วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟ้องละเมิด เปรี้ยวหั่นแอ๋ม เรียก10ล. ค่าเลี้ยงดูแม่-ย่า30ปี

ทนายแม่น้องแอ๋มเหยื่อฆ่าหั่นศพฟ้อง 5 ผู้ต้องหา ฐานละเมิดทายาทเรียกค่าเลี้ยงดูแม่และย่า 30 ปี รวมเป็นเงิน 10 ล้านบาท พร้อมยื่นคำร้องขอศาลไต่สวนฉุกเฉินเป็นคดีอนาถา ยกเว้นค่าธรรมเนียม ขณะที่ตำรวจร่วมกับ ป.ป.ส. เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ต้องหาย้อนหลัง 3 ปี ยังไม่พบเกี่ยวพันกับเครือข่ายยาเสพติด

คดีฆ่าหั่นศพบานปลายกลายเป็นคดีฟ้องหมิ่นประมาทระหว่างนางสายรุ้ง กลิ่นจุ้ย อายุ 42 ปี แม่ของ น.ส.วริศรา หรือแอ๋ม กลิ่นจุ้ย สาวคาราโอเกะเหยื่อฆ่าหั่นศพ พร้อมด้วยนางสำราญ เพลียแก่น อายุ 67 ปี ยายของน้องแอ๋ม ให้ทนายความฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.ประภาศิริ สมศรี พี่สาวของ น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ หลังให้สัมภาษณ์รายการข่าวทีวีใส่ความผู้ตายชอบไปกับเสี่ยจะได้มีค่าตัวสูง

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. นายนพดล สีนาทัน อายุ 51 ปี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสายรุ้ง กลิ่นจุ้ย มารดาของน้องแอ๋ม แถลงข่าวว่า เดินทางไปที่ศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อยื่นคำร้องฟ้องในคดีละเมิดเป็นความผิดที่เกี่ยวเนื่องในคดีอาญากับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ประกอบด้วย น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย น.ส.กวิตา หรือเอิร์น ราชดา น.ส.อภิวันท์ หรือแจ้ สัตยบัณฑิต นายวศิน นามพรหม และ น.ส.จิดารัตน์ หรือเบนซ์ หรืออ้อม พรหมคุณ ทั้งหมดละเมิดทายาทของน้องแอ๋มก็คือมารดา และย่าที่อยู่ จ.ชัยนาท ฉะนั้น การที่ผู้ต้องหากระทำการใดๆก็ตาม ที่ทำให้น้องแอ๋มเสียชีวิต หรือมีส่วนกระทำต่อน้องแอ๋มทุกกรณี ถือว่าเป็นการละเมิดทายาท

นายนพดลเปิดเผยอีกว่า ขณะน้องแอ๋มยังมีชีวิตทำงานส่งเงินให้มารดาเดือนละ 20,000 บาท ส่วนย่าเดือนละ 10,000 บาท เมื่อน้องแอ๋มเสียชีวิตมารดาและย่าก็ควรจะได้รับการดูแล จะฟ้องละเมิดเรียกค่าเลี้ยงดูนับไปอีกประมาณ 30 ปี เป็นเงิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นคดีแพ่งต่อเนื่องกับคดีอาญา การยื่นฟ้องในคดีละเมิดนั้น นอกจากเตรียมเอกสารการยื่นคำฟ้องแล้ว ยังยื่นคำร้องขอไต่สวนให้ศาลมีคำสั่งยกเว้นค่าวางศาล เนื่องจากว่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายในจำนวนเงิน 10 ล้านบาท ต้องจ่ายค่าธรรม– เนียมศาลตามระเบียบประมาณ 2 แสนบาท แต่เนื่องจากทายาทน้องแอ๋มยากจน ในฐานะทนายความยื่นคำร้องขอศาลไต่สวนฉุกเฉินเป็นคดีอนาถาด้วย

“ขณะนี้ทนายความดำเนินการใน 3 เรื่อง ประกอบด้วยคดีหมิ่นประมาท ดำเนินคดีกับพี่สาวของ น.ส.เปรี้ยว ให้ข่าวพาดพิงน้องแอ๋มในทางเสียหายทำให้มารดาและญาติได้รับความอับอาย แจ้งความที่ สภ.บ้านเป็ด อ.เมืองขอนแก่น ไปแล้ว คดีละเมิดทายาท และการขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญากับพนักงานอัยการ” นายนพดลกล่าว

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ รอง ผบช.ภ.4 รรท.ผบช.ภ.4 และนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือในการสืบสวนคดียาเสพติดรายสำคัญ และความคืบหน้าการตรวจสอบความเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดของ น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว โนนวังชัย ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา หรือแอ๋ม กลิ่นจุ้ย ในพื้นที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่า รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ประสานการทำงานระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. และ บช.ปส. ร่วมกันหารือเกี่ยวกับเรื่องคดียาเสพติดในภาพรวมและแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้แนวทางการสืบสวนสอบสวนไปในทิศทางเดียวกัน

ด้านนายศิรินทร์ยากล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีข้อมูลว่า น.ส.ปรียานุช หรือเปรี้ยว ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ น.ส.วริศรา หรือแอ๋ม มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาตินั้น ส่วนตัวเชื่อว่า น.ส.ปรียานุช มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติด แต่จะเกี่ยวข้องในฐานะใดนั้นยังไม่สามารถระบุได้ อีกทั้งขณะนี้พยานหลักฐานยังมีไม่เพียงพอต่อการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม แต่หากพบหลักฐานเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติด เจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมทันที ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น ต้องขอเวลาทำงานก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบย้อนหลังไปอีก 3 ปี

นายศิรินทร์ยากล่าวต่อว่า ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ที่มีข้อมูลขัดแย้งกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทั้ง 2 ฝ่ายต่างให้ข้อมูลที่มีอยู่กับสื่อมวลชน ส่วนกรณีพบตัวนายธวัชชัย อ้อมชมภู หรือเก้า อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาในคดียาเสพติดหนีหมายจับและหลบหนีออกนอกประเทศระหว่างการประกันตัวในชั้นศาล มีความสัมพันธ์กับ น.ส.ปรียานุชนั้น ทาง ป.ป.ส.พบว่า น.ส.ปรียานุช ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มของนายธวัชชัยแต่อย่างใด นายธวัชชัยเป็นเพียงลูกค้าของ น.ส.ปรียานุชที่ร้านคาราโอเกะเท่านั้น

นายศิรินทร์ยากล่าวอีกว่า ป.ป.ส. ประสานความร่วมมือกับทางการพม่า ส่งหมายจับของนายธวัชชัยและสมาชิกเครือข่ายรายอื่นที่หลบหนีเข้าไปในพม่ารวมทั้งหมด 18 คน ให้ทางการพม่า หากนายธวัชชัยหลบไปอยู่กับชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาหยุดยิง ทำให้การติดตามตัวทำได้ยาก เนื่องจากชนกลุ่มน้อยที่อยู่บริเวณชายแดนพม่านั้นมีอยู่หลายกลุ่ม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือชนกลุ่มน้อยที่เซ็นสัญญาหยุดยิงแล้ว ชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่ยังไม่เซ็นสัญญาหยุดยิง และชนกลุ่มน้อยที่จะเซ็นสัญญาหยุดยิงได้ต่อเมื่อมีข้อแลกเปลี่ยน แต่ทางการพม่าก็จะติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้ ขณะเดียวกัน ทางการพม่าส่งหมายจับผู้ต้องหาพม่าที่หลบหนีในไทย 9 คนด้วย

ด้าน พล.ต.ต.เจริญวิทย์ กล่าวว่า ยืนยันว่าการเสียชีวิตของ น.ส.วริศราไม่ได้มีใบสั่งจากกลุ่มค้ายาข้ามชาติ เป็นเพียงความแค้นส่วนตัว เนื่องจาก น.ส.วริศรามีส่วนทำให้แฟนของ น.ส.ปรียานุชติดคุก และยังเป็นหนี้ น.ส.ปรียานุชด้วย จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของ น.ส.ปรียานุชและพวกยังไม่พบเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ในบัญชีของ น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิร์น มีเงินเพียง 15 บาท ส่วนคนอื่นๆ มี 500-600 บาท พร้อมกันนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหา 4 คน (ไม่ได้ระบุแจ้งใคร) ในความผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งนี้ หากญาติผู้เสียหายมีพยานหลักฐานสามารถนำมามอบให้กับพนักงานสอบสวนเพิ่มเติมได้ หลังมีผู้ยื่นร้องต่อกระทรวงยุติธรรมว่า น.ส.จิดารัตน์ พรหมคุณ หรือเบนซ์ หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุฆ่าหั่นศพ

วันเดียวกันที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดราชดำเนินเสวนา เรื่อง “ข่าวเปรี้ยว ข่าวเปรี้ยง สะท้อนความป่วยไข้ของสังคมไทย” โดยมีนักวิชาการ นักสื่อสารมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวทีเพื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาและร่วมเสนอแนะต่อทางออก ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า “สื่อกระแสหลัก” อย่าลดตัวแข่ง “ออนไลน์” รัฐบาลต้องมีนโยบายหรือบทบาทด้านการสนับสนุนและส่งเสริมสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบจริยธรรม เพื่อให้ธุรกิจสื่อมวลชนอยู่รอดได้

ขณะที่นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า จากปรากฏการณ์และการนำเสนอข่าวคดีเปรี้ยว มองว่า ต้องมีการถ่วงดุลด้วย ระหว่างการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องปฏิบัติตามกรอบและแนวทางที่ไม่ละเมิดหรือสิทธิของผู้ต้องหา รวมถึงต้องคำนึงถึงสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนด้วย ขณะเดียวกัน ในประเด็นของสื่อมวลชนต้องตระหนักการทำหน้าที่ เพื่อเป็นความหวังและทางออกของสังคม ขณะนี้มีข้อเสนอแนะจาก นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้ผลิตกลุ่มนักข่าวที่เป็นความหวังของสังคม เพื่อนำเสนอข่าวที่จรรโลงใจต่อสังคม ประเด็นดังกล่าว สมาคมนักข่าวและองค์กรที่เกี่ยวข้องเตรียมพิจารณาด้านการกำกับกันเองของสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อ อาทิ คณะกรรมการจริยธรรม มีแนวทางมอนิเตอร์ข่าวที่ส่อขัดต่อจริยธรรม เพื่อนำเสนอให้สังคมรับทราบเป็นระยะ