บริการข่าวไทยรัฐ

เลือกตั้งฝรั่งเศส เสียงจากประชาชนที่แท้จริง

การเลือกตั้ง ส.ส.ฝรั่งเศส 577 ที่นั่ง รอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน ผลออกมาพรรคน้องใหม่ ลา รีปูบลิก ออง มาร์ช หรือ พรรคแอลอาร์อีเอ็ม ของ ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง วัย 39 ปี ซึ่งมีแต่นักการเมืองหน้าใหม่ ชนะการเลือกตั้งรอบแรกด้วย คะแนนเสียงร้อยละ 32.3 ส่วน พรรคขวาจัดเอฟเอ็น ของ นางมารีน เลอเปน ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีให้กับ เอ็มมานูเอล มาครง ได้คะแนนเสียงเพียง ร้อยละ 13.2 เท่านั้น

พรรคอื่นๆ เช่น พรรครีพับลิกันขวากลาง ได้คะแนนเสียงร้อยละ 21.5 พรรคสังคมนิยม ของ นายฟรองซัวส์ โอลลองด์ อดีตประธานาธิบดีคนก่อน ได้คะแนนเสียงแค่ร้อยละ 9.5 สูญเสียที่นั่งในสภาไปถึง 200 ที่นั่งทันที

การเลือกตั้ง ส.ส.รอบ 2 จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายนนี้ คาดว่า พรรคออง มาร์ช ของ ประธานาธิบดีมาครง และ พรรคโมเด็ม ที่เป็นพันธมิตร จะได้ ส.ส.เข้าสภามากถึง 445 ที่นั่ง จาก ส.ส.ทั้งสภา 577 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาถึง 77% เป็นการครองเสียงข้างมากในสภาฝรั่งเศสสูงสุดในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่ ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอ โกล ผู้สถาปนา “สาธารณรัฐที่ 5 แห่งฝรั่งเศส” ทำได้ในปี 2501

ส่วน พรรคขวาจัด ของ นางมารีน เลอเปน คาดว่าจะได้เพียง 1–10 ที่นั่ง เท่านั้น

ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคออง มาร์ช ที่ ประธานาธิบดีมาครง ส่งลงเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง มีทั้ง สตรี นักศึกษา ชนกลุ่มน้อย ไปจนถึง ผู้เกษียณอายุ และ นักสู้วัว ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพผู้คร่ำหวอด พรรคของมาครงเพิ่งก่อตั้งได้เพียงปีเดียว จึงไม่มีนักการเมืองคนไหนสนใจ เพราะไม่คิดว่าชาวฝรั่งเศสจะเลือกพรรคของมาครงอย่างท่วมท้นถล่มทลายอย่างนี้ นโยบายก็ไม่ได้เจ๋งเท่าไหร่ ชูเรื่องการปฏิรูปแรงงาน เศรษฐกิจและสังคมพื้นๆ

การเลือกตั้ง ส.ส.รอบสอง จะคัดจากผู้สมัคร ส.ส.ที่ได้คะแนนเสียงรอบแรก 12.5% ขึ้นไป จึงจะมีสิทธิได้ผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสอง ถ้าคะแนนต่ำกว่านี้ถือว่า “สอบตก” ไม่ผ่านการเลือกตั้งรอบแรก แต่การเลือกตั้งรอบแรก ถ้าผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียง 50% ขึ้นไป ถือว่า “สอบผ่าน” ได้เป็น ส.ส.ทันที โดยไม่ต้องไปเลือกตั้งรอบสองอีก ในการเลือกตั้งรอบสอง ใครได้เสียงข้างมาก ก็ถือว่าเป็นผู้ชนะ

การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็เช่นเดียวกัน ต้องเลือกตั้งกันสองรอบ

ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ ส.ส.ฝรั่งเศส จึงเป็น ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปเอา “คนนอก” หรือ “คนกลาง” มาเป็น นายกรัฐมนตรี ทั้งที่ไม่ได้ลงสมัคร ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้แทนของประชาชน เหมือนอย่างที่พยายามทำกันในประเทศไทย ด้วยการเขียนกฎหมายล็อกไว้หมด ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ไปจนถึง การละเมิดสิทธิประชาชน เอาคะแนนเสียงของประชาชนไปจัดสรรปันส่วนให้พรรคการเมืองอื่น เพื่อเปิดทางให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่รู้จะเรียกว่าประชาธิปไตยอะไร

แต่ นักเขียนรัฐธรรมนูญ นักเขียนกฎหมายไทย ก็ทำได้ สุดยอดมาก

ผมเคยพยายามเสนอการเลือกตั้งแบบนี้ ช่วงนี้มีการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปนักการเมืองไทย ให้เป็น ผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดด้วยการ “เลือกตั้งสองรอบ” แบบเดียวกับฝรั่งเศส คือ เลือกตั้งรอบแรก ใครได้คะแนนเสียงในเขตเลือกตั้ง 50% ขึ้นไป ถือว่าสอบผ่านได้เป็น ส.ส.ทันที แต่ถ้าไม่มีใครได้เสียงเกิน 50% ขึ้นไป ก็ให้มีการ “เลือกตั้งรอบสอง” เพื่อให้ประชาชนชี้ขาดอีกที ใครได้เสียงข้างมากในรอบสอง ก็เป็นผู้ชนะ แต่สุดท้ายเราก็ปฏิรูปไปสู่ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” จนได้ ก็ไม่รู้เรียกว่าปฏิรูปได้อย่างไร.

“ลม เปลี่ยนทิศ”