บริการข่าวไทยรัฐ

เจ็บจี๊ด! มาเลเซีย แซงหน้าไทยใช้ประโยชน์จาก ใบกระท่อม พืชยาเสพติดประเภท5

เจ็บจี๊ดเลย! มาเลเซีย แซงหน้าไทยใช้ประโยชน์จาก “ใบกระท่อม” นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ขณะที่ประเทศไทยยังผิดกฎหมาย เป็นพืชเสพติดประเภท 5 ภญ.ดร.สุภาภรณ์ บอกถึงเวลาแล้วที่ต้องเป็นวาระแห่งชาติ นำกัญชา และ ใบกระท่อม มาใช้ประโยชน์

วันที่ 11 มิ.ย. ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ กล่าวถึง กรณีกระแสโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีการแชร์ว่า ประเทศมาเลเซีย ได้จดสิทธิบัตรทำยาจากใบกระท่อม ว่า เป็นเพราะประเทศไทยได้จัดใบกระท่อม เป็นพืชเสพติดประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดปี 2522 สมัยก่อนตอนนั้น เขายังอนุญาตให้สูบฝิ่น แต่ตัดใบกระท่อมออก ส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นรัฐบาลต้องการเก็บภาษีฝิ่น แต่..คนจนในตอนนั้นเขาไม่มีปัญญาสูบฝิ่น เขาจึงหันมากินใบกระท่อมกัน ถึงแม้จะพยายามทำลาย ตัดทิ้ง แต่ก็ทำลายได้ไม่หมด เพราะมันเติบโตในที่ลุ่มน้ำต่างๆ

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวต่อว่า ใบกระท่อม ถือเป็นยุทธปัจจัยอย่างหนึ่งในอดีต เพราะคนที่กินใบกระท่อม จะทำให้มีแรง แบกหาม เหมือนกับวัฒนธรรมการกินกาแฟ เรากินกาแฟมากเกินไป มันก็อาจจะทำให้เพี้ยนหรือตายได้ หากเราใช้ใบกระท่อมในปริมาณที่พอดีมันก็จะเกิดประโยชน์ สำหรับกระท่อมหรือใบกระท่อมแล้ว ไม่ได้อยู่ในคำจำกัดความของสารเสพติด เพราะกระท่อมถือเป็นพืชสมุนไพรที่คนโบราณใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ มากมาย

กระท่อมเป็นยาชูกำลังชนิดหนึ่งด้วย ทำให้ขุนศึกและทหารสู้แดด มีกำลังวังชาในการออกรบ ในบทเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอนขุนแผนเดินทัพ ได้บรรยายถึงเรื่องกระท่อมเอาไว้ว่า "บ้างห่อกระท่อมสะพายแล่ง ยมหน้าแห้งตะแคงขึง ถุนกระท่อมในห่อพอตึงๆ ค่อยมีแรงเดินดึ่งถึงเพื่อนกัน" สะท้อนภาพของสังคมในยุคแรงงาน ซึ่งต้องการสมุนไพรที่จะช่วยให้มีความทนทานในการทำงานหนัก และไม่หวั่นกลัวความเจ็บปวดเมื่อต้องสู้รบ หรือไม่หมดแรงระหว่างเดินทัพทางไกล ในอดีตหากไม่มีกระท่อม อาจจะรักษาบ้านเมืองเอาไว้ไม่ได้ เพราะทหารทุกคนจะใช้กระท่อมสำหรับเป็นยาบำรุงกำลัง ทนต่อแดด และความยากลำบากทั้งหลาย เพราะการสู้รบ มักจะทำกันในฤดูร้อน แดดจะแรง การเดินทัพต้องการคนที่มีกำลังทนต่อแดด เช่นเดียวกับคนทำไร่ทำนา ใครได้เคี้ยวใบกระท่อมจะขยันขันแข็ง แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนมีข้อจำกัด แต่เราต้องหาทางนำมาใช้ประโยชน์

“ได้ทำการสืบค้นเรื่องใบกระท่อมมาหลายปี จากการค้นบันทึกในต่างประเทศ พบว่า การใช้ประโยชน์ในทางพื้นบ้านของ ใบกระท่อม มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่นำมาใช้ประโยชน์ แต่ก็จะมีการค้นพบพืชชนิดนี้บ้างในประเทศ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย เราเชี่ยวชาญในการใช้กระท่อม จากการศึกษาวิจัยพบว่า ใบกระท่อม มีสรรพคุณทางยาในการใช้แก้ปวด ที่สำคัญ การเลิกฝิ่น นั้นจะต้องพึ่งสารจากใบกระท่อม นอกจากนี้ ในญี่ปุ่น ยังมีการพัฒนา ใบกระท่อม ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างใช้เป็นยาแก้ปวด ซึ่งกลายเป็นเรื่องฮือฮามาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเขาก็ยืนยันว่าสิทธิบัตรของเขาไม่ได้ครอบคลุมมาถึงไทย”

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ในความเห็นของตน เชื่อว่า กระท่อม นั้นเป็นของไทย เพราะจากการสืบค้นพบว่ามันเป็นพืชพี่น้องกับกระทุ่ม ซึ่งคนสมัยก่อนจะเรียก กระทุ่ม กระท่อม นอกจากนี้ สิ่งที่แปลกคือ คนมาเลเซียก็เรียก กระท่อม เหมือนกับคนไทย อินโดนีเซีย เรียกกระทุ่ม ดังนั้นจึงเชื่อว่าเขาได้อิทธิพลจากคนไทยซึ่งเริ่มใช้มาหลายชั่วคนแล้ว

ประเทศมาเลเซีย เขาเอากระท่อมมาทำเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น ทำเป็นชาชง หรือ นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เอามาใช้ปรุงอาหาร เช่น ชุบแป้งทอด มันน่าเสียดายที่เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพที่เรามี

“หากตัวเราเป็นรัฐบาลที่อำนาจเด็ดขาด ก็อยากจะให้ ใบกระท่อม และ กัญชา เป็นวาระแห่งชาติ เพราะหลายเรื่องไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ ถ้ามันยุ่งยากมาก ก็อยากให้ทหารทำก็ได้มุ่งเป้าไปเลยให้นักวิจัยช่วยพัฒนา ที่ผ่านมา งานวิจัยในประเทศล้มเหลวเพราะไม่เคยนำมาช่วยกันพัฒนา ที่ผ่านมา เรานำเข้ายาจากต่างประเทศมูลค่ากว่า 2 แสนล้าน เพราะเราไม่สามารถทำเองได้ ต้องซื้อจากต่างประเทศ ทั้งรูปแบบสำเร็จรูป หรือ ยาตอกเม็ด ด้วยการซื้อสารเคมี ที่เราไม่สามารถสร้างโรงงานได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูง สารเคมีเราก็ไม่มี แต่เรามีต้นไม้ที่สามารถสร้างสารเคมีแรงๆ ได้ แต่เรากลับไม่พัฒนามัน อย่างเช่น กระท่อม กัญชา บ้านเมืองอื่นเขาวิจัยกันมากมาย ทำไมเราไม่ทำ ทั้งที่ฝรั่งเองเขาก็ต่อยอดจากภูมิปัญญาของเรา ดังนั้นเราควรทำสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นวาระแห่งชาติ”

เราไม่ได้สนับสนุนให้มีการแก้กฎหมาย หรือทำให้มันถูกกฎหมาย แต่เราควรจะนำสิ่งที่มีมาใช้ประโยชน์ ดังเช่น โคคาโคลา ที่เขาสามารถนำมาทำผลิตเป็นสารเสพติดโคเคน ก็ได้ หรือเอามาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มที่เรากินทุกวันนี้ก็ได้ ดังนั้น รัฐบาลควรจะมองไปที่เรื่องประโยชน์ และหามาตรการในการควบคุมดูแลไม่ให้ถูกใช้เป็นสารเสพติด

ถามว่าเห็นของต่างประเทศแล้วรู้สึกอย่างไร ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า รู้สึกเจ็บใจ โดยเราไม่ได้โกรธมาเลเซียนะ แต่ที่เจ็บใจเพราะเราถูกมัดมือมัดเท้า เราเห็นคนอื่นวิ่งแข่ง แต่เราทำได้แค่มองให้คนอื่นวิ่งผ่านเราไป ซึ่งหากเราเอามาทำได้จริง เชื่อว่าจะมีมูลค่ามหาศาล


จากรายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาผลกระทบต่างๆ ในการควบคุมพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ที่เสนอโดย กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เมื่อปี พ.ศ. 2548 ระบุ สรรพคุณทางยาของใบกระท่อม ดังนี้

ใช้ยาแก้ปวดท้อง แก้บิด แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ระงับประสาท ปัจจุบันประชาชนบางคนนำใบกระท่อมมารักษาโรคเบาหวานและอ้างว่าให้ผลการรักษาดี และใช้กินเพื่อให้ทำงานได้ทน ไม่หิวง่าย บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ สบายตัวได้นาน การรับประทานใบกระท่อมช่วยให้ทำงานได้ทนเวลามีแสงแดดจัด แต่จะเกิดอาการหนาวสั่นเมื่อมีอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน

อาการข้างเคียง

เมื่อใบกระท่อมหมดฤทธิ์ก็จะหมดแรง หากหยุดกินจะเกิดอาการขาดกระท่อม คือ ไม่มีแรงทำงาน กระสับกระส่าย กระวนกระวายเล็กน้อย หงุดหงิด น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตามข้อหรือกล้ามเนื้อใหญ่ โดยเฉพาะขาและเอว

ข้อเสียของใบกระท่อม หากใช้เกินขนาด

จะทำให้ท้องผูก ต้องกินร่วมกับใบชุมเห็ด ถ้ากินมากไปจะเมา และมึนหัว วิงเวียนศีรษะ ซึม หลับ ดื่มน้ำสักพักก็หาย หรือกินอะไรเปรี้ยวๆ ก็หาย ถ้าเคี้ยวแล้วกลืนลงไปเป็นประจำจะเกิดถุงท่อม คือ มีกากใบของกระท่อมในลำไส้ที่เรียกว่าถุงท่อม อาจจะมีผิวเกรียมเพราะทนแดดมาก ไม่กลัวแดด แต่กลัวฝน เห็นฝนตั้งเค้าก็จะรู้สึกปวดเมื่อย บางคนพายเรืออยู่แล้วฝนตก กระโดดลงน้ำจมน้ำตายก็มี ผู้ที่ติดใบกระท่อมนานๆ อาจน้ำหนักลด เบื่ออาหาร อาจทำให้นอนไม่หลับ