บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทุกข์ 23 จังหวัดริมน้ำ วิถีชีวิตผิดกฎหมาย

ราวๆปลายเดือนพฤษภาคม มีผู้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ละเมิดสิทธิมนุษยชน

พุ่งเป้าไปที่มาตรา 18 ที่มีผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งและชุมชนริมน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ฐานะยากจน

วันที่ 7 มิถุนายน 2560 กสม.แถลงการณ์ใจความว่า ได้ตรวจสอบคำร้องตามอำนาจหน้าที่ พร้อมกับรับฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบแล้ว เห็นว่า...พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง

ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐก่อน พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นหลักการที่มีบัญญัติไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540...รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2557

ดังนั้น การประกาศใช้ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 จึงมีผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งและชุมชนริมน้ำ อันเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

หนึ่ง...คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐสภา ควรแก้ไข พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 เพื่อขยายเวลาการแจ้งการฝ่าฝืนตามมาตรา 18 ออกไปอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ใช้บังคับ หรือจนกว่าจะมีการแก้ไขกฎกระทรวงตามมาตรา 17 เสร็จสิ้น

สอง...กระทรวงคมนาคมควรดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงโดยกำหนดให้ “อาคารและบ้านเรือน ศาลาริมน้ำ สะพานทางเดินลงน้ำ” เป็นอาคารที่มีลักษณะและประเภทของสิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ถึงอนุญาต ทั้งนี้โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

สาม...คณะรัฐมนตรีควรพิจารณามอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ประเมินผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยนำหลักการประเมินหรือวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย มาเป็นเครื่องมือในการประเมินหรือวิเคราะห์

สี่...กระทรวงคมนาคมควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการ เดินเรือในน่านน้ำไทยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่งและชุมชนริมน้ำ เนื่องจากชุมชนดังกล่าวมิใช่สิ่งล่วงล้ำลำน้ำ หากแต่เป็นวิถีชีวิตของชุมชน อันได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ

ประเด็นสำคัญต้องพิจารณากำหนดนิยามของ “ชุมชนชายฝั่ง” และ “ชุมชนริมน้ำ” แยกออกจาก “สิ่งล่วงล้ำลำน้ำ” เพื่อให้เกิดความชัดเจน...จำแนกประเภทชุมชนดั้งเดิมออกจากการบุกรุกใหม่

รวมทั้งควรกำหนดให้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับชุมชนชายฝั่งและชุมชนริมน้ำไว้เป็นการเฉพาะ

พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ส่วน คือ การกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในรูปแบบแรงงานประมงและการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU FISHING), การมอบอำนาจให้สถาบันจัดชั้นเรือสามารถตรวจเรือและออกใบสำคัญการตรวจเรือได้ตามข้อตกลงของอนุสัญญาระหว่างประเทศ

และส่วนสุดท้าย...การแก้ไขปัญหาการสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ

เงื่อนปัญหาอยู่ตรงนี้ ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายซึ่งกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ โดยให้เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองที่สร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำโดยไม่เป็นไปตามที่อนุญาตภายใน 120 วัน นับแต่วันที่กฎหมายบังคับใช้

ซึ่ง...จะครบกำหนดในวันที่ 22 มิถุนายน 2560 ที่จะถึงนี้แล้ว

เมื่อไปแจ้งแล้วจะต้องถูกดำเนินคดีอาญา รวมทั้งต้องเสียค่าปรับอย่างน้อยตารางเมตรละ 500 บาท หลังจากนั้นกรมเจ้าท่าจึงจะพิจารณาว่า...สิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นสามารถอนุญาตให้ได้หรือไม่

เครือข่ายชุมชนชายฝั่งทะเล ชุมชนริมน้ำ...ลำคลอง เรียกว่าชุมชนริมน้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มไม่น้อยกว่า 23 จังหวัดทั่วประเทศไทยที่กระทบ ...ยกตัวอย่างจังหวัดตราดก็สาหัสไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร ได้รับผลกระทบทั้ง 5 อำเภอ...หนักที่สุดอยู่ที่ “อำเภอคลองใหญ่” ที่ได้รับผลกระทบทั้งอำเภอ

นี่คือปัญหาสำคัญที่เดินหน้าไปสู่การร้องเรียน เรียกร้องขอให้มีการตรวจสอบ...ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยืนหยัดข้างประชาชนคนไทย พิจารณาแล้วย้ำเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 58 ที่กำหนดให้การออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้ส่วนเสียของประชาชนให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ

พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ออกมาเพื่อมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะเป็นผู้ประกอบการประมงและการเดินเรือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรการปราบปรามการค้ามนุษย์ในรูปแบบแรงงานประมงและการทำประมงผิดกฎหมาย

ทำให้การรับฟังความเห็นของประชาชนในส่วนที่เป็นชุมชนริมแม่น้ำ ลำคลอง ชุมชนชายฝั่ง ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายไม่ทั่วถึง

ประเด็นถัดมา...เมื่อพิจารณารายละเอียดลักษณะ ประเภทของสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่พึงอนุญาตตามกฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดไว้เพียง 10 ประเภทเท่านั้น ได้แก่ ท่าเทียบเรือ, สะพานปรับระดับและโป๊ะเทียบเรือ, สะพานข้ามแม่น้ำหรือสะพานข้ามคลอง, ท่อหรือสายเคเบิล, เขื่อนกันน้ำเซาะ, คานเรือ, โรงสูบน้ำ, ท่าเทียบเรือประเภททางลาด, กระชังเลี้ยงสัตว์น้ำ, ปะการังเทียม

ดังนั้น...อาคารบ้านเรือนของชุมชนที่ปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่มีอยู่แล้วจึงไม่อาจอนุญาตได้ เมื่อไปแจ้งการฝ่าฝืนไว้ก็จะเป็นกรณีที่กรมเจ้าท่าจะอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายนี้ไม่ได้และต้องดำเนินคดีทางอาญา...รื้อถอนออกไป หรือไม่ก็ยึดอาคาร...สิ่งล่วงล้ำเหล่านี้ให้เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินเท่านั้น จึงสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง

ตอกย้ำมาตรา 18 กำหนดระยะเวลาในการแจ้งการฝ่าฝืนต่อกรมเจ้าท่าภายใน 120 วันที่กำลังจะใกล้เส้นตายอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้แล้วนั้น คนที่รู้ก็ทุกข์ร้อนใจก็มีไม่ใช่น้อยๆ แต่กับอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ อยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ยิ่งไม่ทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวนี้ เมื่อพ้นวันที่ 22 มิถุนายน 2560 จะกลายเป็น “ผู้กระทำผิด”

ได้รับโทษ “จำคุก” และโทษ “ปรับ”...ในอัตราที่สูงขึ้น

มีข้อสังเกต...เกี่ยวกับกรณีอาคารบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เช่น กรณีชุมชนเกาะช้าง ชุมชนเกาะปันหยี ชุมชนเกาะมอแกนเกาะสุรินทร์ ชุมชนมอแกนเกาะเหลา ฯลฯ แม้ว่าปัจจุบันกรมอุทยานฯ จะผ่อนผันให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ได้ และหากสามารถแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้อาคารบ้านเรือนเป็นประเภทของสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่พึงอนุญาตได้แล้วก็ตาม แต่ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2560 ก็จะเป็นกรณีที่กรมเจ้าท่าไม่สามารถทำการอนุญาตได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเดือดร้อนของคนในหลายๆชุมชน

ปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นจริงที่เป็นอยู่...เป็นทางออกในทุกปัญหา...“ปฏิรูปประเทศไทย” คืน “ความสุข” ให้กับ “คนไทย” อย่างทั่วถึงทั้งแผ่นดินไทย.