บริการข่าวไทยรัฐ

อวสาน 5 เสือ! ฉลุยวาระ 3 สนช.มีมติ 161 ต่อ 15 เซตซีโร่ กกต.

สนช.ถกร่างกฎหมายลูก ว่าด้วย กกต.ผ่านฉลุยวาระ 3 ไฟเขียว "เซตซีโร่" 5 เสือ กกต.ยกเข่งให้ กก.สรรหาลงคะแนนเปิดเผยพร้อมเหตุผล

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 มิ.ย. 60 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดย นายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ.ชี้แจงว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย กกต. มี 78 มาตรา มีการแก้ไขเพิ่มเติม 18 มาตรา จากนั้นเป็นการอภิปรายเรียงรายมาตรา โดยในมาตรา 12 เรื่องคณะกรรมการสรรหา โดย กมธ.ได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ให้คณะกรรมการสรรหา เลือก กกต.ด้วยการลงคะแนนแบบเปิดเผย พร้อมบันทึกเหตุผลของคณะกรรมการสรรหาแต่ละคนไว้เป็นหลักฐานด้วย

โดย นายธานี อ่อนอะเอียด สนช. อภิปรายแสดงความเป็นห่วงว่า จะไม่มีใครกล้าเป็นคณะกรรมการสรรหา เพราะต้องบันทึกเหตุผล เกรงว่าเป็นหลักฐานและถูกดำเนินคดีได้ และกังวลว่าจะเป็นบรรทัดฐานให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ยึดแนวทางนี้ จึงเสนอให้ตัดเนื้อหาความดังกล่าวนี้ออกไป ขณะที่ นายพรเพชร ได้ท้วงติงประเด็นที่ กรธ.ตัดผู้พิพากษาอาวุโสออกจากคณะกรรมการสรรหา และส่งผลให้พวกเขามาทวงถามที่ตน นอกจากนี้ ยังกังวลว่าหากกระบวนการเลือก กกต.หลายรอบจนกว่าจะได้ กกต.ครบ ทำให้ กกต.ชุดเก่ารักษาการไปเรื่อยๆ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร ทำให้นายพรเพชรสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 15 นาที เพื่อหาทางออก แต่ใช้เวลาหารือถึง 50 นาที

จากนั้นเวลา 13.20 น. สนช.กลับมาประชุมอีกครั้ง โดย กมธ.ยอมแก้ไขข้อความให้คณะกรรมการสรรหาลงคะแนนแบบเปิดเผย และบันทึกเหตุผลเฉพาะบุคคลที่ได้รับการสรรหา ส่วนคนไม่ได้รับการสรรหาไม่ต้องบันทึกเหตุผล ทั้งนี้ คนที่ไม่ได้รับการเลือกในชั้นคณะกรรมการสรรหา สามารถกลับมาสมัครได้ ในกรณีที่ กกต.ยังสรรหาไม่ครบ 7 คน เพราะเกรงว่าจะไม่มีคนที่มีคุณสมบัติครบตามรัฐธรรมนูญมาสมัคร จึงกำหนดเอาไว้เพียงกรณีที่บุคคลที่ไม่ผ่านขั้นตอนความเห็นชอบของวุฒิสภา ไม่สามารถกลับเข้ามาสมัครใหม่ได้ ขณะที่เรื่องการตัดผู้พิพากษาอาวุโสออกไป ทาง กมธ.ได้ชี้แจงว่า ได้มอบให้อยู่ในอำนาจของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ว่าจะส่งผู้พิพากษาอาวุโสมาร่วมเป็นคณะกรรมการสรรหาหรือไม่

ต่อมา เวลา 15.00 น. ที่ประชุม สนช.ได้พิจารณา มาตรา 70 ในบทเฉพาะกาลเกี่ยวกำกับการดำรงอยู่ของ กกต.ชุดปัจจุบัน โดย นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่เสนอให้ปรับเปลี่ยนเฉพาะ กกต.บางคนที่ขาดคุณสมบัติ อภิปรายว่า เรื่องคุณสมบัติ กกต.ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวตนเห็นว่าควรให้ กกต.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ต่อ เพื่อประสิทธิภาพการทำงานน่าจะต่อเนื่องได้

นอกจากนี้ ยังมีสมาชิก สนช.หลายคนที่ต้องการให้ กกต.อยู่ต่อทั้งชุดจนครบวาระ อาทิ นายกล้านรงค์ จันทิก นายนรนิติ เศรษฐบุตร และนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ที่อภิปรายว่า อยากถาม กรธ. และกมธ.ว่า โกรธอะไร กกต.เป็นการส่วนตัวหรือเปล่า ตนไม่แน่ใจ ทำไม กมธ.จึงอยากให้ก๊กนี้ไปทั้งหมด ทั้งที่ กกต.ชุดปัจจุบันมาถูกต้องทุกประการ แต่ไปรังแกเขา ถ้าจะทำเช่นนี้ชาวบ้านจะหาว่าสภาฯ เรามีมาตรฐานกันอย่างไร

นายตวง อันทะไชย ประธาน กมธ. ชี้แจงว่า การตัดสินใจเซตซีโร่ กกต. ไม่ได้เกิดจากความโกรธหรือเกลียด แต่ทำเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ นอกจากนี้ เรายังให้ความเป็นห่วง กกต.โดยเขียนในวรรคสอง ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ามา เพราะเราคิดว่าการปฏิรูปประเทศ หากปฏิบัติแบบเดิม ไม่มีทางเกิดผลแบบใหม่ได้

ด้าน นายภัทระ คำพิทักษ์ กรธ. ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า การเสนอกฎหมายลักษณะทำนองเดียวกับ กกต. อาจจะเหมือนหรือต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับองค์กรนั้นๆ ทั้งโครงสร้างและสนธิสัญญาต่างประเทศ บางองค์กรอาจมีความคล้ายคลึง บางองค์กรอาจแตกต่างกัน จากนั้นที่ประชุมลงมติ ในมาตรา 70 เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก ที่ต้องการให้เซตซีโร่ กกต. ด้วยคะแนน 161 ไม่เห็นด้วย 15 งดออกเสียง 12 และเมื่อที่ประชุมพิจารณาครบทั้ง 78 มาตรา ได้ลงมติในวาระ 3 เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยคะแนน 177 ต่อ 1 งดออกเสียง 5 และดำเนินการตามขั้นตอน ต่อไป