วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สอบ ‘ผบ.หน่วย’ ปมคลังแสง

เป็นขบวนการ ซื้อ-ขายนับปี จับแล้ว7ทหาร

ศาลทหารอนุมัติหมายจับ 7 ทหาร คดี ซื้อ-ขายอาวุธสงครามผ่านทางพัสดุไปรษณีย์แล้ว เป็นผู้อยู่ขบวนการขโมยอาวุธจากคลังมาเร่ขายในเน็ต 3 นาย ทหารที่เป็นลูกค้าสั่งซื้ออาวุธอีก 4 นาย ส่วนผู้ซื้อที่เป็นพลเรือน 8 คน พนักงานสอบสวนกองปราบฯอีกชุดไปขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา รวมผู้ถูกออกหมายจับทั้งหมด 15 คน “ทภ.1” จ่อตั้งกรรมการสอบวินัยทหารขโมยอาวุธในคลังยกแก๊ง รวมทั้งผู้บังคับหน่วยว่า ละเลยไม่ควบคุมดูแลลูกน้องหรือไม่ ส่วนคดีขนอาวุธสงครามจำนวนมากที่จังหวัดตราด ตำรวจค้นรถแลนด์โรเวอร์ของกลางอย่างละเอียด พบปืนกลอีก 1 กระบอก และปืน 9 มม. 3 กระบอกพร้อมกระสุน ซุกซ่อนอยู่ในฝากระโปรงหน้ารถ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผย “บิ๊กป้อม”ยกหูเคลียร์ใจ “เตีย บันห์” แล้ว มั่นใจไม่ส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ ส่วนสื่อที่ลงข่าวให้รับผิดชอบตามบรรทัดฐานจรรยาบรรณเอง

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน รับแจ้งจากพนักงานเคอรี่ เอ็กซ์เพรส สาขาบางเขน ว่า ตรวจกล่องพัสดุตกค้างพบระเบิดสังหาร 8 ลูก และกระสุนปืนเอชเค 100 นัด จากการตรวจสอบพบชื่อทหารสังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน. 1 รอ.) นายหนึ่งเป็นผู้ส่งพัสดุดังกล่าว ชุดสืบสวน ตำรวจและทหารเข้าขยายผลพบว่า อาวุธสงครามทั้งหมดถูกขโมยมาจากคลังแสงมาขายผ่านทางเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์ มีทหารชั้นประทวนเกี่ยวข้อง 3 นาย และผู้สั่งซื้ออาวุธสงครามดังกล่าว อีก 15 คน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป. เผยว่า การสอบสวนคืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว สามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้ง 15 คน ถึงขณะนี้ดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหาไปแล้วบางส่วน กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แต่ละรายพบการครอบครอง อาวุธสงครามต่างชนิดกัน มีทั้งกระสุนปืนสงครามและระเบิด นอกจากนี้ ยังเตรียมสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมเพิ่มเติมด้วย ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 15 คน หลังศาลอนุมัติหมายจับ ทหารจะนำตัวมาส่งให้กองปราบปรามดำเนินคดี คาดว่าจะส่งตัวมาให้ภายในสัปดาห์นี้

พ.ต.อ.สันติกล่าวต่อว่า จากการสอบสวนยังพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาลักลอบขโมยอาวุธสงครามออกมาจากคลังอาวุธ เริ่มมาตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี ก่อเหตุมาแล้วกว่า 10 ครั้ง สำหรับปลายทางที่ส่งมีเกือบทุกภาค สำหรับจุดประสงค์ในการครอบครองของกลุ่มผู้ต้องหาที่สั่งซื้อ ทราบว่าส่วนใหญ่มีเอาไว้ เพื่อโชว์กันเองในกลุ่มผู้ที่มีรสนิยมสะสมอาวุธคล้ายๆกัน การซื้อขายและการสื่อสารจะใช้การติดต่อผ่านเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์ สอบสวนผู้ซื้อบางรายพบว่าไม่ได้สั่งซื้ออาวุธเอาไว้เพื่อทำลายล้างฝ่ายใดทั้งสิ้น เบื้องต้นพบกลุ่มผู้ต้องหาแค่นี้ ต้องรอนำตัวมาสอบสวนก่อน ส่วนจะมีผู้ต้องหาเพิ่มอีกหรือไม่ยังบอกไม่ได้ ส่วนผู้ที่สั่งซื้อเท่าที่ตรวจสอบบางรายเป็นทหารและตำรวจก็มี ถ้าตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วจะต้องจับกุมดำเนินคดีทั้งหมด

มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามชุดแรกไปขออำนาจศาลทหารอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นทหารทั้งหมด 7 นาย ศาลทหารพิเคราะห์แล้วเห็นควรออกหมายจับตามคำร้องพนักงานสอบสวน ออกหมายจับ ส.อ.ธนากรณ์ บุญกาญจน์ ความผิดตามมาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท ความผิดตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาครอบครองและจำหน่ายอาวุธสงคราม ส่วน จ.ส.อ.ประดิพัทธ์ เสน่ห์ดี และ จ.ส.อ.ฉัตรชัย เอี่ยมสมบูรณ์ ถูกออกหมายจับฐานความผิดสนับสนุนตามมาตรา 147 และมาตรา 157

ขณะที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามอีกชุดไปขออำนาจศาลอาญารัชดาออกหมายจับพลเรือนในคดีเดียวกันอีก 8 คน รวมผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งทหารและพลเรือน 15 คน และมีผู้ต้องหาบางส่วนยังถูกสอบสวนอยู่ที่กองพันทหารราบที่ 11 รอ. วันพรุ่งนี้ (9 มิ.ย.) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. จะเดินทางมารับมอบตัวผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ที่กองปราบปราม หลังถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 คุมตัวไว้ครบกำหนดแล้ว สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 15 คนที่ถูกออกหมายจับและจะถูกนำตัวมาส่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ประกอบไปด้วย ร.ท.สันติ นามวิเศษ จ.ส.อ.ประดิพัทธ์ เสน่ห์ดี จ.ส.อ.ฉัตรชัย เอี่ยมสมบูรณ์ จ.ส.อ.พลหงส์ศาสตร์ (ไม่ทราบนามสกุล) ส.อ.สุทธิโชค ไพเราะ ส.อ.ธนากรณ์ บุญกาญจน์ พลฯสกลนที พรหมทอง และพลเรือนอีก 8 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเพื่อดำเนินการลงโทษตามระเบียบ พร้อมพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยว่า มีความบกพร่องหรือไม่ที่ปล่อยให้นำอาวุธภายในคลังออกมาจำหน่ายเป็นขบวนการ ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ทหารกลุ่มนี้จำหน่ายอาวุธสงครามทางเว็บไซต์และใช้บริการของเอกชนส่งของมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ขายอาวุธมาแล้ว 22 ครั้ง มีจำนวนกระสุนที่ส่งมากที่สุด 100 นัด ที่เหลือเป็นรายย่อย มีทั้งกลุ่มที่ชอบสะสมอาวุธและกลุ่มทหารที่สั่งซื้อเพื่อไปทดแทนอัตราอาวุธที่หายไปจากหน่วยที่ตนสังกัดช่วงวงรอบการตรวจประจำปี บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ก่อเหตุในหลายพื้นที่ อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม

ส่วนคดีกรณีพันจ่าทหารอากาศลักลอบขนอาวุธสงครามจำนวนมากในพื้นที่ จ.ตราด ถูกจับกุมได้พร้อมพวกรวม 3 คน ประกอบด้วย พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ อายุ 40 ปี สังกัดสรรพาวุธกองทัพอากาศ นายพิสิษฐ์ เลียง อายุ 29 ปี ชาวกัมพูชาเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงพนมเปญ และนายจักรพงษ์ ไกรเรือง อายุ 37 ปี เบื้องต้น พ.อ.อ.ภคิน ให้การอ้างว่า ทำเพียงคนเดียวและอาวุธทั้งหมดจะส่งให้ทหารกะเหรี่ยงแถบชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. มีรายงานว่า หลัง พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 เรียกประชุมตำรวจชุดสืบสวนเพื่อเร่งคลี่คลายคดี ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบรถยนต์แลนด์โรเวอร์ สีขาว ทะเบียนกัมพูชา 2 AD5629 ของนายพิสิษฐ์ 1 ในผู้ต้องหา เบื้องต้นพบปืนกลมือไม่ทราบยี่ห้อ 1 กระบอก ซองกระสุนแบบ 20 นัด 3 ซอง และปืน 9 มม. 3 กระบอก แมกกาซีน 5 อันซุกซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงห้องเครื่อง ในรถยังพบธนบัตร 100 ดอลลาร์ อีก 27 ใบ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไปตรวจสอบหาแหล่งที่มา รวมถึงเก็บรอยนิ้วมือแฝงขยายผลว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าอาวุธสงครามรายนี้อีกหรือไม่ เบื้องต้นพบว่า ปืน 9 มม. มีจำหน่ายในประเทศไทย แต่ไม่มีจำหน่ายในประเทศกัมพูชา คาดว่าอาจนำมาใช้แลกเปลี่ยนกับอาวุธสงคราม

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า จากกรณีสำนักวิเทศสัมพันธ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกหนังสือถึงสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทยประจำกรุงพนมเปญ เรียกร้องให้สื่อมวลชนไทยบางสำนัก แสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการ หลังนำเสนอข่าวพาดพิง พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมกัมพูชา เกี่ยวข้องขบวนการขนอาวุธผิดกฎหมายที่ จ.ตราด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม โทรศัพท์ไปพูดคุยกับ พล.อ.เตีย บันห์ แล้ว เรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ย้ำว่า เป็นการทำความเข้าใจระหว่าง 2 ประเทศ เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ส่วนการแสดงความรับผิดชอบของสื่อ เป็นสิ่งที่สื่อเองจะต้องไปพิจารณาว่าควรทำอย่างไร เชื่อว่าสื่อทุกคนมีจรรยาบรรณบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้