วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฮาวายมีลาวา! เที่ยวชม 'อุโมงค์ลาวา' ประติมากรรมแห่งธรรมชาติ

โดย National Geographic

การปะทุของภูเขาไฟคีเลเวอาบนเกาะใหญ่ (Big Island) ของหมู่เกาะฮาวายเมื่อปีก่อน ส่งธารลาวาไหลลงสู่ทะเล หินหลอมละลายบางส่วนกัดเซาะผ่านอุโมงค์ที่ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งก่อนๆ ขณะที่ บางส่วนให้กำเนิดอุโมงค์ลาวาใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในเครือข่ายระบบอุโมงค์ใต้ดิน

ย้อนหลังไปสองสามปีก่อน ระหว่างที่ ปีเตอร์ และ แอน โบสเต็ด สองนักสำรวจถ้ำผู้ช่ำชองขับรถเล่นในย่านฮาวายเอียนโอเชียนวิว บนเกาะฮาวาย หรือ เกาะใหญ่ (Big Island) ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะฮาวาย แอนสังเกตเห็นหลุมเล็กๆ ข้างทาง หลุมดังกล่าวกว้างไม่เกินหนึ่งเมตร แต่ก็ใหญ่และเย้ายวนพอให้ทั้งคู่จอดรถและพยายามแทรกตัวลงไป

ปีเตอร์เล่าให้ผมฟังว่า “เรามีเวลาอยู่สองสามชั่วโมง เลยเริ่มสำรวจกันครับ ปรากฏว่าเจอทางเดินด้านข้างที่วกวนมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก” พอกลับถึงบ้าน ปีเตอร์ กำหนดจุด พูกา (puka) หรือปากทางเข้าถ้ำลงในแผนที่ดิจิตอล และวางแผนที่จะกลับไปอีกครั้ง หากได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดิน เพื่อสำรวจว่าทางเข้าถ้ำนั้นจะพาไปถึงไหน

กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา โอเชียนวิว กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติของนักท่องถ้ำที่เดินทางมาเพื่อสำรวจ และทำแผนที่ของคิพูกาคาโนฮีนา (Kipuka Kanohina) หรือโครงข่ายถ้ำลาวาที่อยู่ลึกลงไป 5-25 เมตรใต้เมือง

ถ้ำกำเนิดขึ้นได้สองทาง คือ เร็วหรือช้า ถ้ำระดับตำนานของโลกส่วนใหญ่ เช่น ถ้ำคาร์ลส์แบดและถ้ำเลชูกียา ในนิวเม็กซิโก ถ้ำแมมมอธในเคนทักกี ใช้เวลานับล้านๆ ปีในการก่อร่างจากหยดน้ำและธารน้ำที่มีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งไหลผ่านและกัดเซาะหินปูนในพื้นที่

ในทางตรงข้าม ถ้ำลาวา (lava cave) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า อุโมงค์ลาวา (lava tube – ช่องกลวงภายใต้ผิวของลาวาหลากที่แข็งตัวแล้ว) เกิดขึ้นในชั่วพริบตาทางธรณีวิทยา กล่าวคือ เพียงหนึ่งหรือสองปี บางครั้งแค่ไม่กี่สัปดาห์ จากการปะทุของเปลือกโลก

อุโมงค์ลาวาส่วนใหญ่ในฮาวาย เกิดจากกระแสลาวาหลากชนิดเหลวที่เรียกว่า ปาโฮอีโฮอี (pahoehoe) เมื่อลาวาหลากนี้ไหลลงสู่ด้านล่างของภูเขาไฟ ส่วนที่อยู่บนผิวหน้าจะเย็นตัวลง เพราะอากาศด้านนอก และจับตัวแข็งเกิดเป็นผิวด้านบนที่มีลักษณะยืดหยุ่นคล้ายผิวหนัง ส่วนด้านล่างเป็นลาวาร้อนที่ยังเลื่อนไหล กัดกร่อนชั้นดินที่อยู่ต่ำลงไป และกัดเซาะจนเกิดเป็นทางเดินหรืออุโมงค์ใต้ดิน เมื่อมีฉนวนกั้นอากาศด้านบน ลาวาร้อนสามารถปะทุไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด บ่อยครั้งไปได้ไกลอีกหลายกิโลเมตร เมื่อการปะทุเริ่มสงบลง และทางไหลของลาวาต่างๆ นำพาของเหลวที่หลอมละลายออกมาหมดแล้ว สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังคือ ระบบถ้ำวกวนราวกับสวนสนุกสามมิติ

คงไม่มีที่ไหนบนโลกที่มีอุโมงค์ลาวา ซึ่งสามารถเข้าถึงได้มากเท่าฮาวายอีกแล้ว และคงไม่มีเมืองไหนที่มีสภาพทางธรณีวิทยาเอื้อแก่การสำรวจมากเท่ากับโอเชียนวิว

ในช่วงทศวรรษ 1990 สองสามีภรรยาโบสเต็ด เป็นสมาชิกผู้แข็งขันของทีมที่ทำแผนที่ถ้ำเลชูกียา ความยาว 222 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นถ้ำที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบัน ทั้งคู่อยู่ในวัย 60 เศษ และกึ่งเกษียณ พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของนักสำรวจถ้ำมากประสบการณ์ไม่กี่คนที่พำนักอยู่ในโอเชียนวิวเต็มเวลา ทั้งคู่เล่าว่าตอนนี้ใช้เวลาสำรวจถ้ำมากกว่าที่เคยทำมาทั้งชีวิตเสียอีก และจำได้ว่าบางปีใช้เวลาอยู่ใต้ดินมากกว่า 200 วันเสียด้วยซ้ำ

ปีเตอร์ และ แอน พาผมกลับไปสำรวจพูกาข้างถนนแห่งใหม่ที่พวกเขาเพิ่งค้นพบ พร้อมกับ ดอน และ บาร์บ คูนส์ คู่สามีภรรยานักสำรวจถ้ำผู้โชกโชน ที่มาพำนักในโอเชียนวิวช่วงฤดูหนาว

เราจัดแจงสวมหมวกนิรภัย ไฟฉายคาดศีรษะ และแผ่นกันกระแทกแบบนักวอลเลย์บอลที่ศอกและหัวเข่า แล้วหงายหลังแทรกตัวลงไปในหลุม จากนั้นคลานต่อไปอีกราว 100 เมตร ผ่านเส้นทางสูงไม่ถึงหนึ่งเมตรที่ทำแผนที่ไว้ก่อนหน้านี้ ลาวาไหลผ่านถ้ำแห่งนี้มาหลายศตวรรษแล้ว

ด้วยเครื่องเคราประดับประดาน่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้อุโมงค์ลาวาในฮาวายดูเหมือนมาจากดาวดวงอื่น ลาวาย้อยบอบบางที่ห้อยลงมาจากผนังและเพดานอุโมงค์ราวหินย้อย ก่อตัวเป็นรูปร่างแปลกตา ทั้งแหลมเฟี้ยวราวฟันฉลาม หรือขดห้อยย้อยระย้าราวฟองสบู่ บ้างเป็นแท่งกลวงราวหลอดดูดเพราะถูกดันออกจากเพดานด้วยแก๊สขณะที่ถ้ำเย็นตัวลง ในบางจุดคราบเถ้าลอยสีเงินยวงที่เกาะบนผนังถ้ำดูยับย่นราวสีที่หลุดลอกจากผนัง ในจุดอื่นๆ ชั้นยิปซัมบางๆ ทำให้ผนังส่วนนั้นเป็นสีขาวสว่างโพลง

การคืบคลานของเราสิ้นสุดลงที่ทางแยก จุดที่เพดานอุโมงค์ทิ้งตัวลงต่ำกว่า 30 เซนติเมตรเหนือพื้นตะปุ่มตะป่ำแหลมคม ปีเตอร์พูดแบบไร้อารมณ์ว่า “เห็นทีสนุกแน่งานนี้” ตอนที่เราค่อยๆ ขยับตัวไปตามทางที่แคบมากจนเสื้อผมขาดดังแควกเมื่อเจอพื้นตะปุ่มตะป่ำ เส้นทางแคบเกินกว่าหมวกนิรภัยจะเบียดผ่านไปได้ เราจึงถอดหมวกออกแล้วมะงุมมะงาหราไปในความมืด

สำหรับเช้านี้ แผลถลอกปอกเปิก รอยฟกช้ำดำเขียว และเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของเรา มีรางวัลตอบแทนเป็นเส้นทาง 47.06 เมตรของถ้ำน้องใหม่ ที่เพิ่มเติมลงในแผนที่โครงข่ายคิพูกาคาโนฮีนา ฟังดูเหมือนไม่มากเท่าไร แต่แบบนี้รวมๆ กันช่วยให้แผนที่คืบหน้าไปสู่เป้าหมายในอัตรา 5-7 กิโลเมตรต่อปี ทำให้อีกไม่ช้าคาโนฮีนาอาจเป็นระบบอุโมงค์ลาวายาวที่สุดในโลกที่ได้รับการสำรวจก็เป็นได้

ดูเหมือนจะมี กฎแห่งความเงียบ ที่รายล้อมอุโมงค์ลาวาบนเกาะใหญ่ ในแง่ที่ว่านักสำรวจถ้ำและนักอนุรักษ์ส่วนมากเลือกที่จะไม่ให้คนนอกรับรู้ตำแหน่ง หรือที่ตั้งของอุโมงค์ที่พวกเขาค้นพบ ตอนที่สองสามีภรรยาโบสเต็ดเสนอตัวพาผมไปถ้ำชื่อมานูนูอี (Manu Nui) ที่พวกเขาสำรวจเพื่อทำแผนที่มาตั้งแต่ปี 2003 ก็มาพร้อมเงื่อนไขว่า เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก จะไม่เปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งชัดเจน นอกจากระบุแค่ว่า เป็นถ้ำที่เกิดจากฮูอาลาไล ภูเขาไฟมีพลังมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ รองจาก เมานาโลอา และ คีเลเวอา

ไลแมน เพอร์รี จากกรมป่าไม้และสัตว์ป่าของฮาวาย บอกว่า “เรายังไม่เข้าใจระบบนิเวศของถ้ำเหล่านี้อย่างถ่องแท้ เลยไม่อยากให้คนเข้าไปครับ ความเป็นจริงก็คือ ถ้าผู้คนค้นพบสถานที่เหล่านี้เมื่อไร ที่สุดแล้วพวกเขาคงไม่พ้นที่จะทำลายมันครับ”

เรื่อง โจชัว โฟเออร์

ภาพถ่าย คาร์สเทน ปีเตอร์

ที่มา - National Geographic

www.ngthai.com 

www.facebook.com/NationalGeographicThailand