วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กห.ชี้ประชาชนมอง ก.ม.ไทย เป็นสาเหตุรากเหง้าความขัดแย้ง

โฆษก กห.เผย ปชช.สะท้อนปัญหาระบบ ก.ม.ไทย เป็นต้นเหตุความขัดแย้งในสังคม แนะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ช่วยทำประเทศชาติสงบปราศจากความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.60 พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ จากเวทีการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ผ่านมา ต่อประเด็นด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ว่า ได้รับความสนใจลำดับต้นๆ โดยภาพรวมมีความเห็นร่วมสอดคล้องกัน ถึงการขาดซึ่งความยุติธรรมซึ่งเป็นสาเหตุรากเหง้าของความขัดแย้ง ความไร้เสถียรภาพของสังคม ทั้งนี้ประชาชนร่วมกันสะท้อนว่าปัญหาระบบกฎหมายไทย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เหมาะสมกับสภาพและลักษณะของสังคม ความไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายของตัวบุคคล การใช้ช่องว่างของกฎหมายในการกระทำความผิด ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายของผู้มีอำนาจ ไม่จริงจัง เสมอภาคและเป็นธรรม จึงมีความจำเป็นที่ทุกคนในสังคมรวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบและกระบวนการยุติธรรม ควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมให้มากกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งจะทำให้ประเทศมีความสงบสุข และไม่เกิดความขัดแย้งกัน

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า ดังนั้นภาครัฐต้องทบทวนกฎหมายให้ทันสมัยสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมและกติการะหว่างประเทศ โดยลดหรือยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น ปรับปรุงกฎหมายที่ขาดความชัดเจน รวมทั้งพิจารณาดำเนินการแก้กฎหมายที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ในภาครัฐจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจความน่าเชื่อถือในระบบนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำ มีกลไกที่เข้มแข็งเป็นธรรมในการตรวจสอบขั้นตอนและองค์กรที่ใช้อำนาจตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อย่างไม่เลือกปฏิบัติ เป็นกลางและปราศจากอิทธิพลทางการเมือง ร่วมกับการส่งเสริมให้มีระบบยุติธรรมทางเลือกหรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยนำประชาชนมาเป็นหุ้นส่วนในการจัดการกับความขัดแย้ง เพื่อให้คู่กรณีได้มีการไกล่เกลี่ยหาข้อยุติร่วมกัน

พล.ต.คงชีพ กล่าวต่อว่า ภาครัฐโดยหน่วยงานและเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เสมอภาค และเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ โดยคำนึงถึงความรวดเร็วเท่าเทียมกันในทุกกรณีเพื่อให้เกิดการยอมรับในความเสมอภาค โดยเฉพาะตำรวจ ซึ่งดำเนินงานยุติธรรมต้นทาง และรัฐต้องเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมาย การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐแก่เยาวชนและประชาชนควบคู่กันไป เพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล หน่วยงานทางกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้อง “ความตื่นตัว ตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านกระบวนการยุติธรรม ควบคู่กับความมุ่งมั่น จริงใจของรัฐ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ โดยร่วมกันยึดเอาประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้สังคมสามารถลดความเหลื่อมล้ำอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข