บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกาะเปาะโมเดล วาญิบมุสลิมต้องทำ

ในการแก้ไขปัญหาความ ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (จชต.) เราเคยได้ยินเรื่องทุ่งยางแดงโมเดล คือ การที่นำเอากำนัน...ผู้ใหญ่บ้าน ชุดราษฎรอาสารักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ชรบ. และอาสาสมัครภาคประชาชน เข้าอยู่เวรยามดูแลความปลอดภัยแก่ครู

หรือ...ข้าราชการที่จะเข้าปฏิบัติงานพื้นที่หมู่บ้านในเขต 3 จชต. ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โมเดลนี้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2557 ในยุครัฐบาล คสช.

ซึ่งวันนั้นมี พลโทปราการ ชลยุทธ เป็นแม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน. ภาค 4 และ นายภาณุ อุทัยรัตน์ เป็นเลขาธิการ ศอ.บต.

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ และสามารถดูแลความปลอดภัยแก่บุคคลเป้าหมาย และสามารถทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้นอย่างชัดเจน

วันนี้...จะขอพูดถึงโมเดลใหม่ที่เรียกว่า “เกาะเปาะโมเดล”

นับเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 9 พ.ค.2560 ได้มีการลอบวางระเบิดที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เขตจังหวัดปัตตานี

โดยมีพฤติการณ์การก่อเหตุในรูปแบบทั่วไปคือ จี้ชิงรถนำไปบรรจุระเบิดเป็นคาร์บอมบ์ แล้วแอบนำมาจอดไว้บริเวณห้าง

พอได้เวลาก็จุดประทัดยักษ์เป็นระเบิดเสียงเพื่อเรียกคน แล้วก็จุดระเบิดคาร์บอมบ์หวังผลที่จะสังหารหมู่บรรดาพี่น้องประชาชน

“วันนั้นหาก รปภ.ของห้างบิ๊กซีไม่ได้ใช้แผนเผชิญเหตุ กันบรรดาไทยมุงแล้ว จะต้องมีเด็ก สตรีและผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายเสียชีวิตบาดเจ็บนับร้อยคน”

เพราะจากน้ำหนักของดินระเบิด 90 กิโลกรัม ย่อมสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

ภาณุ อุทัยรัตน์ ย้ำว่า จากการที่เจ้าหน้าที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายใน 48 ชั่วโมง จับตัวคนร้ายได้ถูกตัว และสารภาพจนหมดสิ้นนั้น ถือว่าเป็นตัวแบบที่สำคัญที่ควรศึกษา และนำเป็นตัวแบบต่อไป

โดยเรียกแนวทางปฏิบัตินี้ว่า “เกาะเปาะโมเดล”

จุดเริ่ม...นับจากนาทีแรกหลังจากการระเบิดเกิดขึ้น ได้มีการตรวจสอบข้อมูลเบาะแสประกอบต่างๆ

จนเป็นที่ทราบได้ว่า จุดก่อเหตุที่คนร้ายจับเจ้าของรถและนำไปสังหารเกิดในเขตหมู่ที่ 2 และ 3 ตำบลเกาะเปาะ อำเภอหนอง–จิก จังหวัดปัตตานี

โดยมีนายเอก ยังอภัย นายอำเภอหนองจิก และ ผอ.ศปก.อ. หนองจิก ได้เรียกกำนันผู้ใหญ่บ้านมาสอบถามข้อมูล และให้กลับไปหาข่าวในพื้นที่ กำหนดมารายงานผลภายใน 2 ชั่วโมง

ซึ่งต่อมา...ก็ได้รับข่าวแจ้งกลับ จนนำไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันของฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ

จนกระทั่งสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ในเวลาอันรวดเร็ว

โดยได้ข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลเกาะเปาะ พื้นที่เกิดเหตุสังหารคนขับรถที่เป็นคาร์บอมบ์ว่า ตนได้รับการแจ้งเบาะแสข้อมูลทั้งหมดจากชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ จึงสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้

ที่สำคัญ...เมื่อถามว่าทำไมคนในหมู่บ้านกล้าบอกข่าวดังกล่าวได้

ทั้งๆที่ผู้ก่อเหตุก็คือ “คนในหมู่บ้าน” ที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง

และยังเป็น “ผู้นำศาสนา (อิหม่าม)” ที่มีอิทธิพลพิเศษในพื้นที่

ผู้ใหญ่บ้านตอบชัดเจน ชาวบ้านบอกผมว่า “เราเป็นมุสลิมได้รู้เห็นเหตุการณ์ชัดเจน และเห็นว่าเป็นภัยทำให้เกิดความเสียหาย ไม่บอกถือว่าเป็นบาป นี่คือวาญิบ หรือเป็นหน้าที่ที่พี่น้องมุสลิมต้องทำ”

นี่คือเบื้องหลังของการคลี่คลายคดีสำคัญ ที่สามารถสรุปแนวทางสำคัญ คือ

1. เป็นผลจากการบริหารจัดการในรูปแบบของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ ศปก.อ. ซึ่งนับเป็นกลไกองค์กรที่มีเอกภาพ และประสิทธิภาพ มีนายอำเภอในฐานะ ผอ.ศปก.อ.

“ฝ่ายปกครอง”...เป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหา

มีฝ่ายทหารคือ ผบ.ฉก. 2 หมายเลข และมีตำรวจคือ ผกก.สภ. พื้นที่ ทั้งนี้ เราให้ความสำคัญแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในแต่ละพื้นที่เป็นบุคคลสำคัญที่ต้องแสดงบทบาทรับผิดชอบชัดเจน...

ต้องติดตามสถานการณ์...รับรู้ทุกการเคลื่อนไหว

เพื่อทำให้พื้นที่หมู่บ้านของตนเองเป็น “พื้นที่ปลอดเหตุ คนปลอดภัย”

ในพื้นที่ จชต. ได้ประกาศใช้รูปแบบ ศปก.อ. มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 สมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. แต่

ต่อมาเวลานี้อาจจะให้ความสำคัญลดน้อยไป

แต่ในครั้งนี้เห็นชัดเจนว่า ศปก.อ. เป็นการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง

2. เป็นผลจากแนวทางหลักการทาง “ศาสนาอิสลาม” ที่สำคัญ

โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิมที่จะต้องยึดถือและนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนคือ การรู้เบาะแส การเป็นหูเป็นตา รู้เห็นภัยต้องบอก ไม่บอกเป็นบาป

ทุกคนต้องยึดถือเป็น “วาญิบ” คือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพี่น้องมุสลิมทุกคน

ซึ่งต่อมาประธานอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ได้เผยแพร่ย้ำเตือนแนวทางการปฏิบัติดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะในช่วงเดือน “รอมฎอน” ปีนี้ ก็มีการพูดถึงในเอกสารเผยแพร่ธรรมตามมัสยิดต่างๆด้วย

ทั้งหมดเหล่านี้คือ “เกาะเปาะโมเดล” ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ นำเผยแพร่ให้เป็นแบบอย่างในทางปฏิบัติ

สำหรับในสายงานของฝ่ายราชการคือ การทำงานในองค์กรศปก.อ. และเผยแพร่สร้างการรับรู้ ย้ำการปฏิบัติตนร่วมกันในกลุ่มพี่น้องมุสลิม

ที่ต้องถือว่า...การแจ้งข่าวเบาะแส แจ้งภัยต่างๆ ถือเป็นหน้าที่ “วาญิบ” ของพี่น้องมุสลิมทุกคน

ดังนั้น...เวลานี้ทุกฝ่ายถ้าได้มีการเร่งรัดปฏิบัติและมีการประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลาย เชื่อว่าจะเป็นหนทางที่จะระงับหรือบรรเทาเหตุการณ์ร้ายต่างๆในพื้นที่ได้

สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ยังคงคุกรุ่น คนในพื้นที่ต้องร่วมแรงแข็งขัน...ช่วยคลายเงื่อนปัญหาที่สลับซับซ้อนด้วยความเข้าใจจากภายใน ที่ย่อมมีมากกว่าคนนอกพื้นที่.