วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รถไฟความเร็วสูงไทยจีน จีนต้องลงทุนแทนไทย

เมื่อวานนี้ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เดินทางไปเยี่ยม คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคมนาคม เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ยังล่าช้า โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ดร.สมคิด ต้องการให้มีความชัดเจนก่อนที่ ผู้นำไทย กับ ผู้นำจีน จะพบปะกันในเดือนกันยายนปีนี้

ดร.สมคิด สำทับว่า ภายในเดือนครึ่งจากนี้ต้องมีความชัดเจน หากหลังจากนี้มีความล่าช้าก็คงต้อง ทบทวนคนดูแล

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เป็นท่อนหนึ่งใน เส้นทางสายไหมใหม่ทางบกของจีน ที่จีนได้ขีดเส้นทางจาก คุณหมิง ผ่าน ลาว ไทย ลงใต้ไปสู่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศเป้าหมาย ไทยเป็นแค่ทางผ่าน แต่กลับต้องลงทุนในโครงการนี้สูงถึง 170,000–180,000ล้านบาท โดยจีนเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างทั้งหมด แต่ไทยต้องกู้เงินค่าก่อสร้างจากธนาคารจีนที่คิดดอกเบี้ยแพงถึงร้อยละ 2.5 แพงกว่ากู้แบงก์ไทยเสียอีก

โครงการนี้ล่าช้ามาระยะหนึ่ง เพราะ จีนออกแบบโดยใช้วัสดุอุปกรณ์จีนทั้งหมดและคิดราคาเป็นเงินหยวน ฝ่ายไทยจึงขอให้มีการ ถอดแบบและคิดราคาเป็นเงินบาทเพื่อเปรียบเทียบ คิดว่าจนถึงวันนี้คงมีความคืบหน้าไปมากแล้ว

เมื่อผู้นำไทย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีโอกาสพบกับ ผู้นำจีน ผมก็อยากจะเรียน ผู้นำไทย เพื่อพิจารณาว่า โครงการนี้เป็นความคิดริเริ่มของผู้นำจีน เป็น เส้นทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจการเมืองการทหารในศตวรรษที่ 21 ของจีน แม้ไทยจะได้ประโยชน์บ้าง แต่ก็ไม่คุ้มค่าการลงทุน แถมยังเป็นภาระเงินงบประมาณของประเทศที่มีอยู่จำกัด สมควรที่ ผู้นำไทย จะเสนอ ผู้นำจีน ให้ประเทศจีนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ถ้าไทยจะถือหุ้นด้วยก็ควรถือแค่ 30% เพราะโครงการนี้มีโอกาส “ขาดทุนยาว”

(สองวันก่อน คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง เพิ่งเปิดเผยว่า การจัดเก็บภาษี 8 เดือนของปีงบประมาณ 2560 ต่ำกว่าเป้าถึง 50,000 กว่าล้านบาท)

เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน เกิดขึ้นเพราะ นโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ของ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่ต้องการ แผ่ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจการเมือง การทหาร ไปทั่วโลก ตลอดเส้นทางสายไหมใหม่ ดังนั้น การเจรจา กับ ผู้นำจีน ในเรื่องนี้ผมจึงคิดว่า ผู้นำไทย น่าจะเจรจากับจีน บนผลประโยชน์ทางการเมือง การทหาร เป็นหลัก ไม่ควรเจรจาบนผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ เพราะไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็ไม่คุ้มค่าในการลงทุนอยู่แล้ว

ในการประชุมผู้นำโลก The One Belt One Road Forum ที่ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ผู้นำหลายประเทศก็ได้แสดงความเป็นห่วงถึง “ความคุ้มทุน” ในการลงทุนตามเส้นทางสายไหมเส้นนี้ เพราะโอกาสที่จะ “คืนทุน” ยากมาก

เรื่องนี้ ฟิทซ์ เรทติ้ง บริษัทจัดอันดับยักษ์ใหญ่ เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า โครงการเส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะมีการก่อสร้าง ท่าเรือ ถนน ทางรถไฟ จำนวนมาก ต้องใช้เงินลงทุนเบื้องต้นมากกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 31.5 ล้านล้านบาท โดยใช้เงินกู้จาก ธนาคารนโยบายของจีน และ ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของจีน ทำให้เกิดคำถามว่า ธนาคารจีนจะใช้มาตรฐานอะไรในการตัดสินใจปล่อยกู้โครงการนโยบายเหล่านี้ เพราะโครงการลงทุนเหล่านี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมือง ไม่ใช่ความต้องการทางการค้าปกติ

ไทยไม่ใช่ประเทศร่ำรวย วันนี้ยัง ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง แก้ปัญหาคนจนหลายสิบล้านคนในประเทศไม่ได้ ที่สำคัญไทยไม่ใช่เส้นทางหลัก ของ One Belt One Road จึงไม่มีเหตุผลที่ไทยจะต้องลงทุนเพื่อจีน แต่จีนต่างหากที่ต้องลงทุนแทนไทย

ผมจึงเรียน ท่านนายกฯพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเจรจากับ ผู้นำจีน ครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”