วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้แล้วอึ้ง! กูรูเปิดเรตราคา 'พรีเซ็นเตอร์' ใครค่าตัวมหาศาลสุดที่แรก

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ภายหลังดาราสาวชื่อดังมีข่าวว่าถูกปลดจากพรีเซ็นเตอร์ จนเจ้าตัวออกมาชี้แจงกันจ้าละหวั่น คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือการเป็นพรีเซ็นเตอร์ปัจจุบันมีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน....

เรตดารา เซเลบ ไฮโซแบ่งได้อย่างไร? วิธีการเลือกพรีเซนเตอร์เจ้าของวัดจากอะไร? ดารา เซเลบราคาต่างกันไหม ดาราคนไหนเป็นพรีเซนเตอร์ค่าตัวแพงมากที่สุด? และความสงสัยอื่นๆ อีกประดามา ด้านล่างนี้ไทยรัฐออนไลน์มีคำตอบ

เรื่องนี้ จิณณ์ เผ่าประไพ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท CJ WORX ครีเอทีฟ ดิจิทัล เอเจนซี่ ในฐานะดิจิทัล เอเจนซี่ ที่เลือกใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ไทยกับแคมเปญไอศกรีมยี่ห้อนึงเมื่อ 5 ปีก่อน เจาะเบื้องลึกให้ฟังว่า หลังจากระยะเวลาผ่านมาตั้งแต่ ซีเจเวิร์ค เริ่มใช้ อินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) ซึ่งหมายถึงคนที่สามารถชักจูง โน้มน้าว ดึงดูด หรือผู้ทรงอิทธิพล ให้เชื่อในสินค้าและบริการเหล่านั้น จนปัจจุบันนี้มีอินฟลูเอ็นเซอร์มากมาย ไม่ใช่เพียงแต่ดาราศิลปินที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วแต่รวมถึงคนธรรมดาในหลากหลายอาชีพและไลฟ์สไตล์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าประเภทนั้นๆ

ทั้งนี้ สามารถแบ่งกลุ่มของบุคคลที่ทำหน้าที่ในการดึงดูดให้อยากใช้แบรนด์ต่างๆ คร่าวๆ ดังนี้ กลุ่ม A+, A, , C และ D ตามระดับความดังและแฟนคลับที่ติดตาม เพราะนั่นสะท้อนถึงยอดการเห็นแบรนด์ เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้หยิบจับ หรือเผยแพร่อะไรเกี่ยวกับแบรนด์ไปสู่แฟนคลับที่ติดตามพวกเขาในโลกโซเชียลด้วย สิ่งที่ตามกลับมาคือ เม็ดเงินสัมพันธ์กับยอดแฟนคลับที่จับต้องได้ในโซเชียลด้วยเช่นกัน ในจำนวนนี้เมื่อแบ่งตามผลงาน อาจแบ่งได้เป็นดาราศิลปิน ก็คือคนที่มีผลงานการแสดงและเพลง ฯลฯ

ขณะที่เซเลบ มาจาก Celebrity คือคนที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ แต่ที่สำคัญมีประวัติที่ดี ทั้งฐานะทางบ้าน การศึกษา แวดวงไฮโซ หรือแวดวงผลงานในกลุ่มความเชี่ยวชาญต่างๆ

“ส่วน แบรนด์ แอมบาสเดอร์ ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ที่มีสาขาหรือสินค้าเป็นที่รู้จักในระดับ และไม่ใช่แค่หยิบ จับ ถ่ายภาพ ออกอีเวนต์ หรือโชว์สินค้าผ่านโซเชียลเท่านั้น แต่เป็นภาพลักษณ์ของแบรนด์ ไลฟ์สไตล์ของอินฟลูเอ็นเซอร์ตลอด 24 ชั่วโมงจะต้องเหมาะสมกับแบรนด์ด้วย ซึ่งเงื่อนไขต่างๆ จึงตามมา อาทิ การห้ามหยิบจับใช้แบรนด์คู่แข่งต่อที่สาธารณะ ความประพฤติจะต้องเหมาะสม ไม่มีข่าวเสีย เหมาะสมกับแบรนด์ระดับเวิลด์คลาส เมื่อเงื่อนไขเยอะ ก็ตามมาด้วยค่าจ้างที่เยอะขึ้น และมากที่สุดในบรรดาการจ้างงานทั้งหมด ส่วนพรีเซ็นเตอร์จะลดทอนภาระหน้าที่ลง อาจไม่ถึงกับดูไลฟ์สไตล์ทั้งหมด สามารถรับผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกันหรือไม่ก็ได้ตามแต่ตกลงกัน แต่สามารถเป็นพรีเซ็นเตอร์ได้หลากหลาย”

อย่างไรก็ดี ในรายละเอียดของแบรนด์ แอมบาสเดอร์ คุณจิณณ์บอกว่า ส่วนใหญ่จะเลือกใช้กลุ่ม A+, A เท่านั้น ราคาก็ขึ้นอยู่กับการดีลแต่ละครั้ง อยู่ที่เงื่อนไขและอีกหลายปัจจัยของแต่ละแบรนด์ ส่วนการเป็นพรีเซ็นเตอร์นั้นสามารถพบเจอได้ในทุกกลุ่มตั้งแต่ A+ ไปจนถึง D ตามแต่ความหนาของงบที่ใช้ในการโฆษณา

ลึกลงมาในส่วนของเรตราคาที่หลายคนอยากรู้กันว่า เรตเท่าไรกันบ้างนั้น ผู้ก่อตั้งซีเจ เวิร์ค อธิบายว่า เริ่มจากกลุ่ม A+, A คือ กลุ่มศิลปิน ดารา ที่มีผลงาน มียอดคนติดตามในอินสตาแกรมหลักล้านขึ้นไป มีผลงานอย่างต่อเนื่อง และเคยมีผลงานโกอินเตอร์มาแล้ว เรียกง่ายๆ ว่า ตัวท็อประดับบน งานพรีเซ็นเตอร์ก็ 8 หลัก 10 ล้านบาทขึ้นไป ตามแต่ละบุคคล แต่ละดีล แต่ละเงื่อนไขของแบรนด์ที่ต้องการให้กลุ่ม A+ ทำให้แบรนด์ หากเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ราคาก็อัพขึ้นไปอีก 8 หลัก อัพกว่าค่าพรีเซ็นเตอร์ปกติ

ผู้ก่อตั้งดิจิทัลเอเจนซี่รายนี้ เริ่มอธิบายตั้งแต่ ส่วนกลุ่ม A คือรองมาจากกลุ่ม A+ เป็นดาราดัง แต่อาจไม่ได้โกอินเตอร์ มีคนติดตามไอจีล้านอัพ มีผลงานในขณะนั้นกำลังดังปังอยู่ หากเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สนนราคาอยู่ 7 หลักกลางๆ ส่วนการเป็นพรีเซ็นเตอร์ ประมาณ 7 หลักต้นๆ แล้วแต่ระดับความดังและกระแสในช่วงนั้น ถ้าโพสต์สินค้า หรือคลิปวิดีโอลงไอจี ก็ 6 หลักต้นๆ ต่อครั้ง 7-15 วันลบโพสต์

ถัดมา กลุ่ม B คือ อินฟลูเอ็นเซอร์ที่กำลังดังอยู่ในกระแส เห็นบ่อย แต่ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเท่ากลุ่ม A และไม่ได้ติดลมบนเท่า A+ เห็นหน้าเห็นตากับแบรนด์ต่างๆ บ่อยๆ รับสินค้าทุกอย่างหลากหลายประเภท เห็นผลงานสม่ำเสมอ กลุ่มนี้เรตราคาในการเป็นพรีเซ็นเตอร์ 7 หลักต้นๆ ถ้าโพสต์สินค้าลงไอจี อยู่ที่ 6 หลัก แต่ละภาพ 7-15 วันลบโพสต์

ส่วนกลุ่ม C, D เขาอธิบายว่า ส่วนใหญ่จะเป็น สายเฉพาะทาง เริ่มจะเป็น บล็อกเกอร์ที่มีเว็บรีวิว ยูทูบเปอร์คนสร้างคอนเทนต์ในยูทูบ หรือเน็ตไอดอลในอินสตาแกรม ที่มีคนติดตามหลักหมื่น หลักแสน และผลงานความดังต่อสาธารณะ อย่างกลุ่ม C คือกลุ่ม D ที่ดังจนเป็นที่รู้จักในวงกว้างแล้ว เริ่มมีสังกัดในการติดต่องาน มีคนติดตามในไอจีหลักแสนคน สนนราคาในการโพสต์ไอจีกับแบรนด์แต่ละครั้งอยู่ที่ 5 หลักต้นๆ จนถึงกลางๆ อยู่ที่เงื่อนไข ระดับความดัง หากเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่ที่หลักแสนต้นจนถึงกลางๆ

และกลุ่มสุดท้าย จิณณ์ เล่าว่าคือส่วนกลุ่ม D นั้น เนื่องจากมีคนรู้จักในวงจำกัด ยังไม่ดังมาก ผลงานยังไม่สู่สาธารณะวงกว้าง คนติดตามไอจีอาจแค่หลักหมื่นปลายๆ หลักแสนต้นๆ กลาง แต่อาจรู้จักในแวดวงเฉพาะ จึงยังไม่มีค่าย ไม่มีสังกัด สนนราคาก็ถูกลง ราคาในการจ้างให้โพสต์งานลงไอจีอยู่ที่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นตามแต่ข้อตกลง

“ทั้งหมดนี้เป็นเรตราคาของอินฟลูเอ็นเซอร์ในแต่ละกลุ่ม ยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอีกมากมายของแต่ละแบรนด์และตามแต่ละคนด้วยเช่นกัน อาทิ บางคนไม่รับโพสต์ลงไอจี รับแค่พรีเซ็นเตอร์, บางคนไม่จับสินค้า แต่โพสต์ภาพหรือยืนข้างๆ ได้ หรือถ้าจับสินค้าราคาจะขึ้นอีก รวมถึงอำนาจในการต่อรองของอินฟลูเอ็นเซอร์เหล่านี้อยู่ที่ฐานแฟนคลับและช่องทางในการเผยแพร่ด้วย ถ้ายิ่งมีไอจีคนตามมากๆ หลักล้านคน มีเฟซบุ๊กแฟนเพจเป็นของตัวเองที่มีคนตามระดับแสนคน มีช่องยูทูบที่มีคนติดตามจำนวนมากๆ ก็ยิ่งมีค่าของเรตค่าจ้างมากขึ้นไปอีก เพราะนั่นเท่ากับว่าจำนวนคนเห็นสินค้าและบริการดังกล่าวในการโพสต์หนึ่งครั้ง สามารถเทียบเป็นราคาต่อหัวได้ทันที”

สุดท้าย เขาบอกว่า ส่วนหลักเกณฑ์การเลือกพรีเซ็นเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือแค่การโพสต์งานในแต่ละครั้งนั้น ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์บุคลิกของอินฟลูเอ็นเซอร์เหล่านั้นว่า เหมาะสมกับทางแบรนด์หรือไม่ และแฟนคลับที่ติดตามดนดังเหล่านี้ เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการแบรนด์ต่างๆ หรือเปล่านั่นเอง ส่วนการจะปลดจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์นั้น เป็นรายละเอียดที่มีการทำสัญญากันระหว่างแบรนด์กับกลุ่มคนดังเหล่านี้ว่าตกลงกันในรายละเอียดกันไว้อย่างไร