บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตลาดหลักทรัพย์ใจดีสู้เสือ ยัน บจ.ผิดนัด B/E จิ๊บๆ ต้นปีมีบทเรียนแล้ว

ก.ล.ต. ชี้ บจ.ผิดนัด B/E ไม่กระทบความเชื่อมั่นในภาพรวม เหตุ B/E ที่ผิดนัด มีมูลค่าน้อยเมื่อเทียบกับตลาดตราสารหนี้ที่มีมูลค่ารวม 3.7 ล้านล้านบาท ด้านผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เชื่อไม่กระทบกับบริษัทอื่นๆ เพราะช่วงต้นปีมี บจ.ผิดนัดชำระหนี้หลายราย ทำให้ บจ.มีความระมัดระวังในเรื่องนี้ และหันไปกู้เงินกับธนาคารมากขึ้น เล็งนำผลรับฟังความคิดเห็นหลักเกณฑ์การออกตั๋ว B/R เสนอบอร์ด มิ.ย.นี้

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น (B/E) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ว่า เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อภาพรวมความเชื่อมั่นการลงทุน เนื่องจากมูลค่าที่ผิดนัดชำระนั้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดตราสารหนี้ที่มีมูลค่ารวม 3.7 ล้านล้านบาท และมีจำนวนผู้ออกรวม 655 บริษัท ขณะที่มีบริษัทที่ผิดนัดชำระหนี้เพียง 4-6 บริษัท ซึ่งนักลงทุนจะต้องทำความเข้าใจ เพราะธนาคารพาณิชย์ที่มีการปล่อยกู้นั้นก็ยังมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ 4-6%

โดยกรณีของบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ที่ผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ล่าสุดนั้น ต้องรอให้บริษัทชี้แจงมาว่าสาเหตุการขาดสภาพคล่อง เพราะสาเหตุใด เป็นเพราะลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ หรือธนาคารตัดวงเงินสินเชื่อหรือมีสาเหตุอื่นใด ซึ่งต้องรอบริษัทชี้แจงข้อมูลมา ส่วนกรณีการทยอยขายหุ้น EARTH ของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนหน้านี้จะเป็นการใช้ข้อมูลภายในหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีการติดตามตรวจสอบ

นายรพี ยังกล่าวว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น หลักเกณฑ์การออก B/E ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ หรือต้นเดือน ก.ค. จะนำผลรับฟังความคิดเห็นมาเสนอบอร์ด ก.ล.ต.เพื่อประกาศเป็นผลบังคับใช้ต่อไป

ส่วนกรณีผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี ว่า สำนักงาน ก.ล.ต.ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องนักลงทุนนั้น ขณะนี้ ก.ล.ต.เตรียมส่งหนังสือชี้แจงไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ก.ล.ต.ได้ดำเนินการอย่างไรบ้างในกรณีนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้เชิญทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา เพื่อปลดเครื่องหมาย SP ให้หุ้นกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ โดยให้บริษัทมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อที่จะทำให้บริษัทดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ยังไม่ขึ้น SP ห้ามการซื้อขายหุ้น EARTH เพราะต้องเปิดโอกาสให้บริษัทชี้แจงข้อมูลกรณีการผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ซึ่งต้องรอดูการชี้แจงข้อมูลของบริษัทว่าครบถ้วนหรือไม่ตามที่ตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต.ให้ชี้แจงข้อมูลมาเพิ่มเติม ส่วนกรณีการขายหุ้นของผู้บริหารก่อนหน้านี้นั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ตรวจสอบการซื้อขายเป็นปกติอยู่แล้ว โดยหากพบความผิดปกติหรือมีข้อมูลว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายกระทำความผิด ก็จะส่งเรื่องให้ ก.ล.ต.ดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป

ส่วนกรณีที่ บจ.ผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E นั้นเชื่อว่าจะไม่มีกระทบกับบริษัทอื่นๆ เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มี บจ.ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ทุกบริษัทมีความระมัดระวังในเรื่องนี้ และ บจ.หันไปกู้เงินกับธนาคารมากขึ้น แม้ดอกเบี้ยจะสูงกว่า

ขณะที่ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ออกบทวิเคราะห์ ประเมินผลกระทบกรณี EARTH ผิดนัดชำระหนี้ B/E ว่า ตลาดกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อ NPLของธนาคารต่างๆด้วย โดยกิมเอ็งเชื่อว่าธนาคารกรุงไทย (KTB) คือผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของ EARTH และประเมินว่ามูลค่าสินเชื่ออาจอยู่ระหว่าง 3,000-4,000 ล้านบาท (0.2%) ของสินเชื่อทั้งหมดของ KTB ในกรณีเลวร้ายสุดหากสินเชื่อดังกล่าวกลายเป็นหนี้เสีย อาจเพิ่ม NPL ของ KTB ประมาณ 0.20% จาก5.9% ในระดับปัจจุบัน และอาจกระทบกำไรทั้งปีประมาณ10%

แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเร็วไปที่จะตัดสินว่า EARTH จะผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องระยะสั้นทำให้ผิดนัดชำระ B/E แต่ก็กลับมาได้ และไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้อื่นๆ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ทั้งนี้ EARTH ผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E สองรอบรวม 90 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทคาดว่าอาจจะไม่สามารถชำระ B/E ที่จะถึงกำหนดชำระในอีกสองเดือนข้างหน้าได้ รวมมูลค่ากว่า 540 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าบัญชีเบิกเกินวงเงิน (OD) ถูกธนาคารระงับ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ สำหรับบริษัทที่มีเงินสดในมือถึง 1,200 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 และตลาดกังวลว่าบริษัทอาจจะผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ยืมจากธนาคารต่อไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงคลุมเครือว่าธนาคารใดปล่อยกู้ให้ EARTH บ้าง.