วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขนส่งยืนยัน! ไม่เพิ่มอัตราภาษีรถเก่า ยังเก็บคงเดิมตามกฎหมายกำหนด

กรมการขนส่งทางบก ยืนยันไม่มีประกาศเพิ่มอัตราภาษีรถเก่า ยังคงใช้อัตราภาษีรถประจำปีเท่าเดิมตามที่กฎหมายกำหนด ยังคงมุ่งความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อมตามนโยบายรัฐบาล วอนผู้ใช้สื่อออนไลน์ตรวจสอบข้อมูล เพื่อป้องกันการโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง..

วันที่ 10 มิ.ย.60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เผยว่า ตามที่มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราภาษีรถประจำปี สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี นั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นเพียงข้อเสนอส่วนบุคคลที่เผยแพร่เมื่อปี 2559 โดยไม่ใช่นโยบายหรือมาตรการที่มีผล ในทางปฏิบัติจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในส่วนของกรมการขนส่งทางบกได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว

พร้อมยืนยัน ยังคงจัดเก็บภาษีรถประจำปีในอัตราคงเดิม ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและไม่มีแนวคิดที่จะปรับอัตราการจัดเก็บภาษีประจำปีรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปีหรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี แต่อย่างใด โดยหากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จะเรียกเก็บตามขนาดความจุกระบอกสูบของรถยนต์ ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รย.2) และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รย.3 หรือ รถปิกอัพ) จะคิดอัตราภาษีรถตามน้ำหนักรถ

ในปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก ยังได้มีมาตรการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หรือใช้พลังงานทดแทน พลังงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือพลังงานอย่างประหยัด ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยจัดเก็บภาษีประจำปีในอัตรากึ่งหนึ่งของอัตราตามที่กำหนดไว้ และกรมการขนส่งทางบก ยังได้ออกประกาศกรมฯ กำหนดมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า พ.ศ.2559 เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมยานยนต์ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ใช้รถในราคาที่ถูกลงพร้อมเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถทุกคันที่ใช้งานบนท้องถนนมีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัย และไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามนโยบายของรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกมีมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและมาตรฐานการตรวจสภาพรถสำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีรถประจำปี โดยได้ดำเนินการยกระดับมาตรฐานสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ มีการรายงานผลตรวจสภาพรถผ่านระบบสารสนเทศแบบออนไลน์ (ตรอ. Online) เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับ การทำงานของสถานตรวจสภาพรถ ภายใต้การกำกับดูแลโดยกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

อีกทั้งกรมการขนส่งทางบก ยังได้ประกาศข้อกำหนด เงื่อนไขสำหรับการบำรุงรักษารถ สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะไว้ในใบอนุญาตประกอบการ (ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 และประกาศ คสช.ที่ 15/2560) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพของรถบนท้องถนนทุกคันในภาพรวมตลอดจนเป็นการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า กรมการขนส่งทางบก ยังได้ดำเนินโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” โดยประกาศกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน ทุกหมวด ทุกเส้นทาง ติดตั้งระบบ GPS Tracking เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการการขนส่งทางถนน นอกจากการป้องกันอุบัติเหตุจากการควบคุมพฤติกรรมการเดินรถ และลดต้นทุนโลจิสติกส์แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการประหยัดเชื้อเพลิงจากการควบคุมความเร็วรถ การไม่วิ่งรถเที่ยวเปล่า การไม่เดินรถนอกเส้นทาง ฯลฯ ยังสามารถประเมินระยะทางรวมของรถในระบบขนส่ง ซึ่งจะประมาณการใช้ CO2 ของรถทุกคัน ทำให้ใช้ประโยชน์เพื่อบริหารการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมตลอดจนเป็นแนวทางการพัฒนานวัตกรรมด้านวิศวกรรมยานยนต์ได้ต่อไป และมีแนวทางการพิจารณาอัตรา ด้านภาษีรถยนต์

กรมการขนส่งทางบก ยังมีแนวคิดที่จะลดอัตราภาษีในระบบรถสาธารณะตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2522 เพื่อจูงใจในการสร้างมาตรฐานคุณภาพการให้บริการประชาชน และลดต้นทุนการเดินรถ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เอื้อต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยรวม โดยได้เสนอแก้ไขสาระสำคัญในพระราชบัญญัติแล้วในการรวมกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

ส่วนประเด็นอัตราภาษีรถประจำปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การดำเนินการใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ประกอบกับเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน ฯลฯ ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดผลกระทบทุกด้านเช่นกัน ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน หากกรมการขนส่งทางบกมีข้อมูลข่าวสารใดที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับทราบ จะดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ โดยตรง

รวมถึงประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของกรมการขนส่งทางบกได้จากเว็บไซต์ www.dlt.go.th อีกทางหนึ่งด้วย จึงขอความร่วมมือผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล รวมทั้งแหล่งที่มาของข้อมูล ก่อนโพสต์ข้อความใดๆ ในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากการโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเจ้าของรถหรือกรมการขนส่งทางบก.