บริการข่าวไทยรัฐ

จับให้มั่นคั้นให้ตาย?

คำสั่ง ผบ.ตร.สั่งย้ายด่วน พล.ต.ท. เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สตช.ต้องถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการย้ายฟ้าผ่า ระดับผู้บัญชาการ หลังจากที่มีข่าวอื้อฉาว กล่าวหาว่ามีการซื้อขายตำแหน่งนายตำรวจ ในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงผู้กำกับการ ระดับ สว. 1.5 ล้าน ส่วน ผกก. 5 ถึง 7 ล้านบาท

ผู้กล่าวหาได้แก่นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราชและอดีตสมาชิก สปท. และกลายเป็นข่าวครึกโครม แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิเสธว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เขาทำกันอย่างไร ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรี บอกต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย

จะสามารถจับให้มั่นคั้นให้ตาย ได้หรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป โฆษก สตช.ชี้แจงว่า ผบ.ตร.จะส่งจเรตำรวจแห่งชาติ ออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลภายใน 15 วัน ยังไม่ถือว่า ผบช.ภ.8 มีความผิด หากท้ายที่สุดพบว่าไม่มีมูลความจริง ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรตำรวจเสียหาย สตช.ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

แค่ส่งจเรตำรวจไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ น่าจะไม่ทำให้เรื่องราวถึงขั้น “จับให้มั่นคั้นให้ตาย” แน่นอน เพราะเป็นเรื่อง “ตำรวจตรวจสอบตำรวจ” ด้วยกันเอง ยิ่งกว่านั้นยังมีรายงานข่าวว่าผู้ตรวจสอบ ยังเป็นเพื่อน นรต.รุ่นเดียวกันกับผู้ถูกตรวจสอบ จึงขาดความน่าเชื่อถือ เรื่องนี้อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่ใช่แค่ปัญหาภาค 8

นายวิทยาซึ่งอยู่ในวงการการเมือง และคลุกคลีอยู่กับวงการตำรวจมานานหลายสิบปียังกล่าวหาด้วยว่า แม้แต่ในกรุงเทพฯหรือนครบาล ก็มีการซื้อขายตำแหน่ง ราคาซื้อขายพุ่งเป็น 2 เท่า และนายกรัฐมนตรีก็ต้องการให้ตรวจสอบให้หมด จึงควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่เป็นกลาง และเป็นอิสระให้เป็นผู้ตรวจสอบ เป็นที่เชื่อถือและยอมรับของทุกฝ่าย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เคยได้รับร้องเรียนบ่อยครั้ง เรื่องซื้อขายตำแหน่งตำรวจ แต่ สตช.ปฏิเสธมาโดยตลอด แม้แต่รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลตำรวจโดยตรง ก็ยืนยันคอเป็นเอ็นว่าไม่มี ไม่รู้เขาซื้อขายกันอย่างไร แต่เคยมีคำสั่ง คสช.ที่ 7/2560 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 เรื่อง ปรับปรุงการแต่งตั้งตำรวจ 3 ระดับ คือระดับกองบังคับการ กองบัญชาการและ สตช.

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงเหตุผลการออกคำสั่งว่า คำสั่งนี้ควรจะแก้ปัญหาการซื้อขายตำแหน่งได้ แต่ไม่ทั้งหมด เป็นการยอมรับเป็นนัยๆว่า ปัญหานี้มีอยู่จริง มิฉะนั้นจะออกคำสั่งมาทำไม การแก้ปัญหาทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับว่า มีปัญหา จึงจะสามารถแก้ไขได้ เหมือนกับผู้ป่วยต้องยอมรับกับหมอก่อน จึงจะได้รับการรักษาโรคที่ถูกต้อง.