บริการข่าวไทยรัฐ

มาอีกแล้ว! เว็บคลิกเบท - อีเมลหลอกลวง เช็กให้ดี ชัวร์ หรือ มั่วนิ่ม

เชื่อว่าหลายคน ก็เคยหลงกลเว็บคลิกเบท (clickbait) เมื่อกดเข้าไปอ่านข้อความข้างใน โดยเฉพาะข่าวแปลกๆ ที่ทำให้เราตกใจ หรือประหลาดใจ ทำให้ต้องเผลอคลิกเข้าไปดูเสียทุกที โดยเว็บไซต์เหล่านี้ จะมีหัวข้อ หรือพาดหัวข่าว ให้น่าสนใจ และจงใจเขียนให้ดูเวอร์วังอลังการไว้ก่อน

ไม่ว่าจะเป็น 'อึ้ง! ทึ่ง! ตะลึง!' และทิ้งท้ายข้อความไว้ว่า 'เป็นเพราะสิ่งนี้...' หรือ 'เพราะทำแบบนี้...' เมื่อทำบ่อยๆ จนชาวเน็ตเริ่มจับแนวทางได้ ก็ไม่กดคลิกเข้าไปอีก และทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เปลือง 4 G จริง เพราะสิ่งนี้เองจึงมีการก่อตั้งเพจ จบข่าว ที่แอดมินจะนำข่าวฮือฮาเหล่านี้ มาสรุปจบสั้นๆ ให้ชาวเน็ตไม่ต้องเปลืองอินเทอร์เน็ต

ว่ากันว่า 'สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร' วิวัฒนาการของเว็บคลิกเบทเหล่านี้ ได้กระพือข่าวที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถาม ว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหนปลอม และทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อเสียหายมาหลายรายแล้ว สิ่งที่คนทำเว็บคลิกเบท พัฒนาขึ้นมาอีกขั้น คือการปลอมชื่อเว็บไซต์ ให้ใกล้เคียงกับเว็บไซต์สำนักข่าวต่างๆ โดยใช้กลลวงในการเปลี่ยนชื่อลิงก์เว็บไซต์ URL หรือ สร้างเว็บไซต์ใหม่ในชื่อใกล้เคียงกัน จากนั้นก็ปลอมหน้าเว็บไซต์ให้เหมือนๆ กันเสียเลย ซึ่งที่ผ่านมา “เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์” ก็เคยโดนมาแล้ว! (แจ้งจับปลอมเว็บไซต์ไทยรัฐ พบ 6 รายอยู่ที่อเมริกา บิดเบือนให้ข้อมูลเท็จ)  

คำถามที่ตามมาอีกคือ 'เว็บคลิกเบท มีไว้เพื่ออะไร' สรุปมาง่ายๆ คือการทำลิงก์หลอก เพื่อเพิ่มยอดให้คนอ่านคลิกในเว็บไซต์ (CTR-Click-through rate) เมื่อได้ตัวเลขที่มาก ก็จะนำตัวเลขนี้ไปขายโฆษณา รวมถึงการขายโฆษณาผ่านกูเกิล แอดเซนส์ (Google AdSense)

'ไทยรัฐออนไลน์' ขอรวบรวมวิธีการตรวจสอบเว็บไซต์ ว่าเป็นคลิกเบท หรือ ทั้งอีเมลหลอกลวงที่กำลังเริ่มระบาดอีกครั้งในขณะนี้ มาให้เป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องกันการโดนหลอก และโดนโจรกรรมข้อมูลจากสารพัดวิธีของวายร้ายเหล่านี้

เว็บคลิกเบท สังเกตได้ ง่ายนิดเดียว

เริ่มต้นเช็กเบื้องต้นจาก ชื่อลิงก์เว็บไซต์ (URL) ยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เคยก่อเรื่องแบบนี้ เช่น ไทยรัฐออนไลน์ ปกติแล้ว จะใช้ URL ชื่อว่า www.thairath.co.th แต่เคยมีเว็บไซต์ปลอม แอบอ้าง โดยใช้ชื่อที่ทำให้คนสับสน คือ www.thairath-online.com หรือเว็บไซต์สำนักข่าวอื่น ที่มี URL ที่มีนามสกุลแปลกๆ เช่น .co.th.today ซึ่งถ้าไม่เคยสังเกตอยู่แล้วในเวลาอ่านข่าวทุกครั้ง ก็จะสามารถหลงเชื่อได้ง่ายๆ

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน ยังคงมีเว็บไซต์ที่ตั้งชื่อได้ไม่น่าเชื่อถือ รู้ได้เลยไม่ใช่สำนักข่าวแน่ๆ เช่น ชิซูกะ, น่ารักอะ, ออนไลน์ไทยไทย เป็นต้น

ขณะที่เว็บไซต์คลิกเบท ส่วนใหญ่ถูกคลิกมากที่สุด จากเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ดังนั้น ควรระวังและตรวจสอบให้มากขึ้น สังเกตได้จากยอดกดไลค์เพจ หรือสัญลักษณ์ยืนยันตัวตนของเฟซบุ๊ก (facebook page verified badge) ว่าเป็นเพจจริงหรือไม่

อีเมลปลอม คัมแบ็ก จุดสำคัญที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด!

อีเมลปลอม หรืออีเมลหลอกลวงในสมัยนี้ ก็มีพัฒนาการเช่นเดียวกันกับเว็บคลิกเบท โดยทำให้ตนเองนั้น ดูน่าเชื่อถือ และทำให้ผู้คนหลงกลกดเข้าไป ซึ่งอีเมลเหล่านี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นการลวงให้คลิก และมีมัลแวร์ (แฝงมาขโมยข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือของเรา หรืออีกแบบคือ เป็นหน้าเว็บไซต์แบบเนียนๆ ให้ผู้หลงเชื่อ เข้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวเสียเอง!

ในกรณีนี้ มีเว็บไซต์องค์กรใหญ่ๆ โดนเหมือนกัน อาทิ Apple ที่สร้างอีเมลปลอม สุ่มส่งไปยังอีเมลทั่วโลก เพื่อขโมยข้อมูล Apple ID และข้อมูลบัตรเครดิตจนทำให้เสียเงินแบบงงๆ หากหลงคลิกเข้าไปแล้ว อย่าลืมสังเกตชื่ออีเมล และ URL ให้ดีๆ ว่าใช้ apple.com หรือไม่ เพราะเคยเกิดกรณีปลอมชื่อเว็บไซต์แบบแนบเนียนเป็น apple-secutitys.co ถ้าไม่สังเกตดีๆ จับไม่ได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบนโลกออนไลน์ มีทั้งผู้หวังดีและหวังร้าย ดังนั้น ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอแนะนำให้ตั้งสติและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน ก่อนจะกรอกข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ลงไป หรือตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนแชร์ หรือส่งต่อไปให้ผู้อื่น เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของเรา.