บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เห็นชอบ-ท่วมท้น มติสนช. เซ็ตซีโร่5เสือกกต.

กสม.ผวาถูกเชือดรายต่อไป ‘วัส’อ้อนปลา2นํ้าอร่อยกว่า ศุภชัยไม่สนสอบ9รมต.ต่อ

กกต.ทิ้งทวนก่อนโบกมือลาจัดงานสถาปนา ครบ 19 ปี คนหัวอกเดียวกันแห่ให้กำลังใจเพียบ ขณะที่ สนช.ไม่สนเสียงอ้อนเดินเครื่องถกร่าง พ.ร.บ.กกต. เสียงท่วมท้นให้เซ็ตซีโร่ 161 ต่อ 15 เสียง โหวตผ่านวาระสาม 177 ต่อ 1 “สมชัย” ยันเคารพมติ สนช. แต่ขอสงวนสิทธิ์ส่งศาล รธน. ปธ.กกต.ไม่สนโดนล้างไพ่ลุยสอบต่อ 9 รมต.ช่วงรักษาการ กสม.เสียววาบโดนล้างบางเป็นคิวต่อไป “วัส” ยกปลาหลายน้ำยิ่งอร่อย “มาร์ค” ติงต้องเคลียร์สังคมให้กระจ่าง “บิ๊กตู่” ชมเปาะ สนช.ไม่มีแตกแถว งบฯ 61 ผ่านวาระแรกฉลุย

ในที่สุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยคะแนน 177 ต่อ 1 เสียง พร้อมกับลงมติเห็นชอบให้เซ็ตซีโร่ กกต.ทั้งคณะด้วยคะแนน 161 ต่อ 15 เสียง

หัวอกเดียวกันแห่ปลอบใจ กกต.

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. พร้อมกรรมการ กกต. ผู้บริหารเจ้าหน้าที่ และพนักงานสำนักงานเลขาธิการ กกต. จัดงานสถาปนาในโอกาสครบ 19 ปี สำนักงาน กกต. โดยช่วงเช้ามีพิธีสักการะองค์พระพรหม และพิธีสงฆ์ มีตัวแทนหน่วยงานองค์กรต่างๆ ร่วมแสดงความยินดีต่อเนื่อง อาทิ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ (กสม.) พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดร่วมให้กำลังใจ กกต. ท่ามกลางกระแสข่าวจะถูกเซ็ตซีโร่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. เข้าแสดงความยินดีนั้น ได้กล่าวให้กำลังใจอยู่นานพอสมควร เพราะถือว่าหัวอกเดียวกันกับ กกต. เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังร่างอยู่ กสม.ก็จะถูกเซ็ตซีโร่เช่นกัน โดยนายศุภชัยได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจประธาน กสม.กลับด้วย

ไม่สนโดนล้างไพ่ลุยสอบ 9 รมต.

นายศุภชัยกล่าวว่า กกต.วางแผนการและยุทธศาสตร์ไว้หลายด้าน ให้การจัดเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม คืบหน้าไปกว่าร้อยละ 85 ไม่กังวลกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. ของ สนช. ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรจะปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างดำรงตำแหน่งอย่างดีที่สุด ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่จะดูเนื้อหาและเจตนารมณ์ร่างกฎหมายที่ผ่านวาระ 3 ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ สมควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ ส่วนการพิจารณาคำร้อง 9 รัฐมนตรีอาจขาดคุณสมบัติและขัดรัฐธรรมนูญกรณีถือหุ้นนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่การเอาคืนหรือส่งท้าย แม้ กกต.ถูกเซ็ตซีโร่ไปมีสถานะรักษาการ ก็สามารถดำเนินการเรื่องดังกล่าวได้ หากเป็นการกลั่นแกล้ง กกต.จะถูกดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ ตนไม่อยากอยู่เรือนจำในช่วงบั้นท้ายของชีวิต

สนช.เดินเครื่องถกร่าง ก.ม. กกต.

ต่อมาเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิต-ชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) โดยนายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ชี้แจงว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมี 78 มาตรา มีการแก้ไขเพิ่มเติม 18 มาตรา จากนั้นที่ประชุมจึงเริ่มอภิปรายรายมาตรา นายธานี อ่อนละเอียด สนช. อภิปรายท้วงติงในมาตรา 12 เรื่องคณะกรรมการสรรหา กกต. ที่กรรมาธิการฯเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ คือ ให้คณะกรรมการสรรหาฯเลือก กกต. ด้วยการลงคะแนนแบบเปิดเผย พร้อมบันทึกเหตุผลของกรรมการสรรหาฯ แต่ละคนไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งเกรงว่าจะไม่มี ใครกล้ามาเป็นกรรมการสรรหาฯ เพราะจะกลายเป็นหลักฐานที่อาจถูกดำเนินคดีได้ จึงเสนอให้ตัดเนื้อหาดังกล่าวออกไป

“พรเพชร” ท้วงหั่นโควตาผู้พิพากษา

ขณะที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ที่นั่งทำหน้าที่ประธานการประชุมอยู่ ได้กล่าวท้วงติงขณะนั่งบนบัลลังก์ ถึงประเด็นที่ กรธ. ตัดโควตาผู้พิพากษาอาวุโสออกจากกรรมการสรรหาฯ ส่งผลให้พวกเขามาทวงถามกับตน และยังกังวลว่าหากกระบวนการเลือก กกต. ต้องทำหลายรอบ กกต.ชุดเก่าต้องอยู่รักษาการไปเรื่อยๆ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร สุดท้ายนายพรเพชรได้สั่งพักการประชุมนานถึง 50 นาที จึงกลับมาประชุมต่อ โดย กมธ.ยอมแก้ไข โดยให้คณะกรรมการสรรหาฯ ลงคะแนนแบบเปิดเผยและบันทึกเหตุผลเฉพาะบุคคลที่ได้รับการสรรหา ส่วนคนไม่ได้รับการสรรหาไม่ต้องบันทึกเหตุผล และยังสามารถกลับมาสมัครเข้ารับการสรรหาใหม่ได้ ในกรณีที่ กกต.ยังสรรหาไม่ครบ 7 คน ขณะที่เรื่องการตัดผู้พิพากษาอาวุโสออกไป กรรมาธิการฯชี้แจงว่าได้มอบให้อยู่ในอำนาจของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ว่าจะส่งผู้พิพากษาอาวุโสมาร่วมเป็นกรรมการสรรหาฯ หรือไม่

สายอุ้มถามโกรธอะไร กกต.หรือ

เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 70 ในบทเฉพาะกาล เป็นการบัญญัติเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของ กกต.ชุดปัจจุบัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่เสนอให้ปรับเปลี่ยนเฉพาะ กกต.บางคนที่ขาดคุณสมบัติกล่าวว่า ส่วนตัวตนเห็นว่าควรให้ กกต.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ต่อ เพื่อประสิทธิภาพการทำงานที่ต่อเนื่อง ส่วนนายกล้านรงค์ จันทิก นายนรนิติ เศรษฐบุตร และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. ล้วนเห็นตรงกันว่าควรให้ กกต.อยู่ต่อทั้งคณะจนครบวาระ อยากถาม กรธ.และ กมธ. ว่าโกรธอะไร กกต.เป็นการส่วนตัวหรือเปล่า ทำไมถึงอยากให้ก๊กนี้ไปทั้งหมด ไปรังแกเขา ชาวบ้านจะหาว่าเรามีมาตรฐานอย่างไร

เสียงท่วมท้น 161 ต่อ 15 เซ็ตซีโร่

ขณะที่นายตวง อันทะไชย ประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า การตัดสินใจเซ็ตซีโร่ไม่ได้เกิดจากความโกรธหรือเกลียด แต่ทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ เรายังให้ความเป็นห่วง กกต. โดยเขียนในวรรคสอง ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ามา เพราะเราคิดว่าการปฏิรูปประเทศหากปฏิบัติแบบเดิม ไม่มีทางเกิดผลแบบใหม่ได้

จากนั้นที่ประชุม สนช. ลงมติในมาตรา 70 โดยเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ กมธ. ที่ต้องการให้เซ็ตซีโร่ กกต. ด้วยคะแนน 161 ต่อ 15 เสียง งดออกเสียง 12 และเมื่อที่ประชุมพิจารณาครบทั้ง 78 มาตรา จึงลงมติให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 177 ต่อ 1 งดออกเสียง 5 และให้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

“สมชัย” ยันเคารพมติของ สนช.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวภายหลังรับทราบมติของ สนช. ให้เซ็ตซีโร่ กกต. ว่า กกต.เคารพในหลักการตัดสินใจเพื่อบ้านเมืองของ สนช. แต่ขอสงวนสิทธิ์พิจารณาเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ฯ สัก 2-3 วัน ว่ามีส่วนใดขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และวันที่ 14 มิ.ย. กกต.มีนัดประชุมที่ปรึกษากฎหมาย น่าจะมีมติได้ว่าจะส่งประเด็นการขัดเจตนา– รมณ์คืน สนช.หรือไม่ การใช้สิทธิ์เพื่อตัดสินใจดังกล่าวจะอยู่บนผลประโยชน์ส่วนรวม และบรรทัดฐานความถูกต้องในการปกครองบ้านเมือง ภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม

กสม.ยกปลาหลายน้ำยิ่งอร่อย

นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. ให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับการเซ็ตซีโร่ทั้ง กกต. และ กสม. เพราะเปลี่ยนเหตุผลการเซ็ตซีโร่ไปเรื่อย ในส่วนกสม.จะส่งความเห็นกลับไปให้ กรธ.ภายในสัปดาห์หน้ามีประมาณ 20 ประเด็นที่เห็นว่ามีปัญหาต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงมาตรา 60 ที่ให้เซ็ตซีโร่กสม.ด้วย กับเหตุผลล่าสุดว่าเป็นการแก้ปัญหาปลาสองน้ำ ทั้งที่เกือบทุกองค์กรมีลักษณะปลาสองน้ำ ดังนั้นเหตุผลนี้จึงไม่ถูกต้อง ปลาน้ำเดียวไม่ว่าจะน้ำจืดหรือน้ำเค็ม ที่บอกว่าอร่อย ปลาสองน้ำอร่อยกว่า เช่น ปลาแซลมอนเกิดในน้ำจืดจากภูเขา แต่โตในน้ำเค็ม เป็นปลาสองน้ำที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ แต่ที่อร่อยกว่าปลาสองน้ำ คือปลาสามน้ำอย่างปลาคัง ที่ อ.โขงเจียม เกิดจาก 3 น้ำมารวมกันคือ โขง ชี มูล เป็นปลาที่อร่อยที่สุด

เสียววาบโดนล้างบางคิวต่อไป

นายวัสกล่าวว่า ดังนั้น จะปลาน้ำเดียว สองน้ำ หรือสามน้ำ ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่สำคัญที่ว่าปลาเหล่านั้นอร่อยและมีประโยชน์หรือไม่ เทียบกับองค์กรอิสระก็ทำนองเดียวกัน ถ้าเป็นปลาสองน้ำแล้วทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ ก็ควรให้ทำหน้าที่ต่อ ขอวิงวอนให้องค์กรที่เกี่ยวข้องพิจารณาด้วยความเมตตามากๆ ก่อนที่จะคิดว่าจะรีเซ็ตหรือให้ทำหน้าที่ต่อ เพราะถ้าให้พ้นจากหน้าที่ไปโดยที่กรรมการในองค์กรอิสระขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามซึ่งจะเป็นเรื่องเฉพาะรายที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะคนที่เข้ามาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระยอมทิ้งงานอื่นมารับใช้ประเทศ ถ้าทำงานไม่ดี มีทางถอดถอนได้อยู่แล้ว ยืนยันในทางวิชาการว่าเซ็ตซีโร่ทั้งนี้ไม่มีเหตุผลเพียงพอ

“มาร์ค” ชี้ต้องเคลียร์สังคมได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสการเซ็ตซีโร่ กสม. เป็นองค์กรต่อไป ว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญเปิดให้เขียนกฎหมายลูกถึงวาระการดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ นี่จึงเป็นเสรีภาพของผู้เขียนกฎหมายลูก แต่อยากให้การพิจารณาอยู่บนความพอดี เช่น คุณสมบัติไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ อันนี้พอรับฟังได้ หรือตัวโครงสร้างองค์กรอำนาจเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ต้องเอาเข้ามาใหม่หมดเลย ถ้าเป็นแบบนี้ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจให้ชัดเจน ส่วนเรื่องกระบวนการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ ตนเห็นว่าควรมีกระบวนการที่ทำให้เกิดความมั่นใจ ว่าจะได้คนที่มีคุณสมบัติตรงอย่างที่ต้องการจริง

“บิ๊กตู่” ชมเปาะ สนช.ไม่แตกแถว

ช่วงบ่ายที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. 100 เปอร์เซ็นต์ ถือว่า สนช.ตอบสนองต่อแผนงาน และการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล

หันจวกสื่อสร้างสรรค์ชาติบ้าง

จากนั้นเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศหลายด้าน ต้องดำเนินอย่างมียุทธศาสตร์มีทิศทางต่อเนื่องมุ่งไปสู่จุดหมาย ไม่ถกเถียงขัดแย้ง แต่ด้วยต่างฝ่ายต่างมีความคิดที่แตกต่างกัน ยากที่จะทำงานร่วมกันให้สัมฤทธิผลได้ ดังนั้นความร่วมมือสามัคคีปรองดองของคนในชาติเท่านั้น ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติและประสบความสำเร็จได้ จึงอยากให้ทุกคนหันมาสนใจเรื่องการสื่อสารสร้างชาติกันบ้าง วันนี้การสื่อสารควรอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง มีเหตุมีผลมากกว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก จนกลายเป็น hate speech นำไปสู่การเลียนแบบตามคนผิดแปลกพิเรนทร์และผิดเพี้ยน ดังนั้นไม่ควรตกเป็นเหยื่อการปลุกระดมความขัดแย้งของคนบางกลุ่ม ที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ จนกลายเป็นเหยื่อของการหลอกลวง การโฆษณาเกินจริง สร้างจุดขาย จนยกให้เป็นไอดอลที่ไม่เหมาะสม สร้างค่านิยมผิดๆทำให้สังคมเสื่อมทราม สื่อมวลชนต้องมีความน่าเชื่อถือ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือวิจารณญาณและจรรยาบรรณ อยากให้สื่อพิจารณาผลกระทบให้รอบด้าน

ฟุ้งงบฯ 61 ดันยุทธศาสตร์ชาติฉลุย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2561 ถือว่าแตกต่างจากครั้งก่อนค่อนข้างมาก รัฐบาลพยายามมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพตรงความต้องการประชาชน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการปรับลดลงกว่า 240,000 ล้านบาท ตามนโยบายที่ต้องการลด ชะลอ หรือยกเลิกโครงการที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน โดยจะนำงบฯ ส่วนนี้ไปเพิ่มในงานบูรณาการ 130,000 ล้านบาท งานยุทธศาสตร์อีก 110,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายปฏิรูปประเทศให้เกิดผลชัดเจนเป็นรูปธรรม ให้เป็นไปในทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ 12 จะทำให้สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าโครงการต่างๆได้คล่องตัวขึ้น

พท.ย้อน “สมคิด” ก็พูดทำลายชาติ

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าผู้ที่วิจารณ์แนวทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ย่ำแย่ คือพวกทำลายชาตินั้น นายสมคิดเองก็เคยออกมาวิพากษ์ วิจารณ์เศรษฐกิจสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หากมาดูรายละเอียดแล้วจะพบว่าเสาหลักเศรษฐกิจในปัจจุบันได้เสื่อมกว่าที่นายสมคิดเคยวิพากษ์รัฐบาลในอดีตอีก ทั้งยอดการส่งออก ยอดการส่งเสริมการลงทุน ลดลงถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่รายได้ประชาชนส่วนใหญ่ต่างลดลงกันหมด การที่นายสมคิดวิจารณ์รัฐบาลตอนนั้นถือเป็นการทำลายชาติหรือไม่ เพราะต่อมาก็เกิดการปฏิวัติ นายสมคิดเข้าร่วมงาน คสช. ปัจจุบันการโตของเศรษฐกิจเพียงร้อยละ 3 ถือว่าโตต่ำกว่าศักยภาพมาก จึงอยากให้นายสมคิดยอมรับสภาวะที่เป็นจริง ที่ประชาชนสัมผัสอยู่ และหาทางแก้ไข มากกว่าแก้ตัวไปวันๆ

หน.ปชป.ย้ำเชื่อมั่นระบบถ่วงดุล

วันเดียวกันที่ห้องประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาวิชาการ “ส่องเมืองไทย : ดุลยภาพทางการเมือง ดุลยภาพทางสังคม” โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยไม่หลุดจากปัญหาการใช้อำนาจ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับต่างประเทศมาก รวมถึงการเปิดโอกาสนายกฯคนนอกแบบปี 2521 ถ้ายังคิดกรอบแบบนี้ยืนยันว่าแก้ปัญหาไม่ได้ ที่ผ่านมาเราหมกมุ่นอยู่แค่ประเด็นกฎหมายและโครงสร้างเท่านั้น ดังนั้นการสร้างดุลยภาพที่ดี คือต้องสร้างการถ่วงดุลระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง และนักการเมืองกับประชาชน นักการเมืองที่โกงจะเจอประชาชนกดดันจนทนแรงเสียดทานไม่ได้ ต้องออก บางประเทศอาจเดินขบวนบ้างแต่ก็ไม่มีทหารเข้ามา

นายกฯแจงทูตสเปนยึดโรดแม็ป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมาเรีย เดล การ์เมน โมเรโน ไรย์มุนโด เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสเปนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯและเอกอัครราชทูตสเปน ได้หารือถึงความร่วมมือในเรื่องต่างๆ อาทิ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ความร่วมมือด้านประมง และด้านความมั่นคง ทั้งนี้ นายกฯขอให้สเปนมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ ไทย โดยรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดำเนินตามโรดแม็ป เพื่อกลับคืนสู่การมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและสังคมที่ปรองดอง ซึ่งเอกอัครราชทูตสเปนชื่นชมในกระบวนการทำงานของไทยในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนและเชื่อมั่นว่าไทยจะมีบทบาทนำในภูมิภาคอาเซียน ที่จะสามารถสนับสนุนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างเอเชีย-ยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“วิทยา” จี้ มท.แก้วาระกำนัน 5 ปี

ที่กระทรวงมหาดไทย นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ยื่นหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ทวงถามความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งและวาระการดำรงตำแหน่งกำนัน และการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน โดย พล.ต.ต.ธารา ปุณศรี เลขานุการ รมว.มหาดไทย เป็นผู้รับหนังสือ นายวิทยากล่าวว่า สปท.มีมติเห็นชอบและส่งเรื่องให้นายกฯ ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ สปท. โดยให้กำนันมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี ถ้าประสงค์จะเป็นกำนันต่อให้ลงสมัครใหม่ ส่วนผู้ใหญ่บ้านให้ดำรงตำแหน่งไปจนครบ 60 ปี แต่ต้องมีการประเมินจากภาคประชาชน ข้อเสนอนี้ประชาชนทั่วประเทศกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เห็นด้วย อีกทั้งอดีต ส.ส.เกือบทุกพรรคเห็นสอดคล้องกัน จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการ

วอนรัฐอย่าแทรกแซงราคาปาล์ม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. กลุ่มสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย นำโดยนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ฯ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คัดค้านการที่รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงราคาการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ และการประกันราคาปาล์มน้ำมันของภาครัฐ โดยนายมนัสกล่าวว่า เหตุที่ต้องมายื่นหนังสือ เพราะราคาปาล์มน้ำมันขณะนี้กำลังขยับตัวสูงขึ้นกว่าราคาประกัน เนื่องจากผลิตผลปาล์มลดลง ดังนั้น เมื่อมีข่าวว่ารัฐจะเข้ามาแทรกแซงราคา ทำให้ราคาปาล์มถูกกดลงทันที เพื่อหวังนำงบประมาณมาใช้ และกลุ่มโรงงานยังไม่พัฒนาการรับซื้อผลผลิตตามคุณภาพที่เกษตรกรพัฒนาขึ้น จึงขอให้นายกฯหยุดยั้งการดำเนินการขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่จะมีการประชุมหารือกัน

รัฐ-กองทัพติดหนี้ไฟ-น้ำ 6 พัน ล.

อีกเรื่อง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีหน่วยงานรัฐค้างค่าชำระสาธารณูปโภคทั้งค่าน้ำและค่าไฟ จำนวนหลายพันล้านบาทว่า ปัญหานี้มีมานานแล้วนับ 10 ปี ทั้งหน่วยงานของรัฐและกองทัพ เพราะที่ผ่านมามีการตั้งงบประมาณไม่เพียงพอ จึงต้องหาวิธีเอางบฯจากส่วนอื่นมาจ่าย ซึ่งต้องเรียกเก็บย้อนหลังแน่นอน ตัวเลขทั้งหมดประมาณ 6 พันล้านบาท เป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประมาณ 4 พันล้านบาท การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)เกือบ 2 พันล้านบาท และของการประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ทั้ง 2 แห่ง รวม 100 ล้านบาท ยืนยันว่าหนี้นี้ติดมานานแล้ว ตั้งแต่ตนยังเป็นเด็กจนเกษียณก็ติดมาตลอด เมื่อแต่ละปีงบฯไม่เพียงพอ ก็ติดกันอยู่อย่างนี้ ส่วนที่ ครม. อนุมัติปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้งบฯปี 60 มาชำระหนี้ ถือเป็นการเปิดช่องให้นำงบฯมาใช้หนี้ได้บ้างเท่านั้น

“อภิสิทธิ์” ห่วงใช้อำนาจไร้ขอบเขต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์ ว่า เป็นห่วงเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ กรณีนี้เป็นการค้นบ้านโดยไม่มีหมายค้น และมีกรณีแบบนี้อีกหลายครั้ง หรือแม้แต่ในคำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ค้นบ้านโดยไม่มีหมาย โดยระบุว่าถ้ามัวแต่ ขอหมายค้นจะไม่ทันกาล แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานว่ามีข้อมูลพอสมควรว่าบุคคลที่ถูกค้นนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องผิดกฎหมายอย่างไร ทั้งนี้ ตั้งแต่ตนร่วมงานกับนายชัยวุฒิมา 20 กว่าปี มองไม่ออกว่าจะผิดกฎหมายเรื่องอะไร และจำเป็นต้องใช้มาตรการแบบนี้หรือ แต่เมื่อค้นแล้วไม่เจออะไร ก็ถือเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย เมื่อถามว่า การตรวจค้นครั้งนี้มีนัยทางการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า หวังว่าจะไม่เกี่ยวข้อง แต่อยากให้ผู้ใช้อำนาจมีความชัดเจนเรื่องกรอบการใช้อำนาจด้วย การใช้กฎหมายต้องอยู่ภายใต้กติกาของกฎหมายด้วยเช่นกัน

โปรดเกล้าฯรองสมุหราชองครักษ์

ช่วงเย็นวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรรับราชการ โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.หญิง สุทิดา วชิราลงกรณ์ ณ อยุธยา นายทหารสัญญาบัตร สังกัดหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ตำแหน่งรองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตราพลเอก) เป็นรองสมุหราชองครักษ์ กรมราชองครักษ์ (อัตราเงินเดือน น.9) รับราชการสนองพระเดชพระคุณ ตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย.2560

ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง “ธาริต”

ที่ห้องพิจารณาคดี 910 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมืองปี 2553 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวนดีเอสไอ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ทั้งสองยื่นฎีกาคัดค้าน ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น จึงให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณา พร้อมตรวจหลักฐานและสอบคำให้การจำเลยทั้ง 4 วันที่ 21 ส.ค.นี้