วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นุ๊ก เปิดใจสามีเก่าไม่ส่งเสียลูก-ฝากสามีใหม่ดูแลถ้าตนตาย

นุ๊ก สุทธิดา เปิดใจถึงเรื่องราวกับอดีตสามีเก่า ว่าตั้งแต่เลิกรากันไม่เคยส่งค่าเลี้ยงดูให้ลูกเลย และเล่าถึงตอนท้องลูกคนที่ 3 ต้องนอนอยู่เฉยๆ นานถึง 2 เดือน เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายกับลูกในท้อง และวางแผนให้กับสามีหากตนเกิดเสียชีวิตในระหว่างคลอดลูก 

นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา หรือชื่อใหม่หลังเปลี่ยนศาสนาคือ อาอีซะห์ เกษมสันต์ ณ อยุธยา อดีตนักร้องชื่อดัง ได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการ ยิ่งศักดิ์ยิ่งแซ่บ ทางช่อง 9 MCOT HD กับอาจารย์ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ถึงเรื่องราวของอดีตสามีที่เลิกรากันไปก็ไม่เคยส่งเสียลูกทั้ง 2 คน 

อีกทั้งยังได้เล่าถึงเหตุการณ์เสี่ยงตายหลังจากที่ตัวเองกำลังตั้งท้องลูกคนที่ 3 และวางแผนให้สามีหอบลูกทั้ง 3 คนไปมาเลย์ถ้าหากเจ้าตัวเสียชีวิตในขณะที่คลอดลูก ซึ่งสาวนุ๊กเปิดเผยถึงเรื่องนี้ 

ถึงเรื่องราวที่ไม่เคยมีใครได้รู้มาก่อนเกี่ยวกับอดีตสามีที่ไม่เคยส่งเสียค่าเลี้ยงดูลูก

"จริงๆ ค่ะไม่ส่งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะไม่ส่ง ตอนแรกข้อตกลงคือฝ่ายนู้นจะเป็นฝ่ายดูแลลูกไม่ใช่เรา ทางฝ่ายโน้นก็จะรู้ว่าตอนเลิกกันเราออกมาแต่ตัว แต่ว่าในคำ ที่เวลาเลิกกันเขาจะมีลงท้าย ก็คือเขาจะดูแลลูก แต่ว่าถึงเวลา ก็ไม่เกิดการดูแล เราก็เข้าใจเขานะ ไม่ได้โกรธไม่ได้แค้น แต่ถามว่ามันควรมั้ยก็ไม่ควร ถ้าว่าด้วยเรื่องมนุษยธรรม"

เคยติดต่อไปมั้ย? "จะมีก็ถ้าเกิดเขาอยากจะเจอลูก ส่วนมากจะไม่ใช่เขา แต่เป็นฝั่งคุณพ่อคุณแม่อยากเจอหลาน เราก็จะให้คนไปส่งให้" ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับคุณพ่อเด็ก? "ส่วนมากนุ๊กจะไม่ได้คุยกับเขา คือนุ๊กเชื่อว่าเขายังรักอยู่ คนเราเวลาที่ยังรักอยู่ แต่เวลาต้องจากกันหรือไม่ได้ดั่งใจ มันก็จะกลายเป็นความเกลียด"

นุ๊กไม่คิดที่จะฟ้องร้อง หรือจะทำอะไรที่ทำให้เขาต้องมาส่งเสียบ้าง? "จริงๆ ตอนแรกด้วยความที่เรา ก็ไม่ได้สบาย เพราะเราก็ออกมาแต่ตัวจริงๆ เราก็รู้และเข้าใจทุกอย่าง ไม่ได้โกรธใคร ตอนนั้นก็ยังเป็นพุทธแต่เราก็ศึกษาเรื่องศาสนา เราสนุกคนที่อยู่กับศาสนา ไม่ว่าศาสนาอะไรก็ตาม ตั้งแต่ตอนนั้นจนปัจจุบันเราก็ไม่รู้สึกลำบาก โอเคเราก็รู้สึกว่าเรามีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ แต่เราก็ไม่รู้สึกลำบากหรือว่าทุกข์ทนอะไรมาก เราก็เลยไม่คิดทำอะไร

แต่ว่าพอคุยกับทนาย หรือเพื่อนๆ หลายคนที่เขาหวังดี เตือนมาว่าไม่ได้มันเป็นเรื่องของจริยธรรม ถ้าว่าฝ่ายชายเป็นครอบครัวที่ยากจนเราก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเกิดฝ่ายชายเขามั่งมีแล้วเขาทำอย่างนี้มันเป็นการกลั่นแกล้งกัน และเป็นการไม่มีจริยธรรม ถ้าจะให้นุ๊กไปฟ้องร้องใน ณ วันนี้ยังไม่ได้ทำอะไร เค้าจะได้รับรู้ ถ้าเค้ารู้สึกอะไรบ้าง เค้าคงจะทำอะไร"

จะนำเงินที่ได้มาเลี้ยงลูก หรือว่าเลี้ยงดูนุ๊กและครอบครัวใหม่? "จริงๆ ทั้ง 2 คนต้องกินยาประจำทุกวัน เฉพาะค่ายา คนนึงก็หมื่นนึง ค่าใช้จ่ายเกือบแสน บ้านหลังใหญ่อยู่กันเยอะ เงินที่หามาได้ก็อยู่ได้ในระดับนึงนะคะ นุ๊กไม่ใช่คนบ้าแบรนด์เนม ไม่ได้ชอบใช้อะไรหรูหรา เป็นคนธรรมดา"

ที่ผ่านมาเลี้ยงลูก 2 คนด้วยตัวคนเดียวมาตลอดเลย? "นุ๊กก็คิดว่ามีใครข้างบนช่วยเหลือนุ๊ก มันผ่านมาได้อย่างไร แต่นุ๊กก็ไม่โกรธเค้านะคะ เวลาที่เรายังรักใครอยู่ เกลียดก็คือยังรัก แต่ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลย เฉยๆ นั่นคือไม่รักค่ะ" 

เด็กๆ ต้อนรับพ่อใหม่ดีมั้ย และเค้ารักลูกเรามั้ย? "ก็มีข้อที่เข้ากันได้ และเข้ากันไม่ได้ด้วย ด้วยความที่เค้าเด็กด้วยกันทั้งคู่ ลูกคนโตอายุ 12 ส่วนสามีอายุ 25 เค้าก็ทำตัวเหมือนเพื่อนกัน ตอนนุ๊กท้องเค้าก็พาลูกไปสวนสาธารณะด้วยกัน คือเค้าเหมือนเพื่อนกันมากกว่า"

ให้ลูกเรียกเค้าว่าพ่อมั้ย? "ไม่ค่ะ ตอนนั้นยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ไม่ได้เจอกันด้วย จะเป็นการไลน์ เฟซไทม์คุยกันก่อน เค้าก็จะเรียกชื่อเฉยๆ ถามว่าเค้ารู้มั้ยว่าคนนี้จะก้าวเข้ามาในครอบครัว ตอนแรกไม่รู้ เพราะนุ๊กไม่ค่อยจะพาใครมาแนะนำเท่าไร"

ตอนท้องลูกคนล่าสุด นุ๊กไม่ค่อยสบาย เครียดมาก จนคิดว่าจะเสียชีวิต? "ตรวจเยอะมาก กระดูกเชิงกรานไม่เหมือนตอนท้องแรกๆ มันจะปวดมาก คือตอนช่วง 1-3 เดือน ไม่ได้ออกกำลังกายเลยค่ะ มาเข้าเดือนที่ 6 ก็เริ่มมีอาการ เริ่มท้องแข็ง เป็นก้อนๆ แข็งมากที่ท้อง

พอไปหาหมอคุณหมอก็จับเข้าห้องรอคลอด วัดตลอดว่าท้องแข็งเท่าไร แต่ท้องแข็งตลอด และคุณหมอก็เริ่มให้ยา ให้อยู่โรงพยาบาลก่อนไม่ให้กลับ แต่นอนไม่ได้ สามีจะขับรถกลับยังไงเพาะเค้าไม่รู้ทาง ลูกอยู่ที่บ้านอีก 2 คนล่ะ คือมันไม่พร้อม

แต่ตอนนั้นคิดว่าต้องสู้ เราต้องกลับบ้านให้ได้ คุณหมอเลยให้อยู่ที่โรงพยาบาลจนครบ 12 ชั่วโมงก่อนเพื่อดูอาการ แต่กลับบ้านก็ต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียวไม่ทำอะไรเลย 2 เดือน กินข้าวก็กินบนเตียง กับถัดลงมา และเดินเข้าห้องน้ำเท่านั้น 

กว่าจะได้ลูกคนเล็กมา เราก็มีเรื่องที่ต้องคุยกันถึงเรื่องเฉียดตายกันมาแล้วนะคะ เพราะระหว่างที่นอนรอคลอด มันมีเด็กคลอดตลอด แต่ตอนนั้นเรารู้สึกว่าอะไรก็ไม่แน่ไม่นอน อะไรที่เราเคยคิดแต่ไม่กล้าถาม อย่างเช่น ถ้าลูกไม่รอด เราจะทำอย่างไร

ตอนท้องไม่กล้าพูด คือกลับมาบ้าน เราคิดว่ามันอาจจะเกิด เราต้องเป็นทีมเดียวกัน เราต้องถาม แต่เค้าบอกว่าไม่เป็นไร แต่เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด อะไรที่หมอห้ามเราต้องเคร่งครัด 

และก็ถามเค้าว่า ถ้าเราไม่รอดล่ะ อยากรู้ว่าเค้าจะกลับมาเลย์หรือว่าอยู่ไทย ถ้าลูกรอดจะเอาลูกกลับไปด้วยมั้ย เค้าก็ร้องไห้ขึ้นมาเลย และบอกว่าเค้ายังไม่พร้อมที่จะดูแลลูกหรอก ด้วยวุฒิภาวะและกำลังทรัพย์ เค้าไม่พร้อมที่จะดูแลลูก

เราก็แบบ บอกตัวเองว่าก็ตายไม่ได้หรอก เพราะว่ามีลูกอีก 2 คน แต่ก็ต้องเตรียมการ ก็เลยบอกเค้าว่าถ้าเราไม่รอด ให้ทำอย่างนี้นะ เอาลูกเราทั้งหมดไปมาเลย์ ไปเรียนที่นั่นนะ วางแพลนให้เค้าค่ะ".