บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อสรพิษร้ายและถิ่นที่อยู่ หน้าฝนพึงระวัง 2 เขี้ยวแชมป์ฉกกัดคนไทย!

เนื่องจากช่วงนี้เห็นข่าวเกี่ยวกับ งู บ่อยๆ ไม่ว่าจะกัดคน หรือเพ่นพ่าน ตามที่ต่างๆ และหากใครยังจำได้เมื่อปีก่อนก็เป็นช่วงนี้ที่เป็นข่าวสุดฮือฮา เมื่อหนุ่มสุดซวยคนหนึ่ง ถูกงูกัดเจ้าโลก เลือดสาดเต็มห้องน้ำ “อาสาม” หนึ่งในทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ยังคงจำได้ดี

เพื่อเป็นความรู้ให้แก่ประชาชน ว่าแต่ละปี “คนไทย” ถูกงูกัดมากน้อยแค่ไหน มีหรือจะให้คำถามค้างคาใจ จึงได้ไล่โทรถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทั่งได้คำตอบ

หากย้อนกลับไป 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557-2559 คนไทยถูกงูกัด รวมกันเกือบ 2,000 เคส ซึ่งแบ่งเป็น ปี 2557 มีมากมายถึง 1,219 เคส ปี 2558 ปี มี 457 เคส 2559 มี 234 เคส ซึ่งข้อมูลนี้ถูกเก็บโดย สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข

จากตัวเลขดังกล่าว ก็พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า คนไทยถูกงูกัดมากที่สุดในเดือนมิถุนายน ก็คือเดือนนี้อย่างที่ตั้งข้อสังเกตไว้ มิ.ย.57 มี 152 เคส มิ.ย.58 มี 52 เคส และ มิ.ย.59 มี 31 เคส

แล้วงูตัวร้ายสายพันธุ์ไหนล่ะที่กัดคนไทยมากที่สุด แล้วเพราะเหตุใดมันถึงทำร้ายเรา หรือเพราะเราไปทำร้ายมันก่อนหรือไม่ เรื่องนี้คงต้องถามกูรู ซึ่งเราได้ นายสัตวแพทย์ทักษะ เวสารัชชพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญนายสัตวแพทย์ 8 สวนงู มาไขคำตอบ

ผู้เชี่ยวชาญนายสัตวแพทย์ 8 สวนงู บอกกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า สาเหตุที่ช่วงนี้เราพบเห็นงูบ่อยๆ เนื่องจาก ช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงที่ลูกงูออกจากไข่ มีงูอยู่หลายชนิดที่จะฟักช่วงนี้พอดี

“ลูกงูเหล่านี้ก็เหมือนเด็กๆ ทั่วไปคือ ยังขาดประสบการณ์ ดังนั้นการพรางตัว หรือ ซ่อนตัว จะสู้งูที่โตเต็มวัยไม่ได้ ดังนั้น จึงมีโอกาสเผชิญหน้ากับคนสูง ทำให้มีโอกาสที่คนจะถูกกัดสูงตามมาเช่นกัน ดังนั้น เชื่อว่าหากเช็กข้อมูลดีๆ จะพบว่างูที่กัดคนในช่วงนี้จึงเป็นลูกงูเสียส่วนใหญ่” นายสัตวแพทย์ทักษะ กล่าว

นอกจากข้อมูลเรื่องการฉกกัดแล้ว นายสัตวแพทย์ 8 สวนงู ยังบอกประเภทของงูที่กัดคนไทยส่วนใหญ่ด้วย โดยงูที่กัดคนในกรุงเทพฯ นั้น ส่วนใหญ่จะคืองูเขียวหางไหม้ กับ งูกะปะ ซึ่งงูทั้ง 2 ชนิดนี้กัดคนแล้วอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ

ถิ่นที่อยู่ พิษร้าย เทียบ 2 ชนิด งูเขียวหางไหม้ VS งูกะปะ

นายสัตวแพทย์ทักษะ บอกว่า งูเขียวหางไหม้ จะมีอาการบวมค่อนข้างรุนแรง ถิ่นที่อยู่ส่วนมากจะเจอในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายงานพบงูกะปะ

งูกะปะ กัดแล้วจะมีอาการบวม และแผลเนื้อตาย ลุกลามมากกว่า งูเขียวหางไหม้ ส่วนถิ่นที่อยู่นั้น ส่วนใหญ่จะพบเจอตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี และพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ในพื้นที่สวนยาง

ส่วนวิธีป้องกันตัวเอง 

งูทั้ง 2 ชนิด เป็นงูที่ไม่ใหญ่มาก ชอบที่จะอำพรางตัวอยู่ตลอด แต่...ส่วนใหญ่คนที่ถูกกัด มักจะเป็นเผชิญหน้าแบบคาดคิด ทำให้ต่างฝ่ายทั้งคนและงูมีอาการตกใจ และงูก็เข้าทำร้ายด้วยการฉกสวนออกมา

วิธีป้องกันงูเขียวหางไหม้ ส่วนใหญ่เขาจะอยู่บนต้นไม้ ถ้าไม่จำเป็นอย่าเข้าไปในพุ่มไม้ เช่น มุดเข้าไป หากจำเป็นจริงๆ ให้ใช้กิ่งไม้ปัดไปที่พุ่มไม้แรงๆ ก่อน เพื่อเตือนให้เขารู้ตัว ถ้ามีงูเขาก็จะตกใจและหนีไป

ส่วนงูกะปะ ส่วนใหญ่จะอยู่ตามพื้น และจะแฝงตัวอยู่ในเศษใบไม้แห้ง ดังนั้น วิธีป้องกันคือให้ใส่รองเท้าบูตยางสูง ซึ่งงูกะปะไม่สามารถกัดทะลุบูตยางได้ หากเราถือไม้เขี่ยพื้นช่วยก็ได้

วิธีปฐมพยาบาลหากถูกงูเขียวห้างไหม้ และ งูกะปะ กัด

เราต้องใช้ผ้า หรือ พลาสติก พันส่วนที่โดนกัดที่อวัยวะเลย เช่น ถูกกัดที่มือ ก็ต้องตั้งแต่ที่มือจนถึงข้อศอก จากนั้นให้ใช้ไม้ดามไว้ หรือทำเป็นผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขนไว้ แต่หากเป็นที่ขา ก็เช่นกัน พันผ้าหรือพลาสติกตั้งแต่เท้า และดามขาไว้

"หากเป็นงู 2 ชนิดนี้กัด อัตราการดูดซึมพิษค่อนข้างช้า มีเวลาหลายชั่วโมงก่อนที่จะนำส่งโรงพยาบาล หาก...ไม่มีอุปกรณ์ใดเลย แนะนำให้ล้างน้ำสะอาดมากๆ จากนั้นให้อวัยวะส่วนนั้นอยู่นิ่งๆ แล้วรีบส่งโรงพยาบาล" นายสัตวแพทย์ทักษะ กล่าวทิ้งท้าย