บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาดูกับมาดาม: การกลับมาของ ‘The Mummy’

งานเทคนิคอลังการมาก ตัวมัมมี่ก็น่าสะพรึงกว่าภาคไหนๆ แต่เนื้อเรื่องและคาแรกเตอร์ไม่ค่อยแข็งแรง เลยไม่แน่ใจว่ากำลังดูหนังตลกหรือหนังระทึกขวัญกันแน่...

‘The Mummy’ เวอร์ชั่นปี 1999 เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดฮิตตลอดกาล เชื่อว่าคอหนังทั่วโลก (หรืออาจไม่ใช่ก็ได้) น่าจะเคยได้ยินหรือได้ชมกันบ้าง มาดามก็เป็นหนึ่งในนั้น สมัยนั้นเทคนิคพิเศษในเรื่องก็ถือว่าอลังการงานสร้างมากแล้ว ตัวละครก็สวยหล่อเข้าใจง่าย ตัวร้ายก็ชื่อติดหู ทำให้ไม่ยากเลยที่หนังเรื่องนี้จะครองใจผู้ชมทั่วโลก จนมีภาคต่อๆ มา ได้แก่ ‘The Mummy Returns’ (2001) และ ‘The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor’ (2008)

 

เมื่อได้ยินว่า ‘The Mummy’ จะกลับมาในปี 2017 มาดามก็ตื่นเต้นมาก ตอนแรกคิด...หรือจะเป็นรีเมค แต่ก็ไม่ใช่ ‘The Mummy’ ปีนี้เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นใหม่ คงไว้แค่แนว (Genre) และปมปัญหา (Conflict) เท่านั้นว่าเป็นการตามล่าล้างแค้นของ “มัมมี่” ที่มีมาแต่อดีต

“ทอม ครูซ” กับบทบาทใหม่แต่ไม่ฉีกจากเดิมมากนัก

นอกจากนี้ ‘The Mummy’ ปี 2017 ยังดึงซุป'ตาร์หนุ่มคนดังแห่งฮอลลีวูด “ทอม ครูซ” มารับบทนำ “นิก” นายทหารหน่วยรบพิเศษ รักความท้าทายแต่ฉลาดแกมโกง เป็นหัวขโมยจอมยียวนแต่มีความสามารถเป็นเลิศ ซึ่งส่วนตัวมาดามคิดว่าไม่ค่อยชวนค้นหาหรือติดตามเท่าไร ที่สำคัญ...ลีลาพะบู๊ของเขาไม่ค่อยฉีกจากเดิม เหมือนเป็นอีกเวอร์ชั่นของ “อีธาน ฮันท์” จาก ‘Mission Impossible’ มาผจญภัยกลางทะเลทรายมากกว่า

แค้นจากอดีตเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ “มัมมี่” ตัวร้ายเป็นผู้หญิง

ถ้าใครจำได้ ‘The Mummy’ เวอร์ชั่นที่แล้ว เราได้ผจญภัยกับ “มัมมี่” วายร้ายจากอดีตที่เป็นผู้ชาย (อิโมเทป) แต่ในเวอร์ชั่นนี้ เราจะได้เห็น “มัมมี่” ที่เป็นผู้หญิง... “อาห์มาเน็ต” (โซเฟีย บูเทลล่า) เจ้าหญิงรัชทายาทผู้ถูกลบชื่อจากประวัติศาสตร์ เพราะใช้มนตร์ดำสังหารพ่อแท้ๆและทารกน้อยน้องชายคนละแม่อย่างเลือดเย็น

ปมแค้นน่าสนใจและลึกลับสมเป็นตำนานอียิปต์โบราณดีค่ะ ทำให้ครึ่งแรกของเรื่องน่าติดตามไม่น้อย ตัวคาแรกเตอร์เจ้าหญิง “อาห์มาเน็ต” ก็น่าสะพรึงมากค่ะ ทั้งโหดเหี้ยม เลือดเย็นและแข็งกร้าวมากกว่าที่คาดไว้เยอะ ซึ่งส่วนตัวคิดว่านางสร้างสีสันให้เรื่องได้ดี...ลุ้นแทบแย่ว่านางจะฟื้นและตายด้วยวิธีไหนบ้าง

เรียกว่าฉากเปิดตัวเจ้าหญิงมัมมี่ (อาห์มาเน็ต) น่าทึ่งมากทีเดียว แต่หลังจากออกมาแล้วนี่สิที่คาใจ เพราะความน่ากลัวถูกดึงทึ้งออกเรื่อยๆ จนบางฉากก็แลดูคล้ายหนังตลก

เนื้อเรื่องไม่ค่อยแข็งแรง เหมือนพยายามจะฉีก แต่ไม่ค่อยปัง

อย่างที่เกริ่น เนื้อเรื่องกับคาแรกเตอร์ไม่ค่อยแข็งแรง โดยเฉพาะอย่างแรก...เหมือนจะทิ้งคนดูไว้กลางทางหลังผ่านครึ่งแรก ความน่าสนใจลดลง ไม่แน่ใจว่าเพราะความพยายามจะซับซ้อน (จนสับสน) หรือเพราะตัวขโมยซีนที่ดึงคนดูออกจากโครงเรื่องหลักอย่าง “ด็อกเตอร์เจกิลล์” (รัสเซลล์ โครว์)

ทีมผู้สร้างเชื่อว่า “ด็อกเตอร์เจกิลล์” จะเป็นประโยชน์กับเนื้อเรื่องในระยะยาว เพราะเชื่อแน่ว่าหนังต้องมีภาคต่อ แต่สำหรับภาคแรกนี้...มาดามว่าการปรากฏตัวของเขาไม่ได้ทำให้ภาพรวมของเรื่องน่าพิสมัยเท่าไร แต่น่าจะทำให้เนื้อเรื่องอ่อนลง เพราะมีจุดน่าสงสัยหลายจุด...ทั้งเรื่องเหตุผลและความเป็นไปได้

ส่วนคาแรกเตอร์ก็มีความพยายามจะทำให้เป็นมนุษย์ มี รัก โลภ โกรธ หลง (และมีความดีซ่อนไว้ลึกสุดของหัวใจ) แต่นั่น...กลับทำให้ตัวละครเอกเกือบทุกตัวขาดเสน่ห์อย่างน่าประหลาด บางที...อาจจะดูธรรมดาเกินไป...เกินกว่าจะเป็นคนปราบมัมมี่หรือกลียุคจากอดีตก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี...ตัดเรื่องที่ว่าข้างต้น ‘The Mummy’ ปี 2017 ก็เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ดูเพลินๆ เทคนิคก็เติบโตและสมจริงขึ้นตามยุคสมัย นักแสดงก็ตัวใหญ่ไฟกะพริบ มาดามรับรองความมันระดับมาตรฐาน แต่จะปลื้มกว่านี้มากถ้าเนื้อเรื่องแข็งแรงและเข้มข้นเสมอต้นเสมอปลายกว่านี้

จนกว่าจะพบกันใหม่

มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer