บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปะการังฟอกขาว! นักท่องเที่ยวใจหาย 'เกาะกาลาปาโกส' เข้าขั้นวิกฤติ!

โดย National Geographic

จอน วิตแมน ตรวจสอบมาตรวัดความดันอากาศ ขยับตีนกบให้เข้าที่ แล้วหงายหลังทิ้งตัวลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้ๆ กันนั้น มหาสมุทรซัดสาดเกาะอิสลาบีเกิล ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะน้อยใหญ่นับร้อยที่ประกอบกันขึ้นเป็นหมู่เกาะกาลาปาโกส จังหวัดหนึ่งของประเทศเอกวาดอร์และทอดตัวคร่อมเส้นศูนย์สูตรพอดี 

บนชะโงกหินเหนือฟองคลื่นที่ซัดกระเซ็น นกบูบีตีนน้ำเงินเต้นรำด้วยท่วงท่างุ่มง่าม สิงโตทะเลกาลาปาโกสสองตัวกำลังทะเลาะกันบนโขดหินที่อยู่ต่ำลงมา ภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินน่าจะเป็นเช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ชาร์ลส์ ดาร์วิน แล่นเรือมาที่นี่เมื่อเกือบ 200 ปีก่อน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ปรับตัวให้เข้ากับเกาะที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรงได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งว่าทนทานต่ออะไรก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่กาลเวลา

ทันใดนั้น วิตแมนก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาเหนือน้ำ “เริ่มแล้วครับ” เขาบอกผมด้วยสีหน้าบูดบึ้ง

เขาคว้ากล้องวิดีโอจากเรือที่พาไปดำน้ำ แล้วหายลงไปใต้น้ำอีกครั้ง ผมกระโดดตามเขาไป ที่ระดับความลึกห้าเมตรใต้ผิวน้ำ วิตแมนชี้ให้ผมดูปะการังโขด Porites lobata ซึ่งควรมีรูปร่างเหมือนเจดีย์สีเขียวอมเหลือง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันกลับกลายเป็นสีขาวตัดกับสีชมพูและสีเขียวเข้มของปะการังอื่นๆ บนพื้นทะเล ปะการังกลุ่มนี้กำลังฟอกขาวอันเป็นผลกระทบจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นเกินไป มันจะตายในไม่ช้า

วิตแมนและคณะกำลังเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงในบริเวณต่างๆ เช่นที่เกาะอิสลาบีเกิล พวกเขาพบปัญหานี้ได้ไม่ยาก และกำลัง “วัดไข้” ชุมชนก้นทะเลแห่งนี้ ทั้งในแง่รูปธรรมตามตัวอักษรและอุปมาอุปไมย ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญเมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางสภาพภูมิอากาศที่นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีของที่นี่ อุณหภูมิในบริเวณที่เขาดำน้ำ พุ่งสูงขึ้นไปถึง 31 องศาเซลเซียส (โดยรวมแล้ว อุณหภูมิน้ำในแถบกาลาปาโกสสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในระยะยาวสององศาเซลเซียส) วิตแมนกลัวว่าปะการังฟอกขาวจะเป็นลางบอกเหตุถึงการฟอกขาวที่จะกระจายไปอย่างรวดเร็วในไม่ช่วงกี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะรวมถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อื่นๆ ทั่วทั้งสิ่งแวดล้อมที่นี่ด้วย

หมู่เกาะกาลาปาโกสประกอบด้วยเกาะหลักๆ 13 เกาะ ดาร์วินมาถึงหมู่เกาะแห่งนี้เมื่อปี 1835 และเริ่มการสังเกตการณ์ซึ่งต่อมาแสดงให้เขาและเราเห็นว่า ชีวิตบนโลกวิวัฒน์ขึ้นอย่างไร

แม้กาลาปาโกสจะดูเหมือนอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่หมู่เกาะแห่งนี้ก็หาได้รอดพ้นจากผลกระทบของชีวิตสมัยใหม่ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังมาเยือนถึงต้นกำเนิดของทฤษฎีวิวัฒนาการ ชนิดพันธุ์อันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะอย่าง เต่ายักษ์ นกฟินช์ นกบูบี และอิกัวนาทะเล ล้วนอาจเดือดร้อน ระบบนิเวศอันโด่งดังที่สอนโลกเกี่ยวกับกระบวนการการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) อาจมอบบทเรียนให้เราอีกครั้งด้วย การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสถานที่อื่นๆแก่เรา วิตแมนบอกว่า กาลาปาโกส “เป็นห้องปฏิบัติการชั้นเลิศเพื่อศึกษาวิธีที่ชนิดพันธุ์ต่างๆ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครับ”

การถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่ของอเมริกาใต้โดยผืนน้ำเป็นระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร เปิดโอกาสให้ธรรมชาติที่นี่มีอิสรเสรีอย่างเต็มที่ ในบรรดาสัตว์ที่เดินทางจากแผ่นดินใหญ่มายังหมู่เกาะแห่งนี้ มีไม่กี่ตัวที่รอดชีวิต พวกที่รอดวิวัฒน์ไปสู่รูปแบบที่แตกต่างออกไป โดยปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของแต่ละเกาะ พวกที่ปรับตัวไม่ได้ก็สูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น

แต่ปัจจุบัน กาลาปาโกสกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่จากวิวัฒนาการ มีสถานที่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกที่นักวิทยาศาสตร์จะได้นั่งแถวหน้าเพื่อเฝ้าดูระบบนิเวศถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ซึ่งบางครั้งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระยะเวลาสั้นๆ

ปัจจุบัน ขณะที่โลกร้อนขึ้น วิตแมนและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ กำลังพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตบนหมู่เกาะแห่งนี้ อาจไม่มีสถานที่อื่นใดในโลกอีกแล้วที่วัฏจักรของชีวิตและความตายจะถูกผลักดันอย่างรุนแรงโดยปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศซึ่งรู้จักกันในนามเอลนีโญและลานีญา เมื่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน และกระแสน้ำในมหาสมุทร ส่งผลให้สภาพลมฟ้าอากาศและการมีอาหารอย่างพอเพียงทั้งบนบกและในทะเลเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญพยากรณ์ด้วยว่า อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเพิ่มอัตราการเกิดเอลนีโญซึ่งจะทำให้ฝนตกชุก จากประมาณทุก 20 ปี เป็นทุกๆ สิบปี

แอนดรูว์ วิตเทนเบิร์ก นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือโนอา ชี้ว่า แบบจำลองยังทำนายว่ามหาสมุทรใกล้เส้นศูนย์สูตรจะอุ่นขึ้นเร็วกว่าบริเวณที่เหลือของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนเล็กน้อย การคาดการณ์ของบางสำนักชี้ว่า เมื่อถึงปี 2100 ระดับทะเลจะสูงขึ้นด้วย กล่าวคือจาก 55 เซนติเมตรเป็น 76 เซนติเมตร นักวิทยาศาสตร์ยังคิดว่า น่านน้ำที่อุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาวอาจลดปริมาณ การัว หรือหมอกหนาทึบที่ปกคลุมป่าบนที่ราบสูงของกาลาปาโกสมาประมาณ 48,000 ปี นี่อาจเป็นหายนะของสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยความชื้นจากสายหมอก นอกจากนี้ ขณะที่มหาสมุทรของโลกยังดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์สร้างขึ้น กาลาปาโกสถูกจัดว่าเป็น “แดนวิกฤติ” ของภาวะทะเลเป็นกรด ซึ่งสามารถละลายโครงสร้างหินปูนของปะการังและมอลลัสก์ จนอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร

ขณะเดียวกันนั้นเอง วิตแมนและทีมงานคาดว่า การฟอกขาวของปะการังที่พวกเขาพบเห็นรอบหมู่เกาะจะเพิ่มขึ้นโดยเป็นผลจากน้ำที่อุ่นมากเป็นพิเศษ (ultrawarm) จากปรากฏการณ์เอลนีโญ เมื่อสูญเสียถิ่นที่อยู่บางส่วนไป ปลาและสรรพชีวิตอื่นๆในทะเลที่พึ่งพาอาศัยปะการังย่อมมีแหล่งพักพิงและแหล่งหากินน้อยลง ระบบนิเวศที่รุ่มรวยกลับแร้นแค้นขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็จะไม่สามารถทนทานแรงกระทบกระเทือนต่างๆ ได้อีก รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในอนาคต ที่แย่ไปกว่านั้นคือ หมู่เกาะกาลาปาโกสยังได้รับแรงกดดันจากประชากรที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ผู้มีถิ่นพำนักบนเกาะประมาณ 25,000 คน และนักท่องเที่ยวอีกประมาณ 220,000 คนต่อปี

เรื่อง คริสโตเฟอร์ โซโลมอน

ภาพถ่าย ทอมัส พี. เพสแชก

ที่มา - National Geographic

www.ngthai.com 

www.facebook.com/NationalGeographicThailand