ์ไม่เคยบอกว่ามีปัญหาในพื้นที่ไหน อย่างไร แต่ ผบ.ตร.ต่างหากที่ตัดสินใจย้าย พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 ข่าวเรื่องการซื้อขายตำแหน่งนี้ มีหนาหูจริง ถ้าเราสามารถสะสางเรื่องนี้ได้ก็ดี สมัยตนเป็นรัฐบาลเรื่องนี้ก็ถูกครหาเช่นกัน สุดท้ายเชิญ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตอธิบดีกรมตำรวจมาขอให้ช่วยแก้ปัญหา มาทำเรื่องของหลักเกณฑ์ระเบียบวิธีการแล้ว คู่มือว่าเวลาจะโยกย้ายต้องยึดตามหลักอาวุโส และหลักเกณฑ์ เปิดเผยข้อมูลได้หมด แม้กระทั่งจัดเรียงลำดับอาวุโส ถ้าเกิดใครสงสัย ว่าเรียงอย่างนี้ถูกต้องมั้ย ให้เปิดโอกาสให้คัดค้าน ทำอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าปัญหาหมดไปหรอก แต่จะดีขึ้นเท่านั้น

ส่วนที่มีข่าวว่าการโยกย้าย พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 เป็นการเอาคืนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ (มปท.) และแกนนํา กปปส. นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ควรจะเป็นเรื่องบุคคลหรือเป็นเรื่องขัดแย้ง ตนอยากเห็นบ้านเมืองช่วยกันทำงานอย่างสร้างสรรค์จะดีกว่า ทีแรกเห็นนายกฯขอบคุณนายวิทยา นึกว่าจะได้เดินต่อไปด้วยความราบรื่น ถ้าข้องใจว่านายวิทยานำข้อมูลมาจากไหนก็สอบถามและดูว่ามีหลักฐานหรือไม่ และมีน้ำหนักเพียงใด จากนั้นจึงแก้ไขซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด