บริการข่าวไทยรัฐ

ทำไมต้องเซ็ตซีโร่ 5 เสือ กกต.

โดย สายล่อฟ้า

5เสือ กกต. ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บ

เป็นอันว่าเรียบร้อย สนช. เมื่อมีมติ 166 ต่อ 15 เสียง ให้เซ็ตซีโร่ 5 เสือ กกต. ชุดปัจจุบันทั้งหมดตามที่ กมธ. เสียงข้างมากเสนอ

และเห็นชอบด้วยคะแนน 177 ต่อ 1 เสียง ให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

กฎหมาย กกต.ใหม่นั้นนอกจากจะเพิ่มจำนวนจาก 5 คน เป็น 7 คนแล้ว ยังให้ยกเลิก กกต. จังหวัดให้เป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด

ทั้งนี้ได้มีการเพิ่มอำนาจและคุณสมบัติให้เข้มข้นขึ้น

กกต.นั้นถือว่ามีความสำคัญต่อระบบการเมืองไทยเป็นอย่างมาก เพราะเป็นต้นธารในการคัดกรองนักการเมืองเข้าสู่ระบบแม้ประชาชนจะเป็นผู้ลงคะแนนเลือกตั้งก็ตาม

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะหาก กกต.ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่มีนอกมีใน รู้เท่ารู้ทันกลเกมในการเลือกตั้ง การซื้อเสียง การถึงลูกถึงคน ปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อบังคับใช้อย่างเต็มที่

จะเป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเริ่มต้นมีองค์กรอิสระที่เรียกว่า กกต. เป็นครั้งแรกนั้นปรากฏผลชัดเจนว่านักการเมืองต่างเกรงกลัวไม่ใช่เพราะเป็นของใหม่เท่านั้นแต่สามารถให้คุณให้โทษต่อการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ด้วยความเกรงกลัวนี่ละครับ...ทำให้ กกต.เละไประยะหนึ่ง

เมื่อมีการใช้อำนาจการเมืองเข้าไปแทรกแซง ครอบงำ จน กกต. ไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเลือกข้างอย่างชัดเจน เพราะอำนาจและผลประโยชน์

กรณีที่มีการเซ็ตซีโร่ครั้งนี้ก็ถูกมองว่า ฝ่ายอำนาจต้องการเปลี่ยนแปลง กกต. ทั้งหมดเพื่อที่จะเข้าไปครอบงำและแทรกแซงด้วยการนำคนของตัวเองเข้าไปแทนที่

เพราะประโยชน์ทางการเมืองในอนาคตข้างหน้า

เหตุผลที่ตอบโต้การเปลี่ยนแปลง กกต. ยกชุดจึงให้น้ำหนักในเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะออกมาจาก กกต.เอง หรือจากบรรดานักการเมืองแทบทุกคนที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้

ตรงนี้แหละน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ควรจะมีการพูดถึงมากกว่าประเด็นอื่นๆ เช่น ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม มีอคติ ไม่ชอบลีลาของ กกต.บางคนที่สร้างความยุ่งยากวุ่นวายให้ กกต.มาตลอด

การตัดสินใจโละ กกต.ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่ สนช. กรธ. ที่เห็นด้วยนั้นจะต้องมีความรับผิดชอบและใส่ใจในขั้นตอนการสรรหาอย่างแยกไม่ออก

ยิ่ง คสช.ที่มองว่า “กดปุ่ม” เพื่อหวังใช้ กกต.ให้เกิดประโยชน์ในการต่อท่ออำนาจจึงต้องพึงระวังอย่าให้เป็นไปตามที่มีข้อครหา

“การปฏิรูปหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องกระทบนั่นนิดกระทบนี่หน่อย โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง การตรวจสอบต้องเข้มงวดกว่าเดิม เมื่อจะปฏิรูปก็ต้องยอมเจ็บกันบ้าง”

คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวย้ำในเรื่องนี้

คำพูดนี้เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหลักการ กฎกติกา และตัวบุคคลอันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างกรณี กกต.ก็เช่นกัน เพราะกฎหมายใหม่ได้กำหนดให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 7 คน และคนเก่าอย่างน้อย 2 คนก็ต้องพ้นจากตำแหน่งในเรื่องคุณสมบัติ อีก 2 คน ก็จะต้องพ้นเพราะอายุเกิน 70 ปี

หากให้อยู่ตำแหน่งต่อไปก็ยุ่งยากในการสรรหาคนใหม่

และมันก็จะไล่เป็นลูกระนาดต่อไม่สิ้นสุด เพราะวาระการดำรงตำแหน่งจะไม่ตรงกันทำงานเป็นทีมไม่ต่อเนื่อง

หรือหากจะให้ดีในจำนวน กกต. 5 คนนั้นลองกลับไปคิดไปสำรวจตัวเองให้ดีว่าที่ทำหน้าที่มานั้นผลงานเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง สร้างสรรค์องค์กรมากน้อยแค่ไหน

ไม่ต้องบอกผมหรอก...แต่อย่าโกหกตัวเองก็แล้วกัน.

“สายล่อฟ้า”