ข่าว
100 year

คลัง-ไอซีทีปลดล็อก 3 จี เปลี่ยนสัมปทานเป็นใบอนุญาต

ทีมเศรษฐกิจ18 ก.ค. 2553 17:30 น.
SHARE

แนวคิดของการจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมฉบับใหม่ ภายใต้กรอบการแปร (แปลง) สัญญาสัมปทานมือถือจากผู้ให้บริการ 3 ค่าย ได้แก่ เอไอเอส (บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส), ดีแทค (บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น) และ บมจ.ทรูมูฟ จะได้รับการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ อีกครั้ง ในวันที่ 19 ก.ค.

โดยความเห็นชอบร่วมกันของ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)



ว่า แต่แผนแม่บทฉบับนี้ จะประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่เจ้ากระทรวงทั้งสองของรัฐบาลชุดนี้วางไว้หรือ ไม่ เพียงไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน กับโจทย์เดิมๆที่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหา และประเด็นสำคัญที่ทำให้แผนแม่บทฉบับแรกต้องล้มพับไป

ย้อนหลังกลับไป ในช่วงปี 2545-2549 แผนแม่บทฉบับแรกได้ถือกำเนิดขึ้นในสมัยของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีสาระสำคัญ กำหนดให้การแปลงสัญญาสัมปทานมือถือซึ่งกระทำในลักษณะต่างกรรมต่างวาระกันใน แต่ละอายุสัญญา ต้องดำเนินการให้เป็นไปในรูปของ "ภาษีสรรพสามิต" ที่ผู้ให้ บริการทุกราย จะเปลี่ยนระบบการจ่ายค่าสัมปทานรายปีที่เคยให้แก่ บริษัท ทีโอที จำกัด และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด รวมกันเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท  ไปเป็นภาษีสรรพสามิต ให้แก่กระทรวงการคลังเป็นรายได้เข้าแผ่นดินแทน 



และเพื่อให้การปรับ โครงสร้างกิจการโทรคมนาคม รวมถึงการสื่อสารของประเทศในครั้งนั้น ดำเนินการไปได้ตามความล้ำหน้าของเทคโนโลยีในอนาคต บริษัท ทีโอที และ กสท จำเป็นต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้มีทุนเพียงพอสำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรสู่ความมีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันกับเอกชนผู้ให้บริการได้

ขณะที่กระบวนการจะทำให้ทั้งสองกิจการดังกล่าวของประเทศไปถึงฝั่งฝัน โดยที่ประเทศชาติ และประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ก็จะต้องมีการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นเพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมขึ้น พร้อมๆกันกับการจัดตั้งองค์กรอิสระอีกแห่งขึ้นเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ประกอบการในกิจการโทรคมนาคมก็ดี กิจการสื่อสารก็ดี จะต้องคืนคลื่นความถี่ต่างๆในมือตนให้แก่รัฐบาลนำไปจัดสรรอย่างเป็นธรรม



มาถึงวันนี้ แม้การฟื้นแผนแม่บทฉบับแรก จะยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา แต่แผนแม่บทฉบับใหม่ของ กรณ์ และ จุติ สองรัฐมนตรีจากพรรคเดียวกัน น่าจะทำให้ความหวังของคนไทยทั้งประเทศที่จะได้มีโอกาสเข้าถึงระบบการติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัยทั้งด้วยภาพและเสียง ไม่ว่าจะเป็น 3 จี หรือ 4 จี...เป็นรูปเป็นร่าง และมีความชัดเจนขึ้น



"วันนี้ขอคุยเรื่อง 3 จี เพราะกระทรวงการคลังและไอซีทีมีข้อสรุปเรื่องนี้ร่วมกันแล้ว"



นายกรณ์ กล่าวกับ ทีมเศรษฐกิจ เป็นประโยคแรกเมื่อเขาและทีมงานเดินทางมาถึงที่นัดหมายเพื่อให้สัมภาษณ์กับเราเกี่ยวกับแผนการของเขาทั้งสอง

เขาบอกว่า หลังตระเตรียมทีมงาน ลงมือศึกษาปัญหาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา วันที่ 19 ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังและกระทรวงไอซีที จะร่วมกันเสนอแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศภายใต้แผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณา ซึ่งจะเป็นการประชุมที่พิจารณาวาระเดียวเท่านั้น



"ถือเป็นการร่วม แสดงความคิดเห็นผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ 3 จีของรัฐบาล ที่ผ่านมาเคยเกริ่นๆกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ไปบ้างแล้วว่า รัฐบาลอยากแสดงความคิดเห็นบ้าง นี่ก็ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ"



แผนพัฒนา ฉบับนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดให้มีการแข่งขันในธุรกิจอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ยึดผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า



ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยไม่เป็นธรรม เพราะสัญญาสัมปทานมีเงื่อนไขแตกต่างและเหลื่อมล้ำ

ขณะที่รัฐวิสาหกิจ ทั้งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แม้ว่าจะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับดูแล พร้อมๆกับการเป็นผู้ให้บริการแข่งขันกับเอกชนโดยตรง ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค 



ประกอบกับการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบ กิจการโทรศัพท์มือถือ 3 จี ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น



"สัมปทานและใบ อนุญาตใหม่เป็นสิ่งที่ต้องไปด้วยกัน แยกกันคิดไม่ได้ ผมมองว่าเราต้องการแผนบริบูรณ์สำหรับ 2 จี และ 3 จี เพื่อนำไปสู่ความเสมอภาคทางธุรกิจได้ ถ้าจะทำ 3 จี แล้วยังไม่แก้สัมปทาน 2 จีให้เรียบร้อย เราจะเจออุปสรรค ปมปัญหามากมาย ที่จะทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น สุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่ผู้บริโภค" 



"หลัก การของกระทรวงการคลังและไอซีที อยู่ภายใต้พื้นฐานที่ว่ารัฐจะต้องไม่เสียประโยชน์ หากคำนวณเป็นเงินก้อนหนึ่ง เงินก้อนนั้นต้องไม่ต่างกับที่เคยได้รับ"

ที่สุด จึงสามารถสรุปแผนพื้นฐานที่จะดำเนินการได้ นั่นคือการยกเลิกสัญญาร่วมการงานปัจจุบันบนเครือข่าย 2 จี และแทนที่ด้วยใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่มี กทช. ออกให้

การเปลี่ยนสัมปทานให้เป็นใบอนุญาต จะก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รัฐวิสาหกิจที่เคยอยู่ในฐานะเจ้าสัญญาสัมปทาน ก็จะมีบทบาทที่ชัดเจนขึ้นในฐานะผู้ประกอบกิจการรายหนึ่ง เงื่อนไขสัมปทานที่เคยลักลั่น ไม่เท่าเทียมกันก็จะสิ้นสุดลง



"ภายใต้ เงื่อนไขใหม่ ทีโอที และ กสท จะมีรายได้มาจากการให้เช่าใช้โครงข่าย ซึ่งเอกชนผู้ให้บริการ 2 จี ณ ปัจจุบันที่มีอยู่ 3 รายต้องจ่าย รวมทั้งยังจะสามารถให้เอกชนรายอื่น เช่าใช้โครงข่ายได้ด้วย เป็นการสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ๆ"



ภายใต้สัมปทานเดิม แม้เอกชนคู่สัญญาจะต้องโอนโครงข่ายที่สร้างเสร็จแล้วให้แก่ทีโอที และ กสท ภายใต้เงื่อนไข BTO (Build Tranfer Operate) แต่ทีโอทีและ กสท ไม่สามารถเปิดให้เอกชนรายอื่นเช่าใช้เพื่อหารายได้ได้ นอกจากเอกชนใต้คู่สัญญา แนวทางดังกล่าวจึงจะนำไปสู่การสร้างโมเดลทางธุรกิจอื่น ให้แก่ทีโอที และ กสท ในอนาคต

ใบอนุญาตที่ กทช.จะออกให้แทนสัญญาสัมปทาน กำหนดเบื้องต้นมีอายุ 15 ปี อัตราค่าธรรมเนียมปีละ 12.5% เมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับรายได้ภายใต้สัมปทานเดิมที่รัฐจะได้รับจากเอกชน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัททรูมูฟ จำกัด ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 3 ปี บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เหลือระยะเวลาอีก 5 ปี และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่เหลืออายุสัมปทานมากที่สุดที่ 8 ปีแล้ว

รายได้ ภายใต้ระบบใบอนุญาตจะทำเม็ดเงินเข้ารัฐได้มากกว่าระบบสัมปทานตามอายุที่ เหลือ ราว 100,000 ล้านบาท ที่สำคัญเป็นการนำรายได้ตรงเข้าสู่ กทช. และ กทช. นำส่งเข้ารัฐ จากเดิมที่เป็นรายได้ส่งเข้าทีโอทีและกสท และถูกหักเป็นค่าบริหารจัดการ ก่อนถูกนำส่งเป็นเงินปันผลเข้ารัฐเพียงจำนวนหนึ่ง



รมว.คลัง ยังแสดงความกังวลใจต่อบริการบนเครือข่าย 2 จี ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้การแทนที่สัมปทานด้วยระบบใบอนุญาต มีน้ำหนักมากขึ้น

"ระยะหลังจะเห็นว่าผู้ให้บริการมือถือไม่ค่อยจะ ลงทุนขยายเครือข่าย ปรับปรุงคุณภาพมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสัมปทานกำลังจะหมดอายุ เมื่อยังไม่มีความแน่นอน ก็ไม่อยากลงทุนเพิ่ม เมื่อได้อายุใบอนุญาตเพิ่มเป็น 15 ปี เชื่อว่าทุกรายจะกล้าลงทุน"

เขาจึงมั่นใจว่า ความพยายามที่จะนำเสนอแนวทางประนีประนอม สร้างการแข่งขันเสมอภาคเป็นครั้งแรก จะนำไปสู่การเดินหน้าสู่การเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ในยุค 3 จี ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แต่กำหนดเดิมที่จะเปิดประมูลในเดือน ก.ย. อาจต้องขยับออกไปเป็นภายในสิ้นปีนี้ 



"เรายังมีรายละเอียดที่ต้อง ตกลงกันอีกมาก ผมมีทีมงานไปคุยหยั่งเสียงเอกชนแล้วบ้าง เคยไปคุยกับผู้ถือหุ้นบางรายด้วยซ้ำ อาจยังบอกไม่ได้ว่าเขาเห็นด้วย แต่ธรรมชาตินักธุรกิจ เขาไม่ชอบความเสี่ยง เรากำลังพยายามกำจัดความเสี่ยงในการทำธุรกิจให้เขา รวมทั้งสร้างความเสมอภาค เขาน่าจะรู้สึกดี"



เขากล่าวถึงหลักเกณฑ์การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีด้วยว่า รัฐบาลยังคงกังวลใจในเงื่อนไขของ กทช.หลายข้อ แม้ที่สุดรัฐบาลจะไม่มีอำนาจกำหนดให้ กทช.ทำหรือไม่ทำอะไร

"เรายังคง เห็นว่าการกำหนดราคาเริ่มต้นประมูลที่ใบอนุญาตละ 12,800 ล้านบาท เป็นราคาที่สูงเกินไป ที่สุดแล้วภาระอาจตกสู่ผู้บริโภค ขณะเดียวกันการกำหนดจำนวนผู้เข้าประมูลด้วยการใช้สูตร N-1 ซึ่งหมายถึงหากมีผู้ผ่านคุณสมบัติ 3 ราย จะเปิดประมูลใบอนุญาต 2 ใบ ซึ่งที่สุดอาจนำไปสู่การฮั้วราคาระหว่างผู้ประมูลได้"

เขายังกล่าวถึงเงื่อนไขใหม่ล่าสุดของ กทช. เรื่องการกำหนดข้อจำกัดเชิงปริมาณ (Spectrum Cap) ในการถือครองคลื่นความถี่ ที่ให้ผู้ชนะการประมูล 3 จี ต้องคืนคลื่นความถี่ 2 จีเดิมให้ทีโอที และ กสท ว่า นอกจากเป็นการคืนอำนาจให้แก่ทีโอทีและ กสท แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการทำธุรกิจของเอกชน ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูล 3 จี ของผู้ให้บริการบางราย ซึ่งทุกรายมีฐานลูกค้าให้บริการบนคลื่น 2 จีอยู่รวมกันกว่า 60 ล้านเลขหมาย 



ที่สำคัญ อาจนำไปสู่คำถามเรื่องขอบเขตหน้าที่ของ กทช. ว่ามีอำนาจสั่งให้คืนคลื่นได้หรือไม่ เนื่องจากการบริหาร จัดการกิจการที่เกี่ยวกับคลื่นความถี่ทั้งหมด ต้องรอ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม ฉบับใหม่ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้

แต่เมื่อใดที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้การจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ทั้งหมด (refarming) เพื่อสร้างความเสมอภาคยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรม ก็จะเป็นขั้นตอนต่อไป

เขาคาดหวังว่า จะสามารถหารือกับ กทช. เพื่อทำให้เอกชนในฐานะคู่สัญญาและทุกฝ่าย รวมทั้ง กทช. เห็นพ้องต่อรูปแบบการแปรสัญญาสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาตสำหรับคลื่น 2 จี ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดประมูล 3 จี ที่ให้ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน 



ซึ่งที่สุด กทช. ก็จะเป็นองค์กรที่กำกับดูแลทั้งกิจการ 2 จี และ 3 จี โดยที่ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาซับซ้อนของระบบสัมปทาน ที่ก่อนหน้านี้ อำนาจ กทช.ก้าวข้ามไปไม่ถึง

หลังจากแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของ ประเทศฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี พร้อมกับการขออนุมัติจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงการคลังและกระทรวง ไอซีทีแล้ว คณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่หารือกับทุกฝ่าย ทั้ง กทช. รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเอกชน เพื่อหาข้อสรุปในรายละเอียดต่อไป โดยมีการบ้านให้ส่งกลับคณะรัฐมนตรีภายใน 100 วัน

เขาปิดท้ายด้วยการ ยืนยันว่า รัฐบาลต้องการให้ประชาชนได้ใช้บริการ 3 จี โดยเร็วที่สุด ไม่มีเหตุผลใดที่จะฉุดรั้งเอาไว้ แต่ก่อนการเปิดประมูล ปัญหายุ่งเหยิง ขัดแย้งบนสัมปทานมือถือต้องถูกแก้ไข 



ด้วยแผนที่ตอบโจทย์การแข่งขัน ที่เสมอภาค บนผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย ที่ควรวัดกันที่ต้นทุนการทำธุรกิจที่ต่ำที่สุด



"แผนที่ผมเสนอไม่ได้ ทำให้ช้าลง แต่ทำให้ยั่งยืน  หากทำออกมาตามแนว ทางนี้จะถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดที่รัฐบาลชุดนี้ทำเลยก็ได้"

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้