บริการข่าวไทยรัฐ

ผลวิจัยน่ารู้ MFGM ในนมแม่ เสริมความก้าวล้ำทั้งความคิดและอารมณ์

DHA และ MFGM ช่วยพัฒนาทั้งอีคิวและไอคิว - โภชนาการที่ดีช่วยพัฒนาทั้งร่างกายและสมอง.

คุณผู้อ่านคงตระหนักกันดีว่า การเข้าสู่โลกดิจิทัล ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป เด็กๆตกอยู่ท่ามกลางความรวดเร็ว ความเร่งรัดจนทำให้เด็กหลายคนมีสมาธิสั้น เอาแต่ใจตัวเอง อารมณ์ร้ายและก้าวร้าว ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านคงกลุ้มใจกันอยู่ จากที่เมื่อก่อนเราหวังให้ลูกเรียนเก่ง ฉลาด สอบได้คะแนนดีๆ แต่มาปัจจุบันนี้เราพบว่าความฉลาดรอบรู้ไม่ใช่ คำตอบสำหรับทุกสิ่งในอนาคตของลูกเสียแล้ว มีผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 90 ของแม่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว-EQ) มีความสำคัญพอๆกับความฉลาดทางสติปัญญา (ไอคิว-IQ)

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตท (Pennsylvania State University) และมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ตามเก็บข้อมูลจากเด็กๆกว่า 700 คน ทั่วสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงอายุ 25 ปี พบว่ามีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจระหว่างทักษะทาง สังคมเมื่อเป็นเด็กอนุบาล และความสำเร็จเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ในยี่สิบปีต่อมา เด็กที่มีความสามารถในการเข้าสังคม สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ช่วยเหลือผู้อื่น เข้าใจความรู้สึกผู้อื่น และแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง มีแนวโน้มที่จะเรียนจบระดับปริญญาและมีงานประจำภายในอายุ 25 ปี มากกว่าเด็กที่มีความสามารถทางสังคมจำกัด ซึ่งผลสำรวจเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ความฉลาดทางความคิดควบคู่ไปกับความฉลาดด้านอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต

แล้วทำอย่างไรลูกจึงจะมีพัฒนาการที่ดีทั้งไอคิวและอีคิว?

เรื่องนี้พ่อแม่มีบทบาทสำคัญมากครับ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ถึง 3 ขวบปีแรก เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต เริ่มตั้งแต่ด้านโภชนาการ ซึ่ง “นมแม่” นับเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการเจริญเติบโตทั้งทางร่างกายและสมองของลูก

คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลมีข้อมูลล่าสุดจากงานสัมมนาที่มีบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งสูตินรีแพทย์ และกุมารแพทย์ ทั่วประเทศกว่า 1,500 คน ให้ความสนใจเข้าร่วมสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “New Insights into Bioactive Components from Human Milk” ร่วมไขรหัสสารอาหารสมองตัวใหม่ที่พบในน้ำนมแม่ ที่เรียกว่า MFGM หรือ Milk Fat Globule Membrane โดยมีเนื้อหาสำคัญที่ ศ.เจฟฟรีย์ เคลกฮอร์น ผู้อำนวยการสถาบัน Institute of Health & Biomedical Innovation for Child Health Research Centre ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยว่า งานวิจัยทางการแพทย์ล่าสุดค้นพบ สารอาหารบำรุงสมองในนมแม่ ได้แก่ MFGM ซึ่งเป็นเยื่อหุ้มอนุภาคไขมัน เยื่อบางๆนี้อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด ทำหน้าที่ช่วยสร้างปลอกไขมันหุ้มเส้นใยสมอง (Myelin Sheath) ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับส่งสัญญาณประสาท โดยจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่า เมื่อ MFGM ทำงานร่วมกับ DHA จะช่วยเสริมการเชื่อมต่อเซลล์สมอง โดยงานวิจัยชี้ว่าทารกที่กินนมที่มี MFGM และ DHA จะมีพัฒนาการสมองและสติปัญญาใกล้เคียงกับทารกที่ดื่มนมแม่ ดีกว่าทารกที่ดื่มนมที่เพิ่ม DHA เพียงอย่างเดียวถึง 4 จุด ช่วยให้สมองทำงานเต็มที่ทั้งระบบ และยังช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ โดยหลากหลายผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้ยอมรับ และตื่นตัวกับการเติม MFGM ในผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและเด็กเป็นอย่างมาก

รศ.ดร.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดของลูกตั้งแต่แรกคลอด การเตรียมตัวเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จึงควรเริ่มตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ คุณแม่ควรได้รับการตรวจเต้านมและลักษณะของหัวนมเพื่อเตรียมความพร้อมให้นมลูก หากพบว่าผิดปกติจะได้รีบแก้ไข และในระยะหลังคลอด ทีมแพทย์และพยาบาลจะให้ความรู้เกี่ยวกับการให้นมแม่ รวมทั้งการสอนเทคนิคและวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยส่งเสริมคุณแม่ให้สามารถให้นมลูกได้สำเร็จ ทั้งเทคนิคดูดเร็ว ดูดบ่อยทุก 2-3 ชั่วโมง และดูดถูกวิธีคือให้ลูกอมหัวนมให้ลึกถึงบริเวณลานนม และควรให้ลูกดูดสลับทั้ง 2 เต้าในแต่ละมื้อ และหากคุณแม่หลังคลอด

บางท่านมีปัญหาเรื่องน้ำนมไม่เพียงพอหรือไม่ สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวได้จากสาเหตุต่างๆ เช่น มีภาวะแทรกซ้อน หรือการใช้ยาที่เป็นข้อห้ามในการให้นมแม่ เป็นต้น คุณแม่อาจพิจารณาหาทางเลือกให้นมผสมที่มีคุณภาพดี ที่จะช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาการต่างๆ ซึ่งสมองของเด็กจะพัฒนาสูงสุดในช่วงตั้งครรภ์ถึง 3 ขวบปีแรก เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองที่มีความสำคัญมาก ดังนั้นการเลือกให้ลูกได้รับนมผสมที่มีส่วนผสมของสารอาหารต่างๆที่ครบถ้วน รวมทั้ง MFGM ก็เป็นทางเลือกหนึ่งของคุณแม่ ที่จะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเหมาะสม”

รศ.ดร.นพ.ดิฐกานต์ กล่าวเสริมว่า “ในสมัยก่อนเวลาตั้งครรภ์ ส่วนมากคุณแม่มักจะลุ้นแค่ขอให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์และแข็งแรงก็พอใจแล้ว แต่ในปัจจุบันด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่มากขึ้น ทำให้เราสามารถทราบถึง พัฒนาการของลูกน้อยได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ยิ่งในปัจจุบันมีข้อมูลจากสื่อต่างๆมากมาย แนะนำวิธีให้คุณแม่กระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่หลายคนจึงอยากกระตุ้นให้สมองของลูกมีการพัฒนาที่ดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยหวังว่าเมื่อคลอดออกมาลูกจะได้เป็นเด็กฉลาด ไหวพริบดี หรืออารมณ์ดี ซึ่งถึงแม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปว่าวิธีการไหนที่ดีที่สุด เพียงแต่มีข้อสังเกตว่าทารกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อยู่ในครรภ์มีสติปัญญาดี เลี้ยงง่าย อารมณ์ดี ดังนั้นทั้งสารอาหารและการกระตุ้นพัฒนาการจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีของเด็กได้”

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “การที่ คนเราจะมีลูกที่อารมณ์ดี สมองดี และมีความเฉลียวฉลาด เป็นสุดยอดปรารถนาของพ่อแม่ มีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องหลายประการ ปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการ คือ โภชนาการ แม่ขณะตั้งครรภ์และของลูกภายหลังคลอด และประการ สุดท้ายคือ สิ่งแวดล้อม งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยัน แล้วว่าเด็กที่ได้รับนมที่เสริม MFGM และ DHA จะมีการพัฒนาความฉลาดได้อย่างเต็มระบบนอกเหนือจากด้านสติปัญญา นั่นคือความฉลาดทางอารมณ์ซึ่งแสดงออกมาทางด้านพฤติกรรมอีกด้วย ตัวอย่างพัฒนาการของลูกที่ช่วยส่งเสริมความก้าวล้ำทางความคิดและอารมณ์ มีหลักการง่ายๆ อาทิ

แรกเกิดถึง 6 เดือน คุณแม่ต้องตอบรับกับสิ่งที่ลูกต้องการให้ทันท่วงที เช่น หากรู้ว่าลูกร้องไห้หิวนม ก็ต้องให้นม หรือร้องเพราะตกใจ ต้องได้รับการปลอบประโลม หมั่นพูดคุยกับลูก ให้ลูกรู้จักสื่อสารโต้ตอบ และสร้างความอุ่นใจให้ลูก

6 เดือนหลังถึง 1 ปี ส่งเสริมให้เด็กรู้จักอดทนรอคอย มีความสามารถในการควบคุมตัวเอง เช่น เมื่อลูกร้องหิวอาจยังไม่ต้องให้นมทันที แต่ให้อดทนรอได้เล็กน้อยระหว่างคุณแม่เตรียมตัวให้นม หรือเรียนรู้การคงอยู่ของสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการเล่นจ๊ะเอ๋ หรือเล่นซ่อนแอบหลังผ้า เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆไม่ได้หายไป แต่จะกลับคืนมา อีกทั้งเมื่อเด็กได้ยิ้มได้หัวเราะก็เป็น การสร้างอารมณ์ที่ดี และพัฒนาสร้างความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับพ่อและแม่

1 ปีขึ้นไป เด็กเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น เด็กสามารถเดิน ทรงตัว กิน และควบคุมตัวเองได้มากขึ้น คุณแม่ควรต้องให้เด็กได้พัฒนาตัวเองผ่านความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง เพราะเป็นโอกาสดีที่เด็กจะได้เรียนรู้และพัฒนาต่อยอดไปยังทักษะที่ยากขึ้น

อายุ 3 ปีขึ้นไป เริ่มเรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับสังคมอื่นนอกจากผู้คนคุ้นเคยในบ้าน การให้เขาได้มีโอกาสเล่น ทำกิจกรรม ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นทุกเพศทุกวัย เป็นการส่งเสริมและต่อยอดทักษะทางด้านสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้านให้กับเด็กๆ การส่งเสริมพัฒนาการเหล่านี้จะทำให้เด็กมีความสามารถที่มากขึ้น มีสมาธิจดจ่อนานขึ้น ควบคุมตัวเองได้ดี ไม่ก้าวร้าว และมีอารมณ์ดี ไม่ห่วงกังวลกับการเข้าสังคม

บทบาทของโภชนาการช่วยเป็นอาหารของทั้งร่างกายและเซลล์สมอง นอกจากนั้นยัง ส่งผลให้การเชื่อมต่อเซลล์สมองทำได้ดีและมีประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย เมื่อสมองทำงานได้ดี เด็กมีสมาธิจดจ่อ ก็จะประมวลข้อมูลต่างๆได้ดี จดจำเรียนรู้ต่อยอดได้ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสู่การพัฒนาที่ดีในแง่ความสามารถ ทัศนคติ และพฤติกรรมของเด็กในอนาคต ซึ่งเราต้องยอมรับว่า ในสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เด็กที่มีความก้าวล้ำทั้งความคิดและอารมณ์จะปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดี โดยมีคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนอย่างเหมาะสมทั้งด้านโภชนาการและการเลี้ยงดู รวมทั้งการปฏิบัติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี จะช่วยให้เด็กประสบความสำเร็จในชีวิต และก้าวไปได้ไกลกว่าคนอื่นในโลกอนาคต”

ความรู้จากคุณหมอทั้ง 2 ท่าน คงช่วยสร้างความกระจ่างและเป็น แนวทางในการเลี้ยงเจ้าตัวเล็กให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ไม่น้อย ความรู้จากวิทยาการที่ทันสมัยช่วยให้เราเลือกสรรสิ่งที่ดีและเหมาะสมสำหรับลูกๆได้ง่ายและถูกต้องมากขึ้น นอกเหนือไปจากความรักความเอาใจใส่ และความเข้าใจที่คุณพ่อ คุณแม่ทุกท่านต่างก็ ทุ่มเทให้ลูกน้อยผู้เป็นที่รักกันทุกลมหายใจอยู่แล้วใช่ไหมครับ.

โดย :รายทาง
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน