บริการข่าวไทยรัฐ

คลังยกเครื่องกฎหมายร่วมทุน ชง ครม.ทุกโครงการเข้า “พีพีพี-ฟาสต์แทร็ก”

สคร.เสนอคลังแก้ พ.ร.บ.ร่วมทุนเป็นครั้งที่ 2 หลังจากแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 มาเป็นปี 2556 โดยต้องการเพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการทำงานให้แก่คณะกรรมการ PPP หลังแจ้งเกิดโครงการร่วมลงทุนปีนี้ไปแล้ว 190,000 ล้านบาท และยังมีโครงการค้างท่อที่จะอนุมัติอีก 140,000 ล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.จะเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 หลังจากที่กระทรวงการคลังได้เคยแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่ออกมา เมื่อปี พ.ศ.2535 หรือ “พ.ร.บ.ร่วมลงทุนปี 35” ไปแล้วหนึ่งครั้ง โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ สคร.จะเสนอให้ทุกโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ Public Private Partnership : PPP มีระบบการทำงานเร็วขึ้น หรือเรียกว่า PPP Fast Track

“กฎหมายปัจจุบันใช้ระยะเวลาในการพิจารณาโครงการนานถึง 25 เดือน แต่หากเป็นโครงการที่เข้าสู่กระบวน การพิจารณาของ PPP Fast Track (พีพีพี-ฟาสต์แทร็ก) จะลดระยะเวลาเหลือเพียง 9 เดือน สคร.จึงมีความคิดว่า โครงการใดๆก็ตามหากเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ก็ควรจะเข้าสู่กระบวนการ PPP Fast Track ทั้งหมด โดยจะยกเลิกระบบเดิมที่มีความล่าช้า ซึ่ง สคร.จะเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาในเดือน ก.ค.นี้

นายเอกนิติกล่าวว่า การปรับปรุง พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2556 เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการต่างๆของภาครัฐที่จะช่วยทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้เร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของประชาชนดีขึ้น และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดให้มีการลงทุนจากความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยปีละ 47,000 ล้านบาท

สำหรับกระบวนการพิจารณาของกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือคณะกรรมการ PPP ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดโครงการ PPP Fast Track รถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่าโครงการ 190,000 ล้านบาทได้สำเร็จภาย ใน 9 เดือน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย) มูลค่าโครงการ 83,877 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี (โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู) มูลค่าโครงการ 56,691 ล้านบาท และโครงการรถ ไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง (โครงการรถไฟฟ้าสายเหลือง) มูลค่าโครงการ 54,644 ล้านบาท

“โครงการรถไฟฟ้า 3 สาย ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุนปี 2556 เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายได้มีการลงนามในสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2560 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโครงการรถไฟฟ้าสายเหลืองจะมีการลงนามในสัญญาในวันที่ 16 มิ.ย.นี้”

นอกจากนี้ สคร.อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการ PPP ภายในปลายเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาโครงการลงทุนใหม่เข้าสู่ PPP Fast Track ได้แก่ โครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้านใต้ จากช่วงเตาปูน-ถนนกาญจนาภิเษก รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดคือภูเก็ตและเชียงใหม่ มูลค่า 600,000 ล้านบาท และยังเตรียมเสนอโครงการ PPP Fast Track สำหรับการบริหารดูแลบำรุงรักษามอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา และเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี รวมมูลค่าอีก 140,000 ล้านบาท

“ในปีนี้มีการอนุมัติ PPP Fast Track ไปแล้ว 3 โครงการจากทั้งหมด 5 โครงการที่ สคร.เสนอไปยังคณะกรรมการ PPP โดยอีก 2 โครงการที่ยังไม่ได้อนุมัติคือ งบการบริหารและบำรุงมอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมาและเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งคาดว่าจะอนุมัติได้ทั้งหมดภายในปีนี้”

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า PPP Fast Track เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนของรัฐบาล โดยการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ในการทำงานในบางขั้นตอนให้คู่ขนานกันไป โดย สคร.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ PPP ทำหน้าที่เป็นตัวกลางกำหนดรายการข้อมูลที่จำเป็นในการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนให้ชัดเจน (Checklist) และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ลดระยะเวลาการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2556 ที่จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำการศึกษาโครงการจนถึงการประ-กาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุน จากเวลาปกติประมาณ 25 เดือน ให้เหลือเพียง 9 เดือน นอกจากนี้ จะได้นำบทเรียนต่างๆ รวมถึงกลไกสำคัญของมาตรการ PPP Fast Track มาใช้ในการปรับปรุง พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2556 ด้วย ซึ่ง รมว.คลังได้เห็นชอบหลักการแล้ว โดยมีหลักการสำคัญในการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนให้มากขึ้น มีขั้นตอนที่กระชับชัดเจน แต่ยังคงความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้.