บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กองทุนพัฒนายางพารา พลิกโฉมยางไทยยุค 4.0

“ราคายาง” ตกต่ำ! ยังคงเป็นเงื่อนปัญหาสำคัญในวันนี้

ฉายภาพการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เกิดจากการรวม 3 หน่วยงานคือ สถาบันวิจัยยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และ องค์การสวนยาง เข้าด้วยกันเมื่อปี 2558 โดยมีภารกิจหลักในการบริหารจัดการยางในประเทศไทยแบบครบวงจรให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัว ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2560 ที่จะถึงนี้ก็จะมีอายุครบ 2 ปีบริบูรณ์

2 ปี กยท. กับงานที่ค่อนข้างหนัก เนื่องจากเป็นขาลงของราคายาง ผลงานที่ออกมาจึงต้องเน้นในเรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติได้ มาตรการต่างๆที่ออกมานั้นถือได้ว่า...ประสบผลสำเร็จพอควร แม้ราคาจะผันผวนบ้างก็ตาม

แต่ก็เกิดจากการ “เก็งกำไร” ใช่มาจากปัจจัยพื้นฐาน

ช่วงที่ผ่านมา “ราคายาง” ได้ขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 72 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับยางแผ่นรมควันชั้น 3 และมีแนวโน้มที่น่าจะดีขึ้น และอีกเรื่องที่เป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไปเมื่อเร็วๆนี้ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการของไทย การยางแห่งประเทศไทย ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษาด้านต่างๆ ระเบียบตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 49 (3) 49 (5) และ 49 (6)

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง พ.ศ.2560 พร้อมมีผลบังคับใช้ทันที

“เกษตรกร” “สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง” และ “ผู้ประกอบกิจการยาง” สามารถยื่นคำขอได้แล้วทั่วประเทศ หลังจากนี้ “กองทุนพัฒนายางพารา” จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน

ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. แจกแจงว่า มาตรา 49 ดังกล่าว เป็นเรื่องของการจัดสรรเงินจากกองทุนพัฒนายางพารา ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนายางพารา โดยการใช้จ่ายเงินกองทุนจะต้องกระทําอย่างทั่วถึง...มีประสิทธิภาพ

คํานึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางเป็นหลัก ซึ่งจะต้องเข้าใจก่อนว่า “เงินกองทุนพัฒนายางพารา” นั้น ไม่ใช่เงินภาษี แต่เป็นการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกจากผู้ส่งยางพาราออกนอกประเทศ

“กว่าต้นยางพาราจะเติบโตผลิตน้ำยางได้ ต้องใช้ระยะเวลาถึง 6-7 ปี ใช้แรงงานคน มีต้นทุนมากมาย และเมื่อส่งออก ผู้ที่ได้รับประโยชน์กลับไม่ใช่คนไทย เป็นผู้ซื้อในต่างชาติ จึงต้องเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการส่งเสริม พัฒนาเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งมีการกำหนดชัดเจนว่าจะเอาเงินไปใช้อะไรได้บ้าง

ประเด็นที่ต้องเน้นย้ำ ทำความเข้าใจ ในส่วนของ กยท.เองหากการดำเนินงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนายาง ก็ไม่สามารถใช้เงินในส่วนนี้ได้...ในช่วงปีที่ผ่านมาสามารถเก็บเงินกองทุนได้ประมาณ 5,500 ล้านบาท

การจัดสรรเงินตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 มาตรา 49 ขณะนี้มีผลบังคับใช้ในทุกๆข้อทุกวงเล็บแล้ว ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ กยท. ในอัตราส่วนจำนวนไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินกองทุนฯ เงินในส่วนนี้จะต้องใช้บริหารเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกองทุนพัฒนายางพาราเท่านั้น

(2) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อการปลูกแทน ในจำนวนไม่เกินร้อยละ 40 ของเงินกองทุนฯ

กยท.ตั้งเป้าที่จะตัดโค่นสวนยางเก่าปีละ 400,000 ไร่ และปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดี 300,000 ไร่ ที่เหลือปลูกแทนด้วยพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หรือไม้ผล ทดแทนผลผลิตที่เสื่อมสภาพในแต่ละปี

ปัจจุบันได้มีการส่งเสริมปลูกแทนไปแล้ว 200,457 ราย คิดเป็นเนื้อที่ 1.98 ล้านไร่ แบ่งเป็นปลูกยางพันธุ์ดี 1.4 ล้านไร่ ปาล์มน้ำมัน 440,000 ไร่ ไม้ผล...ไม้เศรษฐกิจยืนต้น 79 ไร่ และที่เหลือเป็นการทำสวนยางพาราแบบผสมผสาน

(3) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง ให้กู้ยืมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต

การแปรรูป การตลาด การดำเนินการอื่นๆเกี่ยวข้องกับยางพารา และอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้น

อุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมไม้ยาง การพัฒนายางพาราทั้งระบบ และการรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวนไม่เกินร้อยละ 35 ของเงินกองทุนฯ...ปัจจุบันหากเกษตรกรปลูกยางขายเพียงน้ำยางจะมีความเสี่ยงสูง ราคาไม่แน่นอน จำเป็นต้องมีการเพิ่มมูลค่าให้กับยาง

ถึงตรงนี้ให้รู้เอาไว้ว่า “เกษตรกร” หรือ “ผู้ประกอบการยาง” ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. หากมีรูปแบบ หรือแนวทางในการผลิตสินค้า...แปรรูปสินค้า สามารถขอรับเงินช่วยเหลือในส่วนนี้ได้

(4) ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม...สนับสนุนด้านการเงิน วิชาการ การศึกษาวิจัย การค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับยางพารา จำนวนไม่เกินร้อยละ 5 ของเงินกองทุนฯ

(5) ค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่เกินร้อยละ 7 ของเงินกองทุนฯ หากสวนยางที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายประสบภัยเสียสภาพสวนยาง จะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท หรือแม้แต่กรณีเกษตรกรเสียชีวิต ทายาทสามารถรับเงินช่วยเหลือรายละ 3,000 บาท เช่นกัน

นอกจากนี้เมื่อเกิดภัยพิบัติ เกษตรกรยังสามารถมากู้เงินสวัสดิการไปใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เช่น การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือขอนำไปประกอบอาชีพเสริมในวงเงินไม่เกินคนละ 50,000 บาท ได้อีกด้วย

ทั้งนี้ กยท.ได้จ่ายเงินสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบภัยไปแล้วมากกว่า 2,000 ราย รวมเป็นเงินประมาณ 6 ล้านบาท

ข้อสุดท้าย (6) เป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม...สนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไม่เกินร้อยละ 3 ของเงินกองทุนฯ เช่น ค่าดำเนินการจัดตั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง การเชื่อมโยงเครือข่าย เป็นต้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันเกษตรกรมีการพัฒนาร่วมกัน สร้างความเข็มแข็ง ยั่งยืนในการทำกิจกรรมต่างๆ

เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ถ้าสนใจสามารถยื่นคำขอได้ที่ กยท.จังหวัด หรือสาขาที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยขอรับแบบฟอร์มได้ที่ กยท.จังหวัด หรือหน่วยงานของ กยท.ทั่วประเทศ

หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่เว็บไซต์ กยท. http://www.raot.co.th

ธีธัช บอกอีกว่า นี่คือการบริหารจัดการกองทุนพัฒนายางพาราที่ กยท. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันบริหารจัดการในการจัดสรรเงินจากกองทุนฯ ตามมาตรา 49 พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย...ข้อบังคับในการบริหาร จัดสรรเงิน ที่คณะกรรมการ กยท. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้กำหนดไว้...มีผลบังคับใช้ทั้งหมดแล้ว

เชื่อมั่นได้ว่า “ยางพาราไทย” ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางจะได้รับการพัฒนาให้มีความเข้มแข็งและเป็นการ “ปฏิวัติการทำสวนยางในยุค 4.0” ที่จะใช้การตลาดเป็นตัวนำ

วันนี้...เงินกองทุนพัฒนายางพารามีอยู่แล้วราวๆ 9,000 ล้านบาท พร้อมที่จะสนับสนุน...ส่งเสริมการพัฒนายางพาราของไทย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างศักยภาพ สร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพการทำ “สวนยาง” และ “อุตสาหกรรมยาง” ทั้งระบบ.