วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดี-เลวตัดสินที่ ‘รอยสัก’? หรือแท้จริงแค่ศิลปะบนเรือนร่าง

หากจะพูดถึงแฟชั่นในประเทศไทย ก็มีมากมายหลากหลายอย่าง รวมทั้งที่ได้รับความนิยมมาจากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย หรือชาติตะวันตก ล้วนส่งอิทธิพลกันในวงกว้าง เช่น การแต่งกาย ข้าวของเครื่องใช้ อาหาร และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง

แต่ยังมีอีกหนึ่งแฟชั่นที่มีมาอย่างเนิ่นนานกว่าร้อยปี อย่าง “การสัก” จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่ชื่นชอบ และขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะมีเรื่องความสวยงามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างพวกรอยสักมินิมอล ที่ดูไม่รกและมีศิลปะ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต่างก็หันไปสักกันมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าชอบตรงไหนสักตรงนั้น อีกทั้งสังคมก็เริ่มเปิดรับมากขึ้น แต่บางส่วนยังก้ำกึ่ง และมีความเสี่ยงสูงในการสมัครงาน เพราะหลายธุรกิจยังคงมีกฎเกณฑ์กับรอยสัก ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอเปิดประเด็นด้านรอยสักรวมทั้งความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่มีต่อรอยสักมาให้ได้ทราบกัน

นายพนธ์พันธ์ วิชชุกิจมงคล Artist ผู้หลงใหลในศิลปะการสัก เปิดเผยว่า การสักคือการบันทึกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทุกๆ รอยสักบนตัว มีความหมายหมดทั้งสิ้น หากพูดถึงการสักแบ่งได้ 2 แบบคือ สักเพราะชื่นชอบความสวยงาม กับสักเพราะอยากจะเก็บเป็นความหมายที่ลึกซึ้ง บางคนอาจมองว่าเท่ถึงเลือกที่จะสัก โดยที่อาจจะไม่ทราบความหมายเสียด้วยซ้ำ

“ความคิดของแต่ละบุคคลที่จะชอบหรือไม่ชอบ เราไม่สามารถบังคับจิตใจใครได้ ส่วนตัวเลือกที่จะมองข้าม คนอื่นไม่ชอบหรือรังเกียจก็เป็นสิทธิ์ของเขา ไม่ต้องสนใจและเก็บไปคิดให้รู้สึกไม่สบายใจ ของร้อนไม่จำเป็นต้องเอามาถือ”

มาดูมุมมองความคิดของอาจารย์ท่านหนึ่งในโรงเรียนมัธยม กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง บางคนชื่นชอบในศิลปะตามร่างกาย หรือบางคนก็ชอบการสักน้ำมัน ตามความเชื่อต่างๆ มองว่า ถ้าไม่มากจนเกินไปก็สามารถมองเป็นศิลปะได้

“การสักนั้น ไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าคนคนนั้นเป็นคนดี หรือคนชั่ว เพราะโจรหรือคนร้ายที่ไม่มีรอยสัก ก็มีถมเถไป”

ส่วนประชาชนอีกรายให้ความเห็นว่า ไม่ชอบ เพราะรู้สึกว่าคนที่มีรอยสักเหล่านี้อาจดูไม่เหมือนคนอื่นทั่วๆ ไป ถ้าเขาคิดเหมือนคนอื่นก็คงจะไม่ทำเช่นนี้ จากพฤติกรรมที่เห็น โดยเฉพาะวัยรุ่น วัยคึกคะนอง ส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กที่มีปัญหา แต่ไม่ใช่กับทุกคน ต้องยอมรับว่าเป็นความชอบส่วนบุคคล ไม่สามารถไปกำหนดความคิดของใครได้

ด้านนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บอกว่า คนที่มีรอยสักและทำเพื่อความสวยงามนั้น มองว่าเป็นคนที่ดูเท่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง ดูเป็นคนที่ท้าทายดี ส่วนตัวไม่ได้มีอคติกับเรื่องแบบนี้ ยังเคยมีความคิดว่าอยากจะลองสักในอนาคตเหมือนกัน

ทั้งนี้ ในบางอาชีพยังคงมีกฎหรือข้อตกลงห้ามไม่ให้สัก โดยเฉพาะกับหน่วยงานราชการ ที่ถือเป็นเรื่องต้องห้าม ยกตัวอย่างเช่น ข้าราชการทหาร หรือตำรวจ ที่ต้องมีการตรวจร่างกายก่อนเข้ารับราชการ จะต้องไม่มี “รอยสัก” อยู่บนส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่อีกหลายอาชีพก็ไม่มีระเบียบที่กำหนดตายตัว แต่ยังคงมีแนวปฏิบัติว่า ต้องไม่มีรอยสักแสดงให้สาธารณชนเห็นแบบชัดเจน และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานนั้นๆ ว่าเข้มงวดมากน้อยเพียงใด และจะรับเข้าทำงานหรือไม่

นอกจากนี้ ในบริษัทเอกชนก็มีทั้งยอมรับและไม่สามารถยอมรับได้ โดยเจ้าของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเผยว่า ต้องดูก่อนว่ามีรอยสักเยอะไหม ถ้าสักเยอะก็อาจจะต้องปฏิเสธไปบ้าง เพราะมองว่าคนที่มีรอยสักบนตัวเป็นคนประเภทที่คิดต่าง ไม่อยู่ในกรอบ และมองว่าที่หลายคนยังไม่ให้การยอมรับ อาจจะเป็นเพราะความคิดที่ว่า “พวกเขาเหล่านั้น สามารถทนได้กับการทำให้ตนเองเจ็บ ซึ่งเป็นไปได้ว่า เขาก็สามารถทำให้คนอื่นเจ็บได้เหมือนกัน มันเลยทำให้ถูกมองในภาพลักษณ์ที่ไม่ดี”

เจ้าของบริษัทเอกชน ยังกล่าวอีกว่า แต่หากบางรายมีรอยสักเล็กน้อย เช่น อาจจะสักที่แขน ที่นิ้วมือ เป็นสัญลักษณ์เล็กๆ ส่วนตัวก็โอเค ยังพอรับได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานที่จะเข้ามาสมัครด้วย หากเป็นตำแหน่งที่ต้องพบปะลูกค้าหรือผู้คนมากๆ มีรอยสักปรากฏสู่สาธารณะ ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาในเรื่องของภาพลักษณ์บริษัท เพราะเชื่อว่าบางคนก็ยังไม่สามารถรับเรื่องพวกนี้ได้

จากหลากหลายมุมมองความคิดของแต่ละฝ่ายที่ได้เล่าขานมานี้ แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้คนไทยเริ่มที่จะเปิดรับการสักมากขึ้น ผู้คนมากมายหันไปเสพศิลปะลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรตัดสินใครว่าเป็นคนไม่ดีเพียงเพราะรอยสัก เพราะการสักเป็นเพียงศิลปะชนิดหนึ่งบนร่างกายภายนอกเท่านั้น ไม่ใช่เครื่องกำหนดจิตใจว่าเป็นอย่างไร การกระทำของพวกเขาต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน.