บริการข่าวไทยรัฐ

กกต.เล็งโต้สนช. 2ประเด็นขัดรธน.ปปช.ชี้มูล ‘วัฒนา’

“มีชัย” ยันตั้ง กมธ.ร่วม ก.ม.ลูก กกต.ไม่กระทบโรดแม็ป ชี้ไม่ใช่เวทีตะลุมบอนเอาชนะคะคาน กกต.สุมหัวชงประเด็นโต้แย้ง เป้าหลักขัด รธน. สนช.ถกของร้อนต่อเนื่อง พิจารณา ก.ม.ลูกว่าด้วยพรรคการเมือง กมธ.ตกแต่งเพิ่มทุนประเดิมพรรคการเมือง 1.5 ล้าน เห็นด้วยใช้ระบบไพรมารีโหวต ตีกรอบหัวหน้าพรรค การเมืองปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1 ปชป.ค้านทันควัน หวั่นไพรมารีฉุกละหุกอลเวง แนะรอใช้ครั้งหน้า “มาร์ค” เตือนกลุ่มสโมสร ส.ส.อย่าเปลี่ยว ฝันตั้งพรรคหวังซิว รมต. ผบ.ทบ.แจงเชิญ “พิชัย” มาจิบกาแฟขอข้อมูล ศก. เปล่าคุกคาม ยันซื้อรถเกราะจีนเป็นไปตามแผนเดิม 7 สนช.จอมโดดร่มไม่ผิดจริยธรรม ผลสอบชี้สวมหมวกอีกใบลาไปปฏิบัติภารกิจจำเป็น มอบหมายคนแทนไม่ได้ ป.ป.ช.ชี้มูล “วัฒนา” ทุจริตบ้านเอื้ออาทร แต่ อสส.แย้งข้อมูลไม่สมบูรณ์ให้ตั้ง กก.ร่วม

หลังจากร่างกฎหมายลูกว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว ด้วยความฮือฮาจากปฏิบัติการเซ็ตซีโร่ โดยมีแนวโน้มว่าจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมขึ้นมาถกเถียงกันเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่นั้น ล่าสุดร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองก็กำลังจะผ่านการพิจารณาจากมือ สนช.เป็นฉบับที่ 2

ตั้ง กมธ.ร่วมไม่กระทบโรดแม็ป

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 13.45 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงแนวทางการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากมีความเห็นขัดแย้งกันว่าเป็นสิทธิของ กกต. หากมีการโต้แย้งก็ตั้ง กมธ.ร่วม พิจารณา 15 วัน สัดส่วนมาจาก สนช. 5 คน กรธ. 5 คน และ กกต. 1 คน มาพูดคุยกันด้วยเหตุผล กระบวนการแบบนี้มีไว้เพื่อให้ผู้ร่างกับผู้ปฏิบัติคุยกันให้เข้าใจจุดมุ่งหมาย เป็นเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่การเอาชนะกัน ไม่ใช่ยกพวกมาตะลุมบอนกัน ต้องรอดูว่า กกต.จะหยิบยกประเด็นใดมาโต้แย้งบ้าง เมื่อ กมธ.ร่วมพิจารณาเสร็จแล้ว ที่ประชุม สนช.ก็ต้องลงมติอีกครั้ง ถ้า สนช.จะตีตกต้องใช้เสียง 2 ใน 3 แล้ว กรธ.ก็จะเป็นผู้ร่างใหม่ ยังอยู่ในกรอบเวลา 240 วัน ไม่กระทบต่อโรดแม็ปเลือกตั้ง แต่การเตรียมการของ กกต.จะยากขึ้น เวลามันน้อยลง แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น

กกต.เล็งส่ง 2 ประเด็นโต้แย้ง สนช.

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงาน กกต. นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือการทำประเด็นโต้แย้งต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. โดยมี กกต.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง กระทั่งเวลา 16.00 น.นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า กกต.มีมติเบื้องต้นที่จะส่งหนังสือแย้ง 2 ประเด็นที่เห็นว่าเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ฉบับ สนช. ขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คือ 1.กรณีรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) บัญญัติให้ กกต.มีอำนาจจัดหรือมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดการเลือกตั้ง แต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 27 กลับเขียนให้ กกต.มีอำนาจเพียงมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการเลือกตั้ง 2. รัฐธรรมนูญมาตรา 224 (3) วรรคท้าย บัญญัติให้ กกต.แต่ละคนมีอำนาจในการสั่งระงับการเลือกตั้งของหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้ง หากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น แต่ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มาตรา 26 (2) กลับบัญญัติให้มีอำนาจเพียงชะลอ และนำเสนอเรื่องให้ที่ประชุม กกต.พิจารณา

ปมเซ็ตซีโร่ถกกว้างขวางไม่ตกผลึก

นายภูมิพิทักษ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องเซ็ตซีโร่ กกต.ที่ประชุมได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง ยังไม่ได้ลงรายละเอียด ขอรอดูร่างกฎหมายลูกที่ สนช.ส่งมาก่อน เพราะเพิ่งได้รับร่างกฎหมายในช่วงเย็นวันเดียวกัน ดังนั้น กกต.จะประชุมอีกครั้งเพื่อจะได้ส่งความเห็นแย้งกลับไปภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือครบกำหนดในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ กกต.จะแย้งไม่ได้มีเฉพาะ 2 ประเด็นนี้ อาจจะมีรวม 3-5 ประเด็น และแม้จะมี กกต.เห็นแย้งเพียงฝ่ายเดียวหรือแค่ประเด็นเดียวก็ต้องมีคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 โดยประธาน กกต.จะเป็นตัวแทน กกต.ไปทำหน้าที่

ถก ก.ม.ลูกพรรคการเมืองวาระ 2–3

นายยุทธนา ทัพเจริญ โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ในการประชุม สนช.วันที่ 15 มิ.ย. มีวาระสำคัญคือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง วาระ 2-3 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสมาชิกสนช.ขอแปรญัตติ 5-6 คน ในประเด็นทุนประเดิมการจัดตั้งพรรคการเมือง และค่าสมาชิกพรรคการเมืองปีละ 100 บาท

เพิ่มทุนประเดิม 1.5 ล้าน–ใช้ไพรมารี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่นำเข้าสู่ที่ประชุม สนช. วาระ 2-3 วันที่ 15 มิ.ย.นั้น กมธ.ได้แก้ไขสาระสำคัญเรื่องทุนประเดิมการตั้งพรรคการเมือง ที่ กรธ.เสนอมาที่ 1 ล้านบาท แก้ไขเป็นจัดให้มีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าจำนวนที่ กกต.กำหนดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา คือ 1.5 ล้านบาท หากพรรคการเมืองใดไม่ชำระทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมือง จะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส. ขณะที่การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครเลือกตั้งจากตัวแทนที่ได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด เรียกว่าระบบไพรมารีโหวต ส่วนผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้น ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร เพื่อส่งให้สาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดพิจารณาจัดลำดับบัญชีรายชื่อผู้สมัคร โดยให้หัวหน้าพรรคอยู่ในบัญชีลำดับที่ 1

ปชป.หวั่นฉุกละหุกแนะใช้ของเก่าก่อน

นายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ สนช.ร่างมามีปัญหาในทางปฏิบัติ อาทิ เรื่องการทำไพรมารีโหวตสรรหาผู้สมัครทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อในเวลาเพียง 180 วัน อาจมีปัญหาการล็อบบี้ เมื่อกฎหมายในหมวดเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว ทุกพรรคมีเวลาหาเสียงแค่ 150 วัน ถึงเวลาจะสับสน ฝุ่นตลบ เพิ่มต้นทุนสูงหลายเท่า สมาชิกจำนวน 35,000 คนของทุกพรรคที่ส่งคนลงครบทุกเขต จะต้องโหวต ต้องใช้คูหา ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐคุมการเลือกตัวแทนพรรค ถามว่าค่าใช้จ่ายคิดถึงหรือไม่ จะวุ่นวายสับสนแค่ไหน สนช.คิดบ้างหรือไม่ ขอเสนอให้ใช้ระบบการสรรหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งทั้งเขตและบัญชีรายชื่อแบบเดิมไปก่อน เพราะเวลาเตรียมตัวเลือกตั้งกระชั้นชิด ให้ใช้ระบบสรรหาผู้สมัครใหม่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

“มาร์ค” เตือนสติกลุ่มสโมสร ส.ส.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกลุ่มสโมสร ส.ส.ที่เชื่อว่าสมาชิกแต่ละคนมีฐานเสียงคนละ 3 หมื่นคะแนนว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายพรรคการเมืองที่กำลังตั้งใหม่ เชื่อว่าเมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งและนำคะแนนที่ได้มาคำนวณจะได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ บางคนคิดไกลกว่านั้น คือหากได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5-10 คน จะเป็นตัวแปรจัดตั้งรัฐบาล เรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรีได้ มีคนคิดสูตรแบบนี้มาก อยากเตือนว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น ประชาชนมีความคิดเปลี่ยนแปลงไป สูตรเดิมๆคงใช้ไม่ได้ ขนาดตนเองลงสมัครรับเลือกตั้งมาในเขตเลือกตั้ง 4 ครั้ง หลังจากนั้นก็อยู่ระบบบัญชีรายชื่อ แต่ยังผูกพันอยู่กับคนในเขตเลือกตั้งในอดีตของตนใน กทม. เชื่อว่าเป็นคะแนนพรรค ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70-80 ถ้าจะมีเรื่องของคะแนนส่วนตัวบ้าง ก็เติมเข้ามา ในยุคหลังนี้เห็นได้ชัดว่าประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องพรรค และนโยบายของพรรคมากกว่า

อัดรัฐจัดงบฯเหมือนสมัย “ถนอม”

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2561 ว่า รัฐบาลนี้สิ่งหนึ่งซึ่งกระทบวินัยการเงินการคลังมาก ที่ตนไม่สบายใจเลยคือ การไปอนุญาตว่าเงินใช้จ่ายของหน่วยงานต่างๆ ตามงบประมาณ ถ้าเหลือแล้วสามารถโอนเข้ามาเป็นงบกลางได้ อันนี้แทบจะไม่เคยทำกัน น่าจะมีรัฐบาลนี้กับรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรที่ทำปกติถ้าใช้เงินไม่หมดจะต้องคืนคลัง หรือโอนตามงบประมาณว่ามีค่าใช้จ่ายที่อื่นอะไร อย่างไร จะโอนข้ามหน่วยงาน จะต้องออกเป็น พ.ร.บ.ด้วยซ้ำไป แต่รัฐบาลนี้กลับให้โอนเป็นงบกลาง โอนเข้าสำนักนายกฯ ให้นายกฯพิจารณาเป็นหลัก ตามหลักการปกติสภาจะต้องเป็นคนพิจารณา แต่นี่เหมือนกับการเอาเงินไปเติมสำหรับนายกฯ และ ครม.ที่จะอนุมัติ และส่วนใหญ่งบกลางจะเป็นงบฉุกเฉิน สำรอง สำหรับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถจะจัดตามงบประมาณปกติได้ เพราะว่าหลักการ คือ ต้องให้ประชาชนรู้ว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร

“พิชัย” โวยรัฐบาลทหารกลั่นแกล้ง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ พ.ท.พีรยุทธ์ เศวตเศรนี ผบ.ส.พัน.12 รอ.โทรศัพท์แจ้งว่าจะมารับตัวในวันที่ 16 มิ.ย. เพื่อเข้าไปในกองทัพภาคที่ 1 นั้น ได้สอบถามกลับไปยัง พ.ท.พีรยุทธ์ว่าถูกเรียกเพราะสาเหตุใด แต่ไม่ได้รับ คำตอบ ทั้งนี้ตั้งแต่ถูกเรียกตัวและยกเลิกไปคราวที่แล้ว ก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไร นอกจากการตอบ 4 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ถามต่อสาธารณะ และออกมาเตือนเรื่องค่าเงินบาทแข็งจะมีผลต่อการส่งออก ให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้เสียและการว่างงาน เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำมานาน ซึ่งก็เป็นการให้แนวคิดตามข้อมูลที่ถูกต้องพร้อมข้อแนะนำตามโพล จึงไม่น่าที่จะต้องถูกเรียก วันนี้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตน่าจะได้รับการเคารพ ขณะเดียวกันไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ทราบหรือไม่ว่า มีการให้สรรพากรเข้ามากลั่นแกล้งตรวจสอบบริษัทเครือญาติของตน ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนแล้ว เพราะออกมาทำงาน การเมือง ดังนั้น ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์สั่งให้หยุดการ กลั่นแกล้งดังกล่าวโดยทันที เพราะไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาลแต่อย่างใด สุดท้ายสังคมจะดูว่ารัฐบาลทหารลุแก่อำนาจได้

ผบ.ทบ.แจงแค่เชิญมาให้ข้อมูล

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 14 มิ.ย. ที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่ากองทัพภาคที่ 1 จะเรียกนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน เข้ามาพูดคุย ว่า อย่าใช้คำว่าเรียกดีกว่า เพราะนายพิชัยเป็นบุคคลที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเสนอแนะข้อมูลให้รัฐบาลและ คสช.หลายครั้ง ฝ่ายเศรษฐกิจของ คสช.จึงอยากเชิญมาแลกเปลี่ยนข้อมูล อะไรที่เป็นประโยชน์ทาง คสช.ก็จะนำไปพิจารณาว่าสิ่งใดที่ยังคลาดเคลื่อนในช่วงเวลา 3 ปีนี้ก็จะชี้แจงกัน ถือว่าเป็นการนั่งกินกาแฟคุยกัน จึงไม่อยากให้ใช้คำว่าปรับทัศนคติหรือคำที่รุนแรง เพราะปัจจุบันไม่มีการปรับทัศนคติแล้วมีแต่เชิญมาพูดคุยทำความเข้าใจบางเรื่องที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเดินหน้าประเทศร่วมกัน

บุกบ้าน “ยุทธพงศ์” บล็อกหนังสือ

พล.อ.เฉลิมชัยยังกล่าวถึงกรณีที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์และอดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ระบุว่ามีทหารจากกองทัพภาคที่ 2 นำคำถาม 4 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.มาให้ตอบถึงที่บ้านว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ช่วงวันที่ 10-11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการเผยแพร่หนังสือพ็อกเกตบุ๊ก “ทำลายจำนำข้าวแต่ฆ่าชาวนา” ซึ่ง คสช.เคยห้ามแจกจ่ายเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนายยุทธพงศ์เป็นหนึ่งในผู้เขียน ทางทหารจึงไปขอร้องและเชิญมาพูดคุยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง 4 คำถามของนายกรัฐมนตรี แต่มีการนำสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน

15 มิ.ย.สรุปรูปเล่มงานปรองดอง

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อการสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างสัญญาประชาคมว่า คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการฯ ที่มีตนเป็นประธานจะประชุมครั้งสุดท้ายในวันที่ 15 มิ.ย. หลังจากนั้นจะทำเป็นรูปเล่มเพื่อนำเสนอคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานการประชุมในวันที่ 19 มิ.ย. ให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำออกมาเผยแพร่รายละเอียดได้

ซื้อรถเกราะ VN1 ของจีนราคาถูก

พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวถึงกรณี ครม.อนุมัติโครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง วีเอ็น 1 (VN1) จำนวน 34 คัน จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยงบประมาณ 2,300 ล้านบาทว่า ผู้ช่วย ผบ.ทบ.จะเดินทางไปลงนามการซื้อขายโครงการดังกล่าวกับประเทศจีน ไม่แน่ใจว่าจะเดินทางไปภายในเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า ถือเป็นการจัดหายานเกราะล้อยางที่เคยชี้แจงไปแล้ว เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสงสัยว่าเพราะเหตุใดถึงต้องซื้อจากประเทศจีน เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัยตอบว่า สำคัญที่สุดก็คือความเหมาะสมในการใช้งานกับกองทัพไทย รวมถึงราคาคุ้มค่า ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ คสช. การซื้อยุทโธปกรณ์จากประเทศตะวันตกค่อนข้างลำบาก

แจงงบ 2.3 พัน ล.อยู่ในแผนเดิม

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและโฆษกกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง วีเอ็น 1 จำนวน 34 คัน จากสาธารณรัฐ ประชาชนจีน งบประมาณ 2,300 ล้านบาทว่า การอนุมัติดังกล่าวอยู่ในแผนการจัดหารถเกราะล้อยางระยะที่ 2 ประจำปี 2560-2563 โดยใช้งบประมาณผูกพันของกองทัพบกในแผนพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพเดิมอยู่แล้ว ซึ่งกองทัพบกจะเป็นหน่วยที่ใช้ เพื่อทดแทนรถเกราะวี 150 ซึ่งใช้งานมากว่า 40 ปี และทดแทนรถสายพานเอ็ม 113 เอ 3 ที่ใช้งานมากว่า 50 ปีแล้วเช่นกัน เพื่อให้ทหารม้าของกรมทหารม้าที่ 1 มีรถเกราะใช้งานเพราะเป็นหน่วยยานเกราะ

“บิ๊กตู่” เหวี่ยงกะลาหวิดโดนหัว รปภ.

เมื่อเวลา 15.35 น. ที่ห้องโถงตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมออกกำลังกายประจำสัปดาห์กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯ เต้นแอโรบิกเป็นเวลา 30 นาที จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้จับคู่กับ พล.อ.วิลาศ ออกกำลังด้วยการเล่น “กะลาสามัคคี” ผลัดกันใช้มือออกแรงดึงกะลาสามัคคีประมาณ 2-3 นาที เมื่อเลิกเล่น พล.อ.ประยุทธ์ได้เหวี่ยงกะลาสามัคคีเล่นเหมือนกับนักกรีฑาขว้างค้อน อย่างเพลิดเพลินอยู่คนเดียว ขณะเดียวกัน ร.อ.นิชนุ เชื้อพรรณงาม ทีมรักษาความปลอดภัย ที่ยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะหยุดเหวี่ยงจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บอุปกรณ์ แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังจะเหวี่ยงอีกรอบ เลยเกือบพลาดโดนศีรษะและลำตัว แต่สามารถหลบทัน ทำให้ผู้ร่วมออกกำลังกายและผู้สื่อข่าวต่างตกอกตกใจและพากันหวาดเสียวไปตามๆกัน ทั้งนี้ อุปกรณ์กะลาสามัคคีที่นำมาเล่นเป็นอุปกรณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์สั่งซื้อไว้ 50 ชุด เพื่อไว้ให้ข้าราชการออกกำลังกาย โดยประยุกต์นำกะลามะพร้าวเจาะรูใช้เชือกยาวประมาณ 1 เมตร 2 เส้นสอดเข้าไปปลายเชือกมีห่วงสำหรับใช้มือจับเพื่อดึง ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “รอกกะลา”

7 สนช.จอมโดดร่มไม่ผิดจริยธรรม

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ในการประชุม สนช.วันที่ 15 มิ.ย. มีวาระการพิจารณาผลการตรวจสอบของคณะกรรมการจริยธรรม สนช. ที่มีตนเป็นประธาน กรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียน 7 สนช. ที่ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุม สนช.เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ.2557 ได้แก่ 1.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 2.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 3.นายดิสทัต โหตระกิตย์ 4.นายสุพันธุ์ มงคลสุธี 5.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา 6.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง 7.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมการจริยธรรมมอบหมายให้คณะอนุกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการขาดการลงมติเกิน 1 ใน 3 ของการประชุม สนช.ในรอบ 90 วัน ของ สนช.ทั้ง 7 คนแล้ว ทางคณะอนุกรรมการฯได้ส่งผลสอบมาว่า ไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมเนื่องจากการลาประชุมของ 7 สนช. เป็นไปตามข้อบังคับ และมีภารกิจของหน่วยงานที่ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ จึงมีความจำเป็นต้องลาประชุม ซึ่งคณะกรรมการจริยธรรมได้ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบตามมติที่คณะอนุกรรมการเสนอมา โดยในการประชุม สนช. ในวันที่ 15 มิ.ย. นายกล้านรงค์ จันทิก สนช.ในฐานะรองประธานคณะกรรมการจริยธรรม จะรายงานผลสอบของคณะกรรมการจริยธรรมว่า 7 สนช.ไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมให้ที่ประชุม สนช.รับทราบ แต่ไม่จำเป็นต้องมีการลงมติโหวตตัดสินจากที่ประชุม สนช.

ฟัน สกสค.ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินมิชอบ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.แถลงว่า ป.ป.ช. มีมติชี้มูล ความผิดคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับพวก รวม 20 ราย กรณีอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยมิชอบ จากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2556 สกสค.ได้รับหนังสือเชิญชวนให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยนฯ จากนั้นคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ มีมติวันที่ 25 ธ.ค.2556 ให้นำเงินกองทุนฯไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทฯ 2,100 ล้านบาท โดยพิจารณาจากเอกสารของบริษัทฯ เพียงฉบับเดียว ไม่พิจารณาสถานะบริษัทฯ และไม่ตรวจสอบเอกสารการรับรองของธนาคารอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินสมบูรณ์ โดยใช้เวลาเพียง 2 วัน โอนเงิน 2,100 ล้านบาทให้บริษัทฯ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบ ซึ่งปรากฏต่อมาในภายหลังว่า บริษัทฯไม่สามารถหาธนาคารมารับรองตั๋วสัญญาใช้เงินได้ภายในเวลาที่กำหนด รวมถึงหลักทรัพย์ต่างๆที่บริษัทฯนำมาค้ำประกันก็ไม่มีอยู่จริง แต่คณะกรรมการบริหารกองทุนยังอนุมัติเงินเพิ่มอีก 400 ล้านบาท ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทฯอีก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วพบว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทฯโดยมิชอบและทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายต่อ สกสค. จึงมีมติชี้มูลความผิดทางวินัยและอาญาแก่คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เพื่อส่งเรื่องไปดำเนินคดีต่อไป

ตั้งคณะทำงานร่วมคดีบ้านเอื้ออาทร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช.ถึงความคืบหน้าการไต่สวนนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรณีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ในโครงการบริษัท พาสทีญ่าไทย จำกัด ว่า หลังจากที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายวัฒนาในกรณีดังกล่าวช่วงต้นปี 2560 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนไต่สวนไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว แต่สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ตามข้อกฎหมาย จึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ ก่อนส่งฟ้องต่อศาลต่อไป อย่างไรก็ตาม หากคณะทำงานระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการสูงสุดหาข้อยุติไม่ได้ ทาง ป.ป.ช.สามารถนำสำนวนมาส่งฟ้องต่อศาลด้วยตนเองได้

“ออมสิน” เมิน ก.ม.จัดทรัพย์สินวัด

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบเงินบัญชีวัดต่างๆ เรื่องของพระ เรื่องของพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อยากให้รอบคอบ รัดกุม เพราะมีผลกระทบเยอะ ทั้งประเทศมี 4 หมื่นวัด มีพระประมาณ 3 แสนรูป มีเพียงไม่กี่วัด ไม่กี่องค์ที่มีพฤติกรรม ลักษณะนี้ ต้องว่าเป็นรายๆไป ที่ พศ.ต้องการให้ สนช. ออกกฎหมายป้องกันทุจริตวัด เท่าที่ตนศึกษาระเบียบสงฆ์รอบคอบดีอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวผู้ที่เกี่ยวข้องบางรายหนีออกต่างประเทศ นายออมสิน ตอบว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกนี้ ก็ประสานเพื่อขอตัวกลับได้

พศ.เล็งหารือ สนช. 20 มิ.ย.

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. กล่าวว่า ในประเด็นการปรับปรุงการจัดระบบบัญชีทรัพย์สินของวัด เบื้องต้นอาจจะมี 3 มาตรการ คือ ทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ มีระบบควบคุมตรวจสอบรายงาน ต้องมีการเปิดเผย อาจต้องออกเป็นกฎหมาย พศ.จะขอหารือกับคณะ กมธ.การศาสนาฯ สนช.ที่จะมาสักการะมหาเถรสมาคม (มส.) ในวันที่ 20 มิ.ย. ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม

แฉแก๊งผู้บริหารเอี่ยวโกง 60 ล.

พ.ต.ท.พงศ์พรกล่าวถึงความคืบหน้ากรณี ป.ป.ป.บุกค้นบ้าน อดีต ผอ.พศ.และผู้บริหารระดับสูงของ พศ.ที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดกว่า 60 ล้านบาทว่า พศ.ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ป.แล้ว แจ้งผู้ต้องหามาทั้งหมด 4 คน ในจำนวนนี้เกษียณอายุราชการไปแล้ว 1 คน คืออดีต ผอ.พศ. อีก 1 คน ออกจากราชการไปแล้ว ส่วนอีก 2 คน ยังอยู่ในระบบราชการ ตำแหน่งบริหารระดับสูง ระดับ 9 และระดับ 8 ทั้งนี้ ป.ป.ป.ไม่ได้ให้หลักฐานอะไรมา เพียงแจ้งให้บุคคลทั้ง 4 ไปรับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 16 มิ.ย. กรณีอดีต ผอ.พศ.ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และไม่ได้อยู่ในประเทศไทย กับข้าราชการ พศ.ที่ออกจากราชการไป หากพ้นระบบราชการไปแล้ว จะเป็นกระบวนการทางอาญา เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมือง ส่วนผู้ที่อยู่ในระบบราชการ พศ.จะตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ควบคู่กับการพิจารณาคดีของทาง ป.ป.ป. ขณะนี้ พศ.ร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เหลือเพียงลงนามในคำสั่ง แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกรงจะกระทบการสืบสวน ส่วนของการสรุปโทษทางวินัย ต้องรอผลการสืบสวนจาก ป.ป.ป.ก่อน

“เย็นไว้โยม” พระครูเตือนสติภาครัฐ

ด้านพระครูปลัดกวีวัฒน์ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ท่าทีของภาครัฐที่แสดงความประสงค์จะเข้ามาแก้ปัญหาทรัพย์สินของวัดในขณะนี้เป็นเรื่องดี แต่เป็นห่วงการแสดงความร้อนรน ตั้งข้อสงสัยตามความคิดของคนบางกลุ่ม ไม่ศึกษาถี่ถ้วนจากผู้รู้ สร้างความอ่อนแอให้ศาสนา ทำลายศรัทธา ควรให้ในฝ่ายศาสนจักรมีมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน มส. ส่วนฝ่ายอาณาจักรมี พศ.ได้ร่วมกันแก้ไข ไม่ใช่เร่งรีบออกมาให้ข่าวก่อน ข้อเสนอให้วัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินตามเกณฑ์มาตรฐาน ครอบคลุมทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อมีการร้องขอให้แสดงบัญชีทรัพย์สินของวัดเมื่อปีที่ผ่านมา วัดทั่วประเทศให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าคณะสงฆ์เองพร้อมให้ความร่วมมือฝ่ายบ้านเมืองอยู่แล้ว