บริการข่าวไทยรัฐ

แชร์ลูกโซ่ 'ซิมมือถือ' โผล่หลอกคนปทุมฯสูญเงิน 3 หมื่นสุดท้ายว่างเปล่า

คนปทุมธานี แจ้งตร. หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการแชร์ลูกโซ่ หลอกให้ลงทุน ซิมมือถือ เกือ 3 หมื่นบาท ให้ชักชวนเพื่อนมาใช้เน็ตฟรี โทรฟรี บอกจะให้โทรศัพท์มือถืออีก 1 เครื่อง สุดท้ายว่างเปล่า พบผู้เสียหายกว่า 198 คน คิดเป็นเงินกว่า 3 ล้าน

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 60 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย 2 ราย เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังถูกบริษัทแห่งหนึ่ง หลอกให้ซื้อซิมโทรศัพท์ ใช้เน็ตฟรี โทรฟรี พร้อมให้ร่วมชวนเพื่อนมาซื้อ เพื่อจะได้เงินส่วนแบ่งในการชักชวนสมาชิก

นายเอ (นามสมมติ) อายุ 40 ปี ผู้เสียหาย ให้การว่า ตนเองได้พบกับเพจข้อมูลของบริษัทดังกล่าว โดยเห็นว่ามีการให้ลงเงินเพื่อจะได้ใช้บริการโทรศัพท์และเน็ตฟรี ซึ่งทางบริษัทแจ้งว่า มีการนำเงินมาจำนวน 29,995 บาท จากนั้นจะได้โทรศัพท์ฟรี 1 เครื่อง พร้อมกับใช้เน็ตฟรี โทรฟรี ตลอดไป อีกทั้งให้มีการชักชวนเพื่อนให้มาร่วมลงเงินเพื่อจะได้โทรศัพท์ฟรี และใช้เน็ตใช้โทรฟรี ซึ่งจะได้ค่าตอบแทนในการชักชวนเพื่อนอีกรายละ 500 บาท จึงได้ลงเงินและชักชวนเพื่อนๆ ไป

ทั้งนี้ ตนเองและเพื่อน ๆ ได้โอนเงินไปให้หมดแล้ว แต่ยังไม่ได้เครื่องหรือซิมการ์ดมาใช้งานแต่อย่างใด เมื่อสอบถามไปทางบริษัทฯก็บอกให้รอ พร้อมทั้งมีข้ออ้างกับลูกค้าหลายครั้งว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบตรวจเช็กสัญญาณ ตรวจเช็กเครื่อง และเมื่อเวลาผ่านไปนานก็ยังไม่ได้รับสินค้า จึงทราบว่าคาดว่าถูกหลอก จึงได้พากันรวมตัวมาแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือ

นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนได้รับการร้องเรียนกรณีนี้แล้ว 198 ราย รวมเงินประมาณ กว่า 3 ล้านบาท และเมื่อติดต่อไปที่บริษัทดังกล่าว กลับพบว่าไม่ชดใช้เงินให้ และยังคงเปิดบริษัทฯอยู่ ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนต่างรวมตัวกันเพื่อแจ้งความเอาผิด

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าว ได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรวจ จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.57 โดยได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง รวม 2 รายการ ซึ่งไม่มีการขอจดทะเบียนการทำธุรกิจเคาน์เตอร์เซอร์วิสและซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่อย่างใด จากการตรวจสอบพบว่ากรรมการ 3 ใน 4 คนในบริษัทเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับผู้ถือหุ้นและกรรมการ เคยตกเป็นคดีความแชร์ลูกโซ่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจรับเป็นคดีความ และได้ตรวจสอบหลักฐานพร้อมทั้งสอบปากคำผู้เสียหายที่ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ เบื้องต้นได้ดำเนินการเอาผิดกับบริษัทดังกล่าว 3 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน 2.ความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 3.สมคบคิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันฟอกเงิน อย่างไรก็ตามจะได้ดำเนินการเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป